Posts

เสริมสร้างสภาพจิตใจ ด้วย 7 สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูก

เสริมสร้างสภาพจิตใจ ด้วย 7 สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูก

การเสริมสร้างสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งตั้งแต่วัยเด็กจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น โดยพ่อแม่ผู้ปกครองต้องสอน ฝึกฝน และอดทนอย่างมาก เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งและดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติ เด็ก ๆ ที่เติบโตขึ้นมาอยู่ในวัยหนุ่มสาวและประสบความสำเร็จ พวกเขามีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง และมีสิ่งที่พวกเขามักจะทำอยู่เสมอ หากคุณต้องการเสริมสร้างสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งให้กับบุตรหลาน คุณควรสอนอะไรพวกเขาบ้าง วันนี้เรามี 7 สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูกเพื่อเสริมสร้างสภาพจิตใจ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

สอนให้พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง

ไม่ว่าลูกของคุณจะต้องทำงานกับใครในสังคม สอนให้พวกเขารับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ด้วยความสามารถที่ดีที่สุดของตัวเองก็พอ ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครทั้งนั้น เช่น “ฉันทำได้” “ฉันกำลังพยายามอย่างหนักอยู่” “ฉันมั่นใจ” “ฉันจะสนุก” เสียงความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองนี้ จะกลบความรู้สึกเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นมาด้อยค่าด้อยศักยภาพของตัวเด็กเองได้ พวกเขาจะเห็นคุณค่าและนับถือตัวเอง และทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ

สอนให้พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง

การที่คนเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องใช้เวลาสักพักในการปรับตัว อย่างเด็ก ๆ ที่ต้องย้ายโรงเรียน สำหรับเด็กบางคนมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เดี๋ยวเดียวก็ปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ ครูใหม่ โรงเรียนใหม่ได้ แต่กับเด็กอีกหลาย ๆ คน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง พวกเขาอาจกังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่าจะทำให้ชีวิตของพวกเขาแย่ลง คุณต้องสอนให้ลูกของคุณรู้จักกับอารมณ์ของตัวเอง ณ เวลานั้น การเปลี่ยนแปลงทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างไร การรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะบรรเทาความกังวลลงได้

สอนให้พวกเขาพูดปฏิเสธเมื่อถึงคราวจำเป็น

หลายคนมีปัญหาในการปฏิเสธคนอื่นไม่เป็น รวมถึงมีปัญหาในการแสดงความรู้สึกเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ตนเองไม่พอใจ ไม่เต็มใจ แล้วความหนักหนาทั้งหมดก็มารวมไว้อยู่ที่ตัวเอง ฉะนั้น ต้องสอนให้เด็ก ๆ พูดปฏิเสธให้เป็นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ กล้าหาญที่จะพูดว่า “ไม่” จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น แรก ๆ พวกเขาอาจรู้สึกว่ามันยากและอึดอัดที่ต้องพูดปฏิเสธ แต่ถ้าคุณฝึกฝนพวกเขาบ่อย ๆ พวกเขาจะรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น การที่พวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธในสถานการณ์ที่อึดอัดหรือไม่เต็มใจ จะช่วยลดความเครียดจากการผูกมัดจากสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการทำ

สอนให้พวกเขาผิดพลาดเป็น และยอมรับความผิดพลาด

คุณต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กที่ขี้ลืม ก็เป็นไปได้ว่าจะลืมทำการบ้านอยู่บ่อย ๆ หรือการที่มีขนมกรุบกรอบเต็มบ้าน ก็อาจจะห้ามใจเรื่องการกินขนมได้ยาก ดังนั้นเมื่อเขาผิดพลาด ให้เตือนว่าพวกเขาจะแก้ปัญหานั้นอย่างไรจะได้ไม่ผิดซ้ำสอง ถ้ากลัวจะลืมทำการบ้าน ให้พวกหาสมุดมาจดทันทีที่ครูมอบหมายงาน หรือพยายามไม่ซื้อขนมที่ทำลายสุขภาพเข้าบ้าน อย่างน้อยพวกเขาก็หากินได้ยากขึ้น

สอนให้พวกเขารู้จักชื่นชม ยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น

เป็นเรื่องปกติที่เด็ก ๆ จะรู้สึกอิจฉาเมื่อเพื่อนได้ของเล่นชิ้นใหม่เป็นรางวัลที่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่คุณควรรู้ก็คือ ความรู้สึกในแง่ลบที่ลูกของคุณมีต่อเพื่อนคนอื่นนั่นแหละที่ทำร้ายตัวลูกของคุณเอง ในขณะที่เพื่อนของพวกเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย คุณจึงต้องสอนให้พวกเขารู้จักการชื่นชม สนับสนุน และยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น ๆ เมื่อเห็นว่าเขาสำเร็จได้ก็เพราะพยายามทำงานอย่างหนัก เมื่อถึงเวลาของลูกของคุณ พวกเขาก็จะตั้งใจทำเรื่องของตัวเองให้ดีที่สุด โดยไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนคนอื่น

สอนพวกเขาว่าถ้าล้มเหลว ก็แค่ลองอีกครั้ง

นิยามของคำว่าล้มเหลวที่พวกเราเข้าใจกันดีก็คือ มันเป็นความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกอับอาย ผิดหวัง รู้สึกแย่กับตัวเอง แต่ต้องไม่ลืมว่ากว่าจะประสบความสำเร็จ คนทุกคนเคยล้มเหลวกันมาก่อนแล้วทั้งนั้น เช่นเดียวกัน เด็กที่จิตใจเข้มแข็ง พวกเขาจะสนใจว่าจะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นสาเหตุของความล้มเหลวอย่างไร โดยที่ไม่จมอยู่กับความผิดหวัง พวกเขาจะมีกรอบความคิดที่จะเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นประสบการณ์และการเรียนรู้เชิงบวก จะช่วยให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจ หากพวกเขาได้เกรดวิชาภาษาต่ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่เก่งวิทยาศาสตร์

