สุขภาพ

เมนูอาหารไดเอท ทานยังไงให้น้ำหนักลด

เมนูอาหารไดเอท ทานยังไงให้น้ำหนักลด

ถ้าพูดถึงการลดน้ำหนัก ก็คงหนีไม่พ้นการไดเอท แต่ถ้าไม่กินอะไรเลยโรคกระเพาะก็อาจถามหาได้ ทำให้หลายคนหันไปทานอาหารที่ช่วยทำให้อิ่มท้องแต่ยังสามารถไดเอทได้อยู่กัน แต่เดี๋ยวก่อน เราเคยคิดกันหรือไม่ว่าอาหารที่ทานอยู่นั้นมันช่วยให้น้ำหนักของเราลดลงจริง ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะพาไปดูอาหารไดเอทพวกนั้นกันว่าต้องทานอย่างไรให้น้ำหนักของเราลดลง

ซีซาร์ สลัด

อาหารอย่างแรกเมื่อจะลดน้ำหนักที่ทุกคนคิดถึงนั้นก็คือ “สลัด” แต่ช้าก่อน เพราะมีนักโภชนาการจากมหาวิทยาลัย พิตต์เบิร์ก ที่ชื่อว่า เลสลี่ย์ บอนซี ได้บอกว่า เจ้าซีซาร์ สลัดเนี่ยแค่ถ้วยเล็กนิดเดียว ยังให้พนักงานถึง 300 – 400 แคลอรีเลยนะ แถมพ่วงมากับไขมัน 30 กรัมอีกด้วย ละเจ้าไขมันมาจากไหนล่ะ ก็มาจากน้ำสกัดที่เราใส่ไง ถ้าที่ดีเราควรทานน้ำสลัดที่เป็นน้ำใสนะ

สมูทตี้

เคยมั้ยที่อยากกินอาหารไดเอทแล้วอร่อยด้วย สมูทตี้นี่ตัวดีเลยล่ะ ถ้าเป็นสมูทตี้เปล่า ๆ เนี่ยอาจจะไม่ค่อยมีอะไร แต่ถ้ามีวิปปิ้งครีมหรือไอศกรีมขึ้นมาละก่อน บอกลาที่จะลดความอ้วนไปเลย

ชูการ์ฟรี

ปราศจากน้ำตาลน่ะดีนะ แต่ต้องดูดี ๆ ด้วยสาปราศจากน้ำตาลจริง ๆ หรือเปล่า เพราะบางทีผู้ผลิตอาจจะใส่สารให้รสหวานลงไปในอาหาร เครื่องดื่มแทน ถ้าเราทานเข้าไปก็ไม่ต่างจากเราทานขนมหวานเลยทีเดียว

นมพร่องมันเนย

นมพร่องมันเนยที่หลาย ๆ คนว่ามีไขมันน้อยกว่านมสด แต่จริง ๆ แล้ว นมพร่องมันเนยที่ว่านั้นก็มีไขมันอิ่มตัวไม่ต่างไปจากนมสดเท่าไหร่  ดังนั้นถ้าเราชอบดื่มนมสดแต่ไม่อยากที่จะได้เจ้าไขมันอิ่มตัวนี้มากเกินไป ก็ลองดื่มแบบผสมกันดู โดยเริ่มจาก นมพร่องมันเนย 2%,1% และนมไขมันต่ำตามลำดับ

มัฟฟิน

หลาย ๆ คนชอบทานมัฟฟินเป็นอาหารเช้า แต่ก็ก็ดูด้วยนะว่าแป้งที่มาทำมัฟินเป็นแป้งอะไรให้แคลอรีเท่าไหร่ ทางที่ดีควรหามัฟฟินที่บอกจำนวนแคลลอรี่ได้ หรือเป็นมัฟฟินโฮลเกรนไปเลยดีกว่า

โยเกิร์ตไขมันต่ำ

รู้หรือไม่ว่าโยเกิร์ตไขมันต่ำบางยี่ห้อเนี่ยเขาแอบเติมน้ำตาลพวกฟรักโตส ซูโครส และน้ำตาลเทียมลงไปมากกว่า 30 กรัมด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้มองกันทุกคนหรอก แค่เห็นว่าไขมันต่ำก็หยิบกันระนาว ขอแนะนำว่าคราวหน้าอ่านส่วนประกอบก่อนเอาเข้าตะกร้านะ

มัลติเกรน

เป็นกันหรือไม่เวลาเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเวลาที่เราจะซื้อขนมปังแล้วจะเห็นคำว่า มัลติเกรน บนถุงขนมปัง หรืออื่นๆ ที่ทำมาจากแป้ง แล้วเราเคยพลิกมาอ่านเรื่องสารอาหารที่จะได้รับกันมั้ย ถ้าไม่ให้รีบพลิกดูเลยเพราะบางทีส่วนผสมที่ทำมานั้น อาจจะเป็นธัญพืชที่ผ่านการขัดสีแล้ว ซึ่งมันจะขาดไฟเบอร์และสารอาหารที่ดี ๆ ออกไปหมดแล้ว ดังนั้นคราวหน้าให้ลองมองหาคำว่า โฮลเกรน 100% หรือ อ่านสารอาหารที่ได้รับว่ามีไฟเบอร์หรือเปล่า

