Posts

วิตามินแฝงอยู่ในอาหารอะไรบ้าง

วิตามินแฝงอยู่ในอาหารอะไรบ้าง

หนุ่มสาวออฟฟิศในสมัยนี้นั้นทำงานกันหนักซะเหลือเกิน ไหนจะการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ไหนจะมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม ไหนจะการแข่งขันในหน้าที่การงาน ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ และยังรวมไปถึงการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์

โดยปัจจัยที่กล่าวมานั้นเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง และโรคต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งเกิดมาจากร่างกายของเรานั้นขาดวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายในการทำงาน โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำวิตามินที่จะช่วยเติมเต็มแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เพื่อปกป้องร่างกายจากการภาวะขาดวิตามิน ซึ่งจะมีวิตามินอะไรบ้างนั้นที่แฝงอยู่ในอาหารถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

วิตามินเอ

วิตามินเอนั้นได้รับมาจากการรับประทานน้ำมันตับปลา นม ผักใบเขียว และผลไม้ ส่วนประโยชน์ของวิตามินเอนั้นคือช่วยในเรื่องการมองเห็น รักษาสุขภาพผิวหนัง บำรุงกระดูกและระบบภูมิคุ้นกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินเอนั้นจะแสดงอาการอักเสบ ตาแห้ง ผิวหนังแห้งและอาจจะติดเชื้อง่ายด้วย

วิตามินบี 1

ผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 อาจเกิดอาการเป็นโรคเหน็บชา เบื่ออาหาร ไม่มีแรง ยิ่งกับสาว ๆ อาจจะส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ดังนั้นควรทานอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ตับ ถั่ว ไข่ มันเทศ และรำจมูกข้าว เพื่อช่วยในการบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจ

วิตามินบี 2

การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอรวมกับขาดวิตามิน B2 อาจทำให้เกิดอาการปากนกกระจอก ผิวหนังแห้งและแตก ผิวไวต่อแสง โลหิตจาง และอ่อนเพลียง่าย โดยการรับวิตามินบี 2 ที่มีอยู่ในอาหารประเภทนม ไข่ ถั่วและปลา จะช่วยให้หนุ่มสาวออฟฟิศมีพลังงาน ลดอาการรุนแรงของไมเกรน เสริมสร้างผม ผิวหนัง เล็บให้แข็งแรงขึ้นด้วย

โฟเลต

เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงของมะเร็ง ไม่ให้ร่างกายเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ริมฝีปากแตก ลุกลามไปถึงโรคเครียด และความจำเสื่อมในอนาคต ดังนั้นจึงจะต้องรับอาหารประเภทถั่ว ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ พาสตต้า คะน้า และหน่อไม้ฝรั่งเป็นประจำ

วิตามินอี

วิตามินอีนั้นเป็นวิตามินที่สำคัญเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ช่วยบำรุงผิว ประสาท และกล้ามเนื้อ บำรุงเม็ดเลือดแดง การไหลเวียนของเลือดและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยวิตามินอีจะอยู่ในอาหารประเภททเนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่ว นม ธัญพืชเป็นต้น

วิตามินซี

วิตามินซีนั้นมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเกิดริ้วรอยบนนผิวหนัง ลดการอักเสบของผิวหนังและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งวิตามินซีนั้นสามารถพบได้ในผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

สังกะสี

ธาตุสังกะสีมีความสำคัญในการสร้างโปรตีนและคอลลาเจน ช่วยซ่อมบำรุงระบบเอนไซม์และเซลล์ต่าง ๆ ซึ่งจะพบได้ในอาหารประเภทเนื้อวัว หมู สัตว์ปีก ไข่ อาหารทะเล เนยแข็ง ถั่ว และจมูกข้าวสาลี

 

วิตามินเสริม ใครต้องทานบ้าง

วิตามินเสริม ใครต้องทานบ้าง

การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าเรานั้นทานอาหารครบ 5 หมู่ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม แต่ส่วนใหญ่นั้นด้วยช่วงวัยหรือการใช้ชีวิตในปัจจุบันของผู้คนทำให้ไม่สามารถทานอาหารครบ  5 หมู่ได้ หรือบางคนอาจจะไม่สามารถทานอาหารบ้างอย่างได้เนื่องจากทานแล้วเกิดอาการแพ้

ดังนั้นการทานวิตามินเสริมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเสริมสร้างร่างกาย ให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยบุคคลที่ต้องทานวิตามินเสริมมีดังต่อไปนี้

หนุ่มสาววัยทำงาน

ในเวลาที่เร่งรีบนั้นอาจจะทำให้การทานอาหารนั้นไม่ได้สารอาหารที่ครบถ้วน โดยบางครั้งนุ่มสาววัยทำงานนั้นก็ต้องทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ หรือไม่ได้กินเลย เหตุมาจากช่วงเวลาที่เร่งรีบในการไปทำงาน ดังนั้นควรกินวิตามินรวมวันละ 1 เม็ด และพยายามทานอาหารให้ครบหมวดหมู่มากที่สุด รวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ และหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที

ผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุนั้นมักจะได้รับกรดโฟลิก วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 จากอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจากทานอาหารน้อยลง โดยวิตามินทั้ง 3 ชนิดนั้นจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและความจำเสื่อม สำหรับผู้หญิงสูงอายุ วิตามินบี 12 ยังช่วยชะลอการสูญเสียเนื้อกระดูกด้วย ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรได้รับกรดโฟลิก วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้น

หญิงตั้งครรภ์และให้นมลูก

ในหญิงตั้งครรภ์นั้นจำเป็นต้องเสริมวิตามินเพื่อให้เด็กในท้องเจริญเติบโตอย่างปกติ โดยการเสริมกรดโฟลิกวันละ 400 ไมโครกรัม ตั้งแต่ก่อนตั้งท้อง เพราะร่างกายต้องใช้โฟลิกในการสร้างไขสันหลังและระบบประสาทของเด็กในช่วงระหว่าง 12 สัปดาห์ของการตั้งท้อง เพื่อป้องกันโลหิตจางในตัวคุนแม่ แต่ถ้าหากเสริมมากเกินไปอาจเป็นพิษได้

ผู้ที่สูบบุรี่

การสูบบุหรี่นั้นจะทำให้ระดับวิตามินซีในเลือดลดลง เพราะฉะนั้นผู้ที่สูบบุหรี่จึงต้องทานวิตามินซีเสริมเข้าไป โดยสถาบันสุขภาพและองค์กรสุขภาพอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า ควรทานวิตามินซีเสริมอย่างน้อยวันละ 200 มิลลิกรัม

ผู้ที่ลดน้ำหนัก

หากเป็นลดน้ำหนักโดยการนับแคลอรี และทานอาหารน้อยกว่า 1,200 แคลอรี่ต่อวัน จะต้องทานววิตามินเสริมวันละ 1 เม็ดควบคู่กับการลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเอง

ผู้ที่ทานมังสวิรัติ

ผู้คนกลุ่นนี้นั้นมักจะขาดโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม วิตามินดี วิตามินบี 12 วิตามินเอ และไอโอดีน เหตุมาจากไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ แต่ถ้าหากวางแผนการทานอาหารและวิตามินเสริมอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนได้

ผู้ที่แพ้อาหาร

สำหรับผู้ที่แพ้นมวัว อาจจะต้องเสริมด้วยแคลเซียม วิตามินดี วิตามินเค

ทานวิตามินเสริมในมื้อไหนถึงจะดีที่สุด

ผู้เชี่ยวนั้นได้ให้คำแนะนำว่าควรทานวิตามินเสริมหลังจากทานอาหารเสร็จ และควรที่จะเป็นมื้ออาหารที่ใหญ่ที่สุดของวัน เพื่อการดูดซึมมากที่สุดและช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อยได้

 

วิตามินบี 5 กับเรื่องที่ควรรู้

วิตามินบี 5 กับเรื่องที่ควรรู้

วิตามินบี 5 คืออะไร

กรดแพนโทเทนิก (Pantothenic acid) หรือที่ใครหลายคนรู้จักในชื่อ วิตามินบี 5 ซึ่งเจ้าวิตามินบี 5 เนี่ยเป็นกรดวิตามินชนิดหนึ่งที่สามารถละลายในน้ำได้ วิตามินตัวนี้นั้นจะมีส่วนช่วยในเรื่องที่หลาย ๆ คนไม่อยากให้เกิดขึ้นนั่นก็คือเรื่อง “สิว” และนอกจากเรื่องสิววิตามินบี 5 ยังดูแลในเรื่องของผิวอีกด้วย