สอนให้พวกเขารู้จักให้กำลังใจตัวเอง

กว่าจะประสบความสำเร็จได้จำเป็นต้องใช้เวลา ซึ่งระหว่างนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกท้อแท้ เหนื่อย อยากพัก สมองจะเริ่มสั่งการให้เราหยุดพยายามแล้วยอมแพ้ ในขณะที่เด็กที่มีสภาพจิตใจเข้มแข็ง พวกเขาจะยังอดทนอย่างมุ่งมั่นต่อไป แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม และเมื่อพวกเขาทำอะไรได้สำเร็จ พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเก่งและแข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก

แหล่งที่มา : www.sanook.com

นมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่ม

นมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่ม

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การดื่มนมคือสิ่งจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เพราะนมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกอ่อนในทารกได้ ทั้งนี้โดยปกติร่างกายของคนเราจะดูดซึมแคลเซียมครั้งละประมาณ 500 – 600 มิลลิกรัม ในขณะที่ร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการการดูดซึมแคลเซียมในแต่ละวันสูงถึงวันละ 1,000  -1,200 มิลลิกรัมเลยทีเดียว นั่นจึงเห็นได้ชัดเจนว่าแคลเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่ได้จากการดื่มนมนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์มากแค่ไหน ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมเอานมสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ได้เลือกดื่มกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

นมข้าว (Rice Milk)

นมข้าวเป็นนมที่อุดมไปด้วยวิตามินบีสูง ไขมันต่ำ โปรตีนต่ำ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งยังเป็นแหล่งแคลเซียมที่หาได้ยากอีกด้วย นอกจากนี้นมข้าวที่ได้จากข้าวไม่ขัดสีจะมีปริมาณของแคลเซียมอยู่ที่ประมาณ 20 มิลลิกรัมต่อแก้ว ซึ่งเหมาะสำหรับร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อย่างมาก

แต่ในขณะเดียวกันนมข้าวจัดเป็นนมที่ไม่แนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตสูงกว่านมวัวมากถึง 4 เท่านั่นเอง

ขมข้าวโอ๊ต (Oat Milk)

นมข้าวโอ๊ตเป็นนมที่ให้โปรตีนแก่ร่างกายมากกว่านมอัลมอนด์และนมข้าว แต่ให้โปรตีนน้อยกว่านมวัว ปริมาณนมข้าวโอ๊ต 1 แก้วให้แคลเซียมมากถึง 120 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันอาการท้องผูกในระหว่างตั้งครรภ์ ช่วยควบคุมความอยากอาหาร และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี อีกทั้งยังให้สารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี แมงกานีส โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส

นมถั่วเหลือง (Soy Milk)

นมถั่วเหลืองจัดเป็นนมที่ให้ปริมาณโปรตีนเกือบเท่านมวัว อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและแคลเซียม มีไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ดี นอกจากนี้นมถั่วเหลืองประมาณ 1 แก้ว ให้ปริมาณแคลเซียมมากถึง 300 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

นมอัลมอนด์ (Almond Milk)

นมอัลมอนด์จัดเป็นนมที่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้นมถั่วเหลืองและกลูเตน นมอัลมอนด์เป็นนมที่ปราศจากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล อุดมไปด้วยกรดโฟลิก เส้นใยอาหาร วิตามินบี วิตามินอี ธาตุเหล็ก โปรตีน และมีปริมาณแคลอรีต่ำ ที่สำคัญยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเฉลี่ยแล้วนมอัลมอนด์รสออริจินัล 1 แก้วให้ปริมาณแคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 7.5 มิลลิกรัม

นมแพะ (Goat Milk)

นมแพะคือนมที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว และอาจไม่ถูกจริตกับคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนเลยก็ว่าได้ แต่ทราบหรือไม่ว่านมแพะมีปริมาณโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีวิตามินบี2 ที่สูงกว่านมวัว นอกจากนี้นมแพะยังมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย พร้อมทั้งเร่งกระบวนการเผาผลาญและช่วยในการย่อยอาหาร แถมยังมีวิตามินเอที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง ทั้งนี้นมแพะ 1 แก้วให้ปริมาณแคลเซียมมากถึง 283 มิลลิกรัม

นมวัว (Milk)

ในส่วนของนมวัวนั้นจะมีทั้งแบบที่มีไขมันต่ำ แบบที่มีไขมัน 100% และแบบพาสเจอร์ไรส์ ดังนั้นคุณแม่สามารถเลือกดื่มให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายได้ ทั้งนี้นมวัวมีกรดอะมิโนที่ช่วยในการสร้างเซลล์ภายในร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์ มีวิตามินดีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ และช่วยในการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ได้ดี

อีกทั้งยังมีวิตามินอีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และยังมีวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายให้แข็งแรง และช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แหล่งที่มา : www.sanook.coms

8 ไอเดียอาหารที่เหมาะกับหลังวิ่งตอนเช้า

8 ไอเดียอาหารที่เหมาะกับหลังวิ่งตอนเช้า

การวิ่งตอนเช้าถือเป็นการออกกำลังที่หลายคนนิยมกัน ซึ่งหลังจากได้ออกกำลังกายยามเช้าด้วยการวิ่งแล้ว มันก็ต้องหามือ้อเช้ามาทานเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายของตัวเองกันเสียหน่อย โดยในมื้อแรกของวันหลังจากออกำลังกายแบบนี้ควรทานอะไรดีล่ะ วันนี้เรามี 8 ไอเดียอาหารที่เหมาะกับหลังวิ่งตอนเช้ามาฝากทุกคนกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