สิวเกิดเพราะอาหารเหล่านี้

สิวเกิดเพราะอาหารเหล่านี้

สาว ๆ เคยสงสัยหรือไม่ว่าสิวนั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง ทั้งการดูแลผิวหน้าไม่สะอาดมากพอ หรือการสะสมของเหงื่อหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดสิวได้ นอกจากนี้สาว ๆ หรือรู้ไม่ว่าอาหารที่เราทานเข้าไปนั้นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้เหมือนกัน ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าก็คงเป็นพวกของหวานนั่นแหละ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่นั้น ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ไปดูกันเลย

น้ำตาลและอาหารหวาน

ของหวานไม่ใช่แค่อาหารกระตุ้นสิว แต่ยังไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย มีงานวิจัยหนึ่งได้บอกเอาไว้ว่าอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงอาจจะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ เพราะการที่เราทานของหวาน ๆ มากเกินจำเป็น มันจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างอินซูลิน ซึ่งกระบวนการสร้างอินซูลินนี่เองที่จะทำให้ผิวหนังของเรามีไขมันเพิ่มยิ่งขึ้น พอมีความมันเพิ่มขึ้นปัญหาสิวอุดตันก็ตามมาและกลายเป็นสิวที่สุด

อาหารเผ็ดจัด

ชอบของแซ่บ ฉันชอบของแซ่บ อาหารเผ็ดจัดนั้นเป็นอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการกระตุ้นสิวให้ผุดขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าอาหารเผ็ดจัดจะช่วยในเรื่องของการเผาผลาญไขมัน ลดความอ้วน ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด แต่ต้องไม่เผ็ดจัดจนเกินไป เพราะการทานอาหารเผ็ดจัดจะทำให้เลือดสูบฉีดมากเกินไป จนทำให้สิวเห่อได้

อาหารเค็มจัด

การทานอาหารที่มีโซเดียมสูงบ่อย ๆ จะทำให้เราเป็นสิวได้ เพราะโซเดียมจะเข้าไปรบกวนกระบวนการดูดซึมอาหารให้ทำงานหนักขึ้น พอเราทานเข้าไปเยอะ ๆ เวลาที่ร่างกายต้องขับออก ก็จะขับออกไปพร้อม ๆ กับเหงื่อทางรูขุมขน ทำให้ผิวมีอาการระคายเคืองจนเกิดผิวอักเสบได้ ทั้งยังส่งผลให้ผิวของเราแห้งขาดน้ำแต่มันเยิ้มอีกด้วย

ของทอด ของมัน

อีกหนึ่งอาหารตัวเด็ดในการกระตุ้นสิว เพราะถ้าหากทานเข้าไปมาก ๆ แล้วนอกจากจะทำให้หน้าของเรามันเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นตัวกระตุ้นสิวชั้นดี โดยเฉพาะสาวผิวผสมและผิวมัน เพราะในของทอด ของมันนั้นมีกรดโอเมก้า 6 ที่จะทำให้เกิดสิวอักเสบ สิวอุดตันได้ นอกจากนี้ยังทำให้เราน้ำหนักเพิ่มและอ้วนแบบไม่รู้ตัวอีกด้วยห

นมและผลิตภัณฑ์นม

อาหารจำพวกนมนั้นสามารถกระตุ้นการเกิดสิวได้เหมือนกัน เพราะสารอาหารในนมอย่างคาร์โบไฮเดรต โอเมก้า 6 ไอโอดีน ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบ สิวหนอง นอกจากนี้ยังกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นด้วย ที่สำคัญในนมมักจะมีน้ำตาลหรือโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้ทั้งนั้น

ชา กาแฟและน้ำอัดลม

น้ำอัดลม กาแฟ ชาที่หลายคนชอบดื่มนั้น นอกจากจะอุดมไปด้วยน้ำตาลที่ทำให้ผิวเหี่ยวแล้ว คาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้ยังกระตุ้นให้เราเป็นสิวอักเสบ สิวอุดตันและสิวหัวหนองด้วย ถึงแม้ว่าคาเฟอีนจะช่วยให้ร่างกายตื่น ดูกระฉับกระเฉงขึ้นแต่เมื่อคาเฟอีนหมดฤทธิ์ผลมันจะตรงข้ามเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นหงุดหงิดง่ายและมีอาการท้องผูกตามมา ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดสิวเช่นกัน