โดยจะพบวิตามินบี 5 ได้จากเนื้อสัตว์ ไก่ ตับ หัวใจ ธัญพืชไม่ขัดสี รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่ว ผักสีเขียว กากน้ำตาลไม่บริสุทธิ์เป็นต้น

วิตามินบี 5 มีหน้าที่อะไร

วิตามินบี 5 นั้นมีหน้าที่ในการช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ต่าง ๆ การเจริญเติบของร่างกาย และการพัฒนาของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากต่อการทำงานของต่อมหมวกไต รวมไปถึงการสร้างภูมิต้านทานและใช้พาบาและโคลีนของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนไขมันและน้ำตาลในเลือดให้กลายเป็นพลังงานอีกด้วย

การทานวิตามินบี 5

การทานวิตามินบี 5 นั้น โดยสำหรับคนปกติทั่วไปสามารถทานวิตามินบี 5 ในปริมาณเพียงแค่ 10 – 300 มิลลิกรัมต่อวันก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว ซึ่งสามารถทานวิตามินบี 5 ได้จากอาหารทั่วไปที่รับประทานกันทุกวัน แต่สำหรับคนที่ต้องการวิตามินบี 5 มากเป็นพิเศษเช่น คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือคนที่มีอาหารเหน็บชาที่มือและเท้าบ่อย ๆ แนะนำให้ทานวิตามินบี 5 ที่ปริมาณ 1000 กรัมต่อวันถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ผลเสียของการทานวิตามินบี 5 มากเกินไป

ซึ่งผลเสียของการรับประมาณวิตามินบี 5 มากเกินขนาดนั้นในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีอาการเป็นพิษต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณที่ติดต่อกัน แต่ศัตรูของวิตามินบี 5 ก็มีนะซึ่งศัตรูของวิตามินบี 5 ก็คือ ความร้อน กระบวนการแปรรูอาหาร แอลกอฮอล์ การบรรจุกระป๋อง คาเฟอีน ยานอนหลับ ยาในกลุ่มซัลฟา และฮอร์โมนเอสโตเจน ถ้าหากขาดวิตามินบี 5 ไปนั้นก็จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แผลในลำไส้เล็ก โรคเลือดและโรคผิวหนัง

ประโยชน์ของวิตามินบี 5

  • ช่วยลดอาการอักเสบ ลดการเกิดของสิว รักษาแผลให้เร็วยิ่งขึ้น เพราะแน่นอนว่าเวลาที่เราเกิดแผลนั้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้น ระยะเวลาในการรักษาของแต่ละคนนั้นจะไม่เท่ากัน ซึ่งเจ้าวิตามินบี 5 จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ซึ่งถ้าแผลหายเร็วขึ้นนั้นก็จะมีโอกาสเกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็นน้อยลงด้วย
  • ช่วยรักษาอาการช็อคหลังการผ่าตัดได้ โดยทั่วไปแล้วหลังการผ่าตัดคนไข้ส่วนใหญ่อาจเกิดอาการช็อค ไม่ว่าจะเป็นการเกร็งที่มือ แขน หรือขา ซึ่งถ้าหากร่างกายได้รับวิตามินบี 5 ที่เพียงพออาการเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น
  • ช่วยลดผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะ ไม่ว่าจะเป็นอาการอยากอาเจียน เวียนหัว หรือผื่นขึ้น วิตามินบี 5 สามารถจัดการกับอาการเหล่านี้ได้ ผลมาจากร่างกายที่มีวิตามินบี 5 เพียงพอสามารถขับสารของยาดังกล่าวออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดการสะสมของไขมัน เนื่องจากวิตามินบี 5 เป็นตัวที่จะช่วยเปลี่ยนไขมันและน้ำตาลให้เป็นพลังงานอยู่แล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดไขมันสะสมหรือเซลล์ลูไลท์ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็จะน้อยลงหรือไม่มีเลยก็ได้
  • สร้างแอนติบอดี้ให้กับร่างกาย วิตามินบี 5 นั้นช่วยให้ร่างกายของเรามีภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้นได้ เพราะแอนติบอดี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีความสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายได้
  • วิตามินบี 5 ช่วยเพิ่มความสดชื่นแก่ร่างกายและช่วยป้องกันการอ่อนเพลียได้