กรีกโยเกิร์ต

คนเราที่ผ่านการวิ่งมาอย่างหนักมากว่า 45 นาทีขึ้นไปนั้น ร่างกายจำเป็นต้องได้รับโปรตีนด่วน แต่เวลาในมื้อเช้านั้นมีเวาไม่มากเพื่อที่จะทำอาหาร การหยิบกรีกโยเกิร์ตที่อัดแน่นไปด้วยโปรตีนมาทานก็ถือว่าสามารถแก้ขัดไปก่อนได้ หรืออยากได้เส้นใยเพิ่ม เราก็สามารถใส่ผลไม้ผสมไปได้

อัลมอนด์

ถั่วอัลมอนด์นั้นอัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และการทานอัลมอนด์เป็นประจำจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายเราได้อีกต่างหาก ทำให้มันเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เหมาะในการทานยามเช้า นอกจากนี้ยังสามารถนำไปดัดแปลงใส่ลงไปในอาหารชนิดอื่นเพิ่มเพิ่มความน่าทานอีกด้วย

ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยที่ช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน ช่วยลดโอกาสที่เราจะหาของว่างทานระหว่างวัน นอกจากนี้ยังมีโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตจำนวนมากที่ช่วยมอบพลังงานให้กับร่างกายที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการวิ่งของเรา

สลัดผลไม้

ออกกำลังกายมาเหนื่อย ๆ ก็ต้องการน้ำตาลเข้าร่างกันบ้าง แต่การรับของหวาน ๆ เข้ามาในร่างกาย อาจจะทำให้สาว ๆ หลายคนรู้สึกผอดกับตัวเองก็เป็นได้ งั้นก็หันมากินน้ำตาลจากธรรมชาติอย่างสลัดผลไม้ดูสิ สดชื่นไปกับความหอมหวานของผลไม้ชนิดต่าง ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและเส้นใยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ผัก

ตัวเลือกมื้อเช้าของคนที่เป็นมังสวิรัติหลังจากวิ่งเสร็จ เห็นทีคงไม่พ้นพวกผักเขียว ๆ นั่นแหละ เพราะการทานผักสดที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน และเส้นใย ต่างก็เป็นผลดีต่อสุขภาพด้วยกันทั้งนั้น โดยในมื้อเช้าของเราจะอบมันฝรั่งมากินก็ได้ หรือจะทำแซนด์วิชที่อัดแน่นไปด้วยผักหลายชนิดก็ฟังดูเข้าท่า

กล้วย

ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการวิ่งยามเช้าต้องการแหล่งพลังงาน และกล้วยที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต หรืออีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่ร่างกายต้องการ ก็จัดได้ว่าเป็นมื้อเช้าที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด กินสด ๆ หรือจะนำไปดัดแปลงเป็นเครื่องดื่มก็สามารถหทำได้ทั้งนั้น

อกไก่

ใครที่ไม่อยากกินแป้ง ผัก หรือผลไม้ อยากกินอะไรที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านั้นอย่างเช่น พวกเนื้อสัตว์ แต่ถ้ากลัวว่าการกินเนื้อสัตว์จะให้ปริมาณแคลอรีสูงเกินไปอีก ลองเลือกอกไก่มากินกันดูสิ เพราะเนื้อสัตว์ชนิดนี้มีปริมาณแคลอรีต่ำ ดังนั้นในเหล่าบรรดาเนื้อสัตว์ด้วยกัน อกไก่จึงกลายเป็นเนื้อสัตว์ที่ดีต่อสุขภาพของเรา

แซลมอน

เนื้อปลาแซลมอนมีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ ช่วยทำให้ร่างกายของเราฟื้นตัวจากการสูญเสียพลังงานได้อย่างรวดเร็ว แถมยังสามารถปรุงสุกเนื้อปลาชนิดนี้ไว้ก่อน และนำมาอุ่นกินในตอนเช้าหลังวิ่งเสร็จก็ได้อีกด้วย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

5 วิธีสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

5 วิธีสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

ไม่ว่าใครต่างก็อยากมีรูปร่างดี สุขภาพแข็งแรงกันทั้งนั้น แต่เมื่อถึงเวลาต้องออกกำลังกายมักทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง แถมส่วนใหญ่ทำได้แค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้นด้วย เพราะไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากลองสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย โดยในวันนี้เราก็ได้มี 5 วิธีในการสร้างจูงใจในการออกำลังกายฝากกัน ซึ่งวิธีเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้

ใส่ชุดออกกำลังกายปลุงพลังในตัว

แค่แต่งตัวด้วยชุดออกกำลังกายก็ช่วยปลุกพลังในตัวคุณได้แล้ว แถมยังเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับคุณได้ด้วย เพราะเมื่อใดที่ชุดพร้อมก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นตัวเองอยู่กลาย ๆ ว่าต้องออกกำลังกาย จะเลือกใส่ชุดสไตล์ไหนก็ไม่สำคัญ แค่คุณใส่ได้พอดีและรู้สึกชอบก็พอแล้ว

เขียนความรู้สึกหลังออกกำลังกาย

ลองเขียนบันทึกให้ได้ทุกครั้งว่าคุณรู้สึกอย่างไรหลังออกกำลังกาย ซึ่งแอปพลิเคชันออกกำลังกายต่าง ๆ สามารถเขียนโน้ตไว้ได้ ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกขี้เกียจขึ้นมา ลองกลับไปเปิดดูสิ่งที่เขียนไว้ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีแรงฮึดออกกำลังกายได้

ออกกำลังกายให้หลากหลาย

พยายามอย่าออกกำลังกายแบบเดิม ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะอาจทำให้คุณรู้สึกเบื่อได้ง่าย ๆ ลองสลับจากการวิ่ง มาเวทเทรนนิ่ง ปั่นจักรยาน หรือโยคะดูบ้าง ซึ่งจะช่วยให้สนุกกับการออกกำลังกายได้มากขึ้น ดีกว่าการยึดติดกับตารางการออกกำลังแบบเดียวเป็นระยะเวลานาน ๆ

ใส่ตารางออกกำลังกายในปฏิทิน

เมื่อคิดจะจริงจังกับการออกกำลังกาย ให้ลองใส่ตารางออกกำลังกายไว้ในปฏิทินมือถือ และตั้งเวลาเตือนเอาไว้ประจำสัปดาห์ เหมือนเวลาจดบันทึกนัดหมายต่าง ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้คุณมีความมุ่งมั่นมากขึ้น และหาข้ออ้างในการเบี้ยวการออกกำลังกายได้ยากขึ้นด้วย

หาแรงบันดาลใจจากคนรอบข้าง

หากคิดจะสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ก็ต้องหาแรงจูงใจจากคนประเภทเดียวกัน เมื่อแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีวินัยในการออกกำลังกาย ก็จะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากทำตาม แต่ถ้าอยู่กับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกายเหมือนกัน ก็มีแต่ทำให้คุณรู้สึกแบบเดียวกันไปด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

เคล็ดลับช่วยในการฝึกซ้อมวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ห้ามพลาด

เคล็ดลับช่วยในการฝึกซ้อมวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ห้ามพลาด

แน่นอนการวิ่งยังคงเป็นเทรนด์รักสุขภาพและการออกกำลังกายที่ยังคงได้รับความนิยมสูงมาก เพราะคนดังหลายคนหันมาให้ความสำคัญกับการวิ่ง และนั่นก็อาจเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดนักวิ่งมือใหม่มากขึ้นดังนั้นเราจึงขอเอาเคล็ดลับที่ใช้ในการฝึกซ้อมวิ่งสำหรับนักวิ่งมือใหม่มาแชร์ให้ได้ลองไปปรับใช้ดู เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการวิ่งอย่างมากเลยทีเดียว

ตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน

ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่ง เราควรตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก วิ่งเพื่อทำลายสถิติที่ตัวเองวางไว้ หรือวิ่งด้วยเป้าหมายใด ๆ ก็ตาม เพราะวิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจในการวิ่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถวิ่งได้บรรลุตามเป้าหมายอีกด้วย

พักผ่อนในแต่ละวันให้เพียงพอ

การออกกำลังกายด้วยวิธีใดหรือด้วยเป้าหมายใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพออย่างน้อยในแต่ละวันร่างกายควรพักผ่อนให้ได้ประมาณ 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ไม่ควรพักน้อยกว่า 4 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมในขณะที่กำลังวิ่งได้

ให้ความสำคัญกับการวอร์มร่างกาย

การวอร์มร่างกายทั้งก่อนและหลังวิ่งคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดเพราะถือเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นการเพิ่มอุณหภูมิของกล้ามเนื้อส่งสัญญาณเตือนระบบกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นและข้อต่อ และช่วยเตรียมสภาพจิตใจเพื่อให้ปล่อยวางความเครียดต่าง ๆ ก่อนวิ่งได้นั่นเอง

ฝึกซ้อมในระยะทางและเวลาที่เหมาะสม

ในช่วงแรกของการฝึกซ้อมวิ่งนั้น ในสัปดาห์แรกควรเริ่มจากการวิ่งสลับกับการเดินอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 – 15 นาที จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มเวลาในการวิ่งให้นานขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มระยะทางในการวิ่ง แนะนำให้พยายามเลือกสถานที่ที่ชอบและหาเพื่อนวิ่งด้วยจะดีมาก เพราะจะช่วยให้สนุกกับการวิ่งและสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

ใช้เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับการวิ่ง

เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับใส่ในการวิ่งนั้นคือ กางเกงรัดกล้ามเนื้อและสปอร์ตบรา ซึ่งควรเลือกใช้สปอร์ตบราที่มีความกระชับ จะช่วยซัพพอร์ตในส่วนของหน้าอกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการกระแทกได้ ในส่วนของกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นจะช่วยลดการสั่นตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยลดอาการบาดเจ็บหรือตะคริวได้ดี

ใช้รองเท้าที่เหมาะกับเท้าของตัวเอง

ในส่วนของรองเท้าที่ใช้ในการวิ่งนั้น ควรเป็นรองเท้าที่ใช้สำหรับวิ่งโดยเฉพาะ และควรเลือกคู่ที่เหมาะกับหน้าเท้าของตัวเองด้วย จะส่งผลดีต่อสุขภาพเท้าและลดอาการบาดเจ็บในขณะวิ่งได้ ไม่แนะนำให้ใช้รองเท้าผ้าใบแฟชั่นหรือรองเท้าที่คับจนเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่อเท้าได้ง่ายมาก

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวัน

ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวัน

สาว ๆ คนไหนที่มีความตั้งใจที่จะออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมัน แต่มีอุปสรรคทางด้านร่างกาย อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับอาการเหนื่อยง่ายหรือเหนื่อยหอบ แนะนำให้ลองใช้วิธีการเดินเล่นประมาณ 10 นาที จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่แพ้การออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ เลย วันนี้เราจึงรวบรวม 10 ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวันมาแบ่งปันให้สาว ๆ ได้อ่านกันค่ะ รับรองว่าได้มากกว่าการเบิร์นไขมันอย่างแน่นอน

ช่วยลดน้ำหนัก

การเดินแม้จะดูเป็นการออกกำลังกายที่เหมือนไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย แต่ความจริงคือช่วยเบิร์นไขมันมากถึง 50 กิโลแคลอรีต่อการเดิน 10 นาทีเลยทีเดียว จึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้ดีมาก

เลือดไหลเวียนดี

การเดินส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการขยายและหดตัว จึงช่วยให้เลือดเกิดการไหลเวียนได้ดี ที่สำคัญเมื่อเลือดไหลเวียนดีก็จะทำให้ผิวพรรณแลดูเปล่งปลั่งสดใสยิ่งขึ้น

ป้องกันการเกิดโรคภัยต่าง ๆ

การเดินมีส่วนช่วยป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ได้มากมายเช่น โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคกระดูกพรุน

ชะลอความเสื่อมของร่างกาย

สำหรับใครที่ต้องการยืดระยะเวลาของความเป็นหนุ่มสาวไว้นาน ๆ ขอบอกเลยว่าการเดินมีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุยืนขึ้น

นอนหลับง่าย

สาว ๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับยาก แนะนำให้ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในช่วงเย็นไปกับการเดินเล่น จะส่งผลให้นอนหลับได้ง่ายในช่วงกลางคืน เพราะการเดินช่วยให้จิตใจสงบและเหนื่อยล้า จึงทำให้นอนหลับได้ตั้งแต่หัวค่ำ

ลดความเครียด

การเดินมีส่วนกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารเอ็นโดฟิน ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกดี และบรรเทาความเครียดลงได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิและทำให้มีสติได้ดีอีกด้วย

พัฒนาการทำงานทำงานของสมองและระบบประสาท

การเดินมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร Brain-derived neurotropic factor หรือสารกระตุ้นเซลล์สมอง ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงและรักษาเซลล์สมองที่มีอยู่ให้แข็งแรง พร้อมทั้งทำให้เกิดการแตกสาขาของเซลล์ประสาทในสมองขึ้นมาใหม่อีกด้วย ซึ่งในทางการแพทย์เชื่อว่า สารชนิดนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้และการจดจำ

บำรุงหัวใจ

การเดินมีส่วนช่วยบำรุงหัวใจของคนเราให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยลดความดันโลหิต ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด และลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคหัวใจนั่นเอง

บำรุงกระดูก

เนื่องจากการเดินเป็นรูปแบบการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน ทำให้ร่างกายสามารถใช้กล้ามเนื้อและกระดูกได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า จึงลดโอกาสที่กระดูกจะเสื่อมสภาพได้ อีกทั้งการเดินทุกวันจะช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นและแข็งแรงยิ่งขึ้น

แก่อาการท้องผูก

การเดินมีส่วนช่วยปรับระบบการย่อยอาหารและระบบขับถ่ายให้ไปในคราวเดียวกัน ดังนั้นสาว ๆ ที่มักมีปัญหาเกี่ยวกับท้องผูกหรือถ่ายยากบ่อย ๆ แนะนำให้เดินวันละ 10 นาทีจะช่วยแก้อาการดังกล่าวได้

รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ คงจะไม่มีข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกายอีกต่อไปแล้ว เพราะการเดินก็จัดเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างมาก ดังนั้นอย่าลืมหันมาให้ความสำคัญกับการเดินให้มาก ๆ อย่างน้อยแต่ละวันใช้เวลาเดินออกกำลังกายประมาณ 10 นาทีก็ช่วยเบิร์นไขมันได้อย่างมากมาย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

8 กิจวัตรประจำวันของคนสุขภาพดี

8 กิจวัตรประจำวันของคนสุขภาพดี

คนเราทุกคนแต่ก็ต้องการสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ยืนยาว แต่จะมีกี่คนกันที่จะคอยเช็กว่า กิจวัตรประจำวันที่ทำอยู่นั้นช่วยให้เราเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเรามาตรวจสอบนิสัย 8 ข้อต่อจากนี้กันดีกว่าเรานั้นมีติดตัวหรือไม่ เพราะนิสัยเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

คนสุขภาพดีจะเข้านอนเวลาสี่ทุ่ม

ไม่มีอะไรทำร้ายร่างกายได้มากไปกว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพออีกแล้ว และการนอนหลับนั้นจะต้องเป็นการนอนที่ได้คุณภาพในเวลา 7 – 8 ชั่วโมง ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวว่า การเข้านอนในช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืนนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนครบตามชั่วโมงที่ต้องการ และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและได้ผลออกมาเป็นอย่างดี

การทำสมาธิ หรือการหายใจลึก ๆ ช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายทั้งสองรูปแบบ การหายใจลึก ๆ ทั้งเข้าและออกอย่างเป็นจังหวะที่ดีนั้น จะช่วยลดความเครียด ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้เราไม่จำเป็นต้องหายใจลึก ๆ ติดต่อกันทั้งวัน เพียงแต่ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 10 นาที ในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง – บ่ายสามโมงเย็น การหายใจลึก ๆ จะช่วยในการกระตุ้นฮอร์โมนเพื่อช่วยให้เราได้ตื่นและนอนอย่างเป็นเวลา คนสุขภาพดีมักจะหายใจลึก ๆ

คนสุขภาพดีจะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น

คนที่มีสุขภาพดี จะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น จะรู้สึกมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ รอบตัว และเหนืออื่นใดจะมีร่างกายที่แข็งแรง ทั้งนี้การได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว กับเพื่อนสนิท ล้วนแล้วแต่เป็นการคลายความเครียดอย่างหนึ่ง และนั่นคือจุดสำคัญที่ทำให้คนสุขภาพดี มีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยเสมอ

คนสุขภาพดีมักจะชอบกินถั่วหรืออัลมอนด์

ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนสุขภาพดีส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินขนมจุบจิบ แต่จะกินถั่วหรืออัลมอนด์เป็นของว่าง ซึ่งประโยชน์ของถั่วหรือเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะเป็นของขบเคี้ยวเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักได้แล้ว ยังดีต่อระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ดีต่อสุขภาพของสมองช่วยในเรื่องของความจำ ดังนั้นคนที่กินถั่วหรืออัลมอนด์เป็นประจำ มักจะมีสุขภาพที่ดี และไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องขับถ่าย

คนรักสุขภาพดีมักจะรู้ว่าการนั่งเฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์

ทุกคนรู้ดีว่าการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ายิมและออกกำลังจนเป็นนิสัย แต่คนที่สุขภาพดีรู้ดีว่า การนั่งนาน ๆ ก็ไม่ส่งผลที่ดีต่อตนเอง การเดินไปมาในที่ทำงานเพื่อผ่อนคลาย หรือใช้บันไดแทนลิฟต์ ก็สามารถทำให้เราไม่เป็นคนเฉื่อยแฉะ นั่งอ้วนรากงอกอยู่กับเก้าอี้ได้เช่นกัน

คนสุขภาพดีส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนอารมณ์ดี

รู้หรือไม่ว่าเวลาที่เราหัวเราะก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายได้ เพราะการหัวเราะในแต่ละครั้งนั้น เท่ากับเป็นการปลดปล่อยความเครียด และทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอนดอร์ฟินออกมา มีรายงานทางสุขภาพในปี 2014 ระบุไว้ว่า เมื่อผู้สูงอายุได้ชมภาพยนตร์ตลกนั้น พวกเขาจะมีความเครียดลดลง และทำให้ความทรงจำดีขึ้น

คนสุขภาพดีมักจะทำอาหารกินเอง

การทำอาหารกินเองนั้นจะทำให้เราได้กินอาหารที่มีสารปรุงแต่งน้อยลง และทำให้เราได้ควบคุมจำนวนไขมัน โปรตีนที่เกินความต้องการ ได้กินผักมากขึ้น ควบคุมขนาดของอาหารให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ แต่ถ้าเราไม่ได้มีเวลาที่จะมานั่งทำอาหารเอง ก็จงอย่าได้เป็นคนที่ติดปากกับคำว่า “กินอะไรก็ได้” ขอให้วางแผนทุกครั้งในการจะกินอาหารแต่ละมื้อ วางแผนในการสั่งอาหาร หรือแม้กระทั่งวางแผนในการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต

คนสุขภาพดีมักจะออกไปนอกบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง

การออกไปนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะทำให้ให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และสภาพจิตใจ มีรายงานทางสุขภาพในปี 2015 พบว่าผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะมีโอกาสเป็นไข้ต่ำกว่าคนที่อยู่ในเมืองและเดินตามท้องถนน ดังนั้นการได้ออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจของเรา ให้เป็นคนสุขภาพดีได้ตลอดช่วงอายุขัยเช่นกัน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

8 ข้อดีของการตื่นแต่เช้า

8 ข้อดีของการตื่นแต่เช้า

หลาย ๆ คนอาจจะต้องตื่นนอนแต่เช้าด้วยความจำเป็นบางอย่าง ไม่ว่าจะต้องไปทำงานหรือไปเรียน เพื่อไม่ต้องเจอกับปัญหารถติด หรือบางคนก็ตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกายหรือกินมื้อเช้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้สุขภาพร่างกายที่ดี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ได้ตื่นตอนเช้า อาจจะเพราะทำงานช่วงกลางคืน หรือเวลาไปทำงานที่สามารถตื่นสายได้ ไม่ต้องเจอปัญหารถติด แต่จริง ๆ แล้วการตื่นนอนแต่เช้านั้นมีข้อดีมากมายเลย วันนี้เราเลยได้รวบรวม 8 ข้อดีของการตื่นแต่เช้ามาฝากกัน รับรองว่าจะช่วยให้หลายคคนหันมาตื่นเช้าได้อย่างแน่นอน

ได้กินอาหารมื้อเช้า

เราต่างทราบกันดีว่ามื้อเช้าคือมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นมื้อที่ช่วยให้ร่างกายมีพลังงาน สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังเป็นมื้อที่ช่วยให้การลดน้ำหนักได้ประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นใครที่ตื่นนอนแต่เช้า ก็ย่อมมีเวลาได้นั่งกินมื้อเช้าในทุกวัน

มีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น

เมื่อตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ก็ย่อมมีเวลาให้ตัวเองได้ออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงได้ทั้งวัน อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาอาการง่วงนอนได้อีกด้วย

ไม่เจอรถติด

สำหรับคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ย่อมเบื่อหน่ายกับปัญหารถติดอย่างมาก ซึ่งการตื่นนอนแต่เช้าจะช่วยให้มีเวลาเตรียมตัวได้นาน และสามารถออกเดินทางไปทำงานได้เร็ว เนื่องจากในช่วงสาย ๆ มักเป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มออกเดินทางและใช้ถนนกันเป็นจำนวนมาก

เห็นแสงอาทิตย์ทุกวัน

การได้เห็นแสงอาทิตย์ในยามเช้า ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีพลังในการทำงานมากขึ้นเลยทีเดียว สังเกตได้ว่าทุกครั้งที่ได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์ในยามเช้า จะรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่การตื่นสายจะทำให้พลาดช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ไปเลย

รู้ข่าวสารก่อนใคร

ตื่นมาในตอนเช้า ก็มีการรายงานข่าวรออยู่แล้ว ดังนั้นใครที่ตื่นนอนแต่เช้า ก็ย่อมทำให้สามารถรับรู้ข่าวสารได้ก่อนใคร ถือเป็นการอัพเดตข่าวสารให้ตัวเองไม่ตกกระแสได้ดีเลยทีเดียว

รสชาติกาแฟดีขึ้น

แม้ว่าในความเป็นจริงรสชาติกาแฟที่ดื่มเป็นประจำจะยังคงเหมือนเดิม แต่การได้ดื่มกาแฟในช่วงเช้าพร้อมทั้งสัมผัสกับแสงอาทิตย์ขึ้น กลับเป็นการทำให้รสชาติกาแฟดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังทำให้รู้สึกเพลิดเพลินอีกด้วย

ไม่ต้องรีบร้อนในช่วงเช้า

เคยสังเกตไหมว่าวันไหนที่ตื่นนอนแต่เช้า วันนั้นคือวันที่ไม่ต้องทำอะไรเร่งรีบเพื่อแข่งกับเวลาเลย อีกทั้งยังช่วยให้มีเวลาจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน และยังทำให้เข้างานหรือเข้าเรียนได้ทันเวลา

เข้านอนเร็ว

การตื่นนอนแต่เช้า มีผลต่อการเข้านอนเร็ว และยังทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพออีกด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

7 เมนูที่คนเป็นกรดไหลย้อน ไม่ควรกิน

7 เมนูที่คนเป็นกรดไหลย้อน ไม่ควรกิน

โรคกรดไหลย้อนมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แถมยังเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน ทำให้เมื่อเราเป็นโรคกรดไหลย้อนนั้นก็จะต้องระวังในเรื่องอาหารการกินมากกว่าเดิม วันนี้เราเลยแอบไปรวบรวม 7 เมนูที่คนเป็น กรดไหลย้อน ไม่ควรกิน มาให้ลองเช็กกัน มีทั้งเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ล้วนเป็นตัวการกระตุ้นให้อาการกรรดไหลย้อนกำเริบหนักกว่าเดิม โดยมีดังต่อไปนี้

อาหารไขมันสูง

เริ่มต้นเปิดเมนูที่เหล่าคนที่เป็นกรดไหลย้อนต้องวิ่งหนี้ไปให้ไกล ก็คือ อาหารไขมันสูง อย่างของทอด ๆ มัน ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ เบอร์เกอร์ ลูกชิ้นทอด หรือแม้แต่ขนมกรุบกรอบและขนมหวานที่มาส่วนผสมของเนย ก็ต้องรีบบอกลาเมนูอาหารพวกนี้ด่วน ๆ เพราะเมนูที่ผ่านการทอดหรือผัดด้วยน้ำมันปริมาณมาก จะยิ่งกระตุ้นให้กรดในกระเพาะอาหารสูงและทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบหนักกว่าเก่า

ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต อาหารที่หลายคนชื่นชอบ แต่อาจไม่ใช่สำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อน เพราะช็อกโกแลตมีส่วนประกอบของสารเมทิลแซนทีน (Methyl-xanthine) ที่ทำให้หูรูดของหลอดอาหารเกิดการคลายตัว และกระตุ้นให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารมากขึ้น จนเกิดอาการแสบร้อนกลางอกเพราะกรดไหลย้อนได้ง่ายกว่าเดิม

อาหารรสจัด

อาหารรสจัด เป็นเมนูที่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนสักเท่าไหร่ เพราะเวลากินอาหารรสจัดเหล่านี้เข้าไปแล้ว ก็จะยิ่งกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหารให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม รู้แบบนี้แล้วก็ลองเปลี่ยนมากินอาหารแบบไม่ต้องปรุงบ้างก็ดีนะ

ผลไม้ตระกูลซิตรัสและมะเขือเทศ

สำหรับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ไม่ใช่ว่าจะกินผัก ผลไม้ได้ทุกชนิดนะ เพราะผักและผลไม้บางอย่างอาจกระตุ้นให้อาการกรดไหลย้อนมันแย่ลงกว่าเดิมได้อย่าง ผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น ส้ม เกรปฟรุต เลมอน มะนาว สับปะรด ฯลฯ และมะเขือเทศ ก็เป็นผักและผลไม้ที่ควรเลี่ยงด้วยเหมือนกัน เพราะว่ามะเขือเทศและผลไม้ตระกูลซิสตรัสที่มีรสเปรี้ยวจัดเป็นผลไม้ที่มีกรดสูง ถ้ากินเข้าไปเยอะ ๆ อาจยิ่งกระตุ้นให้เกิดกรดในกระเพาะในอาหารมากขึ้น

น้ำอัดลม / โซดา

เครื่องดื่มประเภทโซดา หรือ น้ำอัดลม ถือเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคนี้ แถมใครที่ติดดื่มน้ำอัดลมมาก ๆ ก็อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากดื่มเครื่องดื่มที่มีโซดาหรือน้ำอัดลมเข้าไปเยอะ ๆ ก็จะยิ่งเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้ท้องอืด มีอาการเรอบ่อยและมีกรดไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารได้

ชา / กาแฟ

เราเชื่อว่าต้องมีหลายคนที่ติดชา / กาแฟ ยิ่งช่วงเช้า ๆ ต้องดื่มสักแก้ว เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นตัวและรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แต่ทั้งชา และกาแฟ ก็จัดอยู่ในเมนูเครื่องดื่มที่คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรเลี่ยงให้ห่าง เพราะสารคาเฟอีนที่อยู่ในชาและกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดของหลอดอาหารคลายตัว เลยเปิดทางให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารขึ้นมายังหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล ฯลฯ เรียกง่าย ๆ ว่าเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด ดื่มเข้าไปแล้วจะยิ่งกระตุ้นให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหารมากขึ้น ส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้ง่าย ๆ

แหล่งที่มา : sistacafe.com

6 วิธีดูแลสุขภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน

6 วิธีดูแลสุขภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน

โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไร บางคนมองจากภายนอกก็ดูแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาสุขภาพ แต่เมื่อได้ไปพบแพทย์ (ปกติไม่ค่อยตรวจสุขภาพ) อาจจะพบกับโรคร้ายที่คาดไม่ถึงก็ได้ ดังนั้น การเสริมสร้างภูมิต้านทานจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ซึ่งวิธีการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายนั้น ส่วนใหญ่เราก็รู้วิธีกันดี วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไม่ต้องกินวิตามิน แค่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เล็กน้อยก็สุขภาพดีได้แล้ว ซึ่งมีดังต่อไปนี้

กินอาหารเช้า

การกินอาหารเช้ามีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะกับสมองที่เป็นศูนย์กลางควบคุมระบบอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย สมองเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานมากที่สุดและฟุ่มเฟือยที่สุดในร่างกาย (เมื่อเทียบกับขนาด) ในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ สมองก็ใช้พลังงานไปถึง 20-25 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมดแล้ว ดังนั้น การกินอาหารเช้า หรือกินให้ครบ 3 มื้อจึงสำคัญ เพื่อให้มีพลังงานไปเลี้ยงสมอง

ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ

กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายประกอบไปด้วยน้ำ อยู่ในเซลล์ต่าง ๆ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่นอกเซลล์ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ อีก 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าหากร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ เซลล์ต่าง ๆ จะเริ่มทำงานผิดปกติ ระบบการทำงานของร่างกายมีปัญหา และส่งผลต่อสุขภาพในที่สุด

อย่างไรก็ตาม น้ำเปล่า เป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดแล้วสำหรับร่างกาย เพราะน้ำเปล่าไม่มีพลังงาน จะดื่มมากแค่ไหนก็ได้ไม่ทำให้อ้วน ดังนั้น ใน 1 วัน เราจึงควรจิบน้ำบ่อย ๆ ให้ได้ปริมาณวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2-3 ลิตร และงดน้ำหวาน ชา กาแฟ มาดื่มน้ำเปล่าแทน

นอนให้เพียงพอ

การนอน เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย ในขณะนอนหลับ ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นฟู ซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ที่มีปัญหา ถ้าเราพักผ่อนน้อย นอนเพียงวันละ 3-4 ชั่วโมงติดต่อกัน ร่างกายจะเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ มีปัญหาเรื่องความทรงจำ ร้ายแรงที่สุดคือสมองไม่ตอบสนอง ก็ทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมและสั่งการร่างกาย มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นั่นจึงแปลว่าร่างกายคนเราต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอและสมดุลทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดี

ออกกำลังกาย

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สร้างภูมิต้านทาน และยังส่งผลดีต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ แต่ท้ายที่สุดไม่ใช่ทุกคนที่จะลุกมาออกกำลังกาย ซึ่งเราควรออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพในทุกด้าน ทั้งความทนทาน ความแข็งแรง การทรงตัว และความยืดหยุ่น

เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการออกกำลังกายแต่ละด้านจะแตกต่างกันไป แต่ไม่ควรหักโหม เพราะการออกกำลังกายที่ได้ผลดี ควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ นานครั้งละประมาณ 30 นาที จึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ผ่อนคลายความเครียด

บางคนเครียดโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเครียด เพราะคิดว่าตนเองยังยิ้มได้ หัวเราะได้ กินได้นอนหลับ แต่แท้จริงแล้วที่ความเครียดแฝงอยู่ ความเครียดที่เกินรับมือส่งผลถึงร่างกาย สัญญาณแรก ๆ คืออาการปวดหัวอย่างรุนแรงต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน หากเครียดสะสมเรื้อรังเป็นเวลานาน จะทำให้มีอาการจิตตก ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าได้

ดังนั้นความเครียดที่มากเกินรับมือทำให้ร่างกายพัง ก็ต้องหาวิธีผ่อนคลายความเครียด ลองออกไปใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยทำ เปลี่ยนบรรยากาศที่หดหู่อยู่ทุกวันบ้าง ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เยอะเลยทีเดียว

ลด ละ เลิก

การเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวเลยสักอย่าง ยิ่งถ้าติดเข้าให้แล้ว มีแต่โรคภัยไข้เจ็บถามหา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ทางอ้อม ซึ่งการติดบุหรี่ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอด และอีกสารพัดมะเร็งได้มากกว่าคนที่ไม่สูบ

การดื่มเหล้าทำมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคพิษสุราเรื้อรัง และอีกสารพัดโรค ได้มากกว่าคนที่ไม่ดื่มเช่นกัน ดังนั้น ถ้าลดได้ละได้ก็จะดีต่อสุขภาพขึ้นทีละนิด หากเลิกขาดไปได้เลย โอกาสที่จะเป็นโรคร้ายเหล่านี้ก็จะลดลงตามไปด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com