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com

วิธีดูแลผิวมันขาดน้ำ Part.2

วิธีดูแลผิวมันขาดน้ำ Part.2

สวัสดีสาว ๆ ทุกคนเชื่อว่าสาว ๆ หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า ผิวมันขาดน้ำ ก็อาจจะเกิดอาการงง ๆ ปนสับสนว่าตกลงผิวจะมัน หรือผิวจะแห้งกันแน่ แต่ขอเบอร์สาว ๆ ไม่ได้ฟังผิดแต่อย่างใด เพราะอาการ ผิวมันขาดน้ำ นั้นเป็นสภาวะที่ผิวเกิดการแปรปรวนเดี๋ยวมันเยิ้ม เดี๋ยวแห้งลอก สลับกันไป ต่อให้จะมีน้ำมันเคลือบอยู่บนผิวก็ยังเห็นได้ว่าผิวของเรานั้นดูแห้งกร้าน ลอกเป็นขุยอยู่ดี ดังนั้นในวันนี้เรามาดูแลผิวมันขาดน้ำกันดีกว่า ซึ่งในคราวก่อนเราได้บอก 5 วิธีแล้ว วันนี้เราจะมาต่อกันอีกกับวิธีที่เหลือ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

หลักเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน

เวลาที่ไปซื้อสกินแคร์หรือเครื่องสำอางนั้น ไม่ควรซื้อตามรีวิวว่าใช้แล้วดี หรือของมันต้องมีเท่านั้น จะต้องลองพลิกไปอ่านข้างขวดหรือหลังซองกันดูว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีส่วนผสมอะไรบ้าง เพราะว่าสาวที่มีปัญหาผิวมันขาดน้ำนั้นมีโอกาสที่จะเป็นผิวแพ้ง่ายมากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นเวลาที่ไปเลือกซื้อสกินแคร์หรือเครื่องสำอาง ควรจะหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน เพราะว่าสารพวกนี้อาจจะเข้าไปรบกวนและทำให้ผิวระคายเคืองได้

ทาครีมกันแดดปกป้องผิว

ไม่ว่าสาว ๆ จะกำลังเจอปัญหาผิวรูปแบบใดก็แล้วแต่ สเต็ปการดูแลผิวที่จะมองข้ามไม่ได้ก็คือ การทาครีมกันแดด เพราะการใช้ชีวิตประจำวันต้องเผชิญทั้งแสงแดด รังสียูวีและมลภาวะต่าง ๆ มากมายที่รุมเร้าเข้ามาทำลายผิวสวยใส ยิ่งเป็นสาวผิวขาดน้ำยิ่งมีโอกาสที่ผิวจะระคายเคืองได้ง่ายกว่าคนอื่น ดังนั้นควรทาครีมกันแดดทุกวันเป็นประจำ ทั้งในวันที่ต้องออกแดดจ้าหรือแม้แต่วันที่อยู่ในร่ม

ออกกำลังกายขับสารพิษออกจากผิว

การบำรุงผิวภายนอกอาจจะน้อยไป งานนี้เราจะต้องเพิ่มความสตรองให้ผิวสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกแล้วล่ะ โดยสาว ๆ ที่อยากจะมีผิวสวยใสสไตล์เฮลท์ตี้ จะต้องออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้สูบฉีด เพื่อให้สารพิษตกค้างต่าง ๆ ในร่างกายถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อ แบบนี้จะช่วยทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน แถมยังช่วยให้ผิวของเราดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้น

เข้านอนก่อน 4 ทุ่ม

เพราะช่วงเวลากลางคืนนั้นเป็นนาทีทองของผิว ร่างกายของเราจะปรับเปลี่ยนไปอยู่ในโหมดของการฟื้นบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังที่ถูกทำลาย ในระหว่างที่เรานอนหลับฝันหวานยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นคุณสาว ๆ ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่มและนอนหลับพักผ่อนแบบเต็มที่ให้ครบ 8 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มเวลาในร่างกายได้ซ่อมแซมผิวได้อย่างเต็มที่และยาวนานกว่าเดิม

เปิดเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศตอนนอน

ถ้าสาวมีกำลังทรัพย์สักหน่อย ลองไอเทมล้ำ ๆ มาช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวมันขาดน้ำ อย่างเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศติดบ้านเอาไว้ เพราะว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวของสาว ๆ เกิดความแห้งขาดน้ำ อาจะเป็นเพราะอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งจนดึงน้ำในผิวให้ระเหยหายไปได้เหมือนกัน ถ้าเปิดแบบนั้นการเปิดเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศในช่วงเวลากลางคืนตอนที่เรานอนหลับจะช่วยคงความชุ่มชื้นให้ผิว ไม่แห้ง ไม่ลอกเป็นขุยได้อีกทาง

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com

วิธีดูแลผิวมันขาดน้ำ Part.1

วิธีดูแลผิวมันขาดน้ำ Part.1

เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า ผิวมันขาดน้ำ ก็อาจจะเกิดอาการงง ๆ ปนสับสนว่าตกลงผิวจะมัน หรือผิวจะแห้งกันแน่ แต่ขอเบอร์สาว ๆ ไม่ได้ฟังผิดแต่อย่างใด เพราะอาการ ผิวมันขาดน้ำ นั้นเป็นสภาวะที่ผิวเกิดการแปรปรวนเดี๋ยวมันเยิ้ม เดี๋ยวแห้งลอก สลับกันไป ต่อให้จะมีน้ำมันเคลือบอยู่บนผิวก็ยังเห็นได้ว่าผิวของเรานั้นดูแห้งกร้าน ลอกเป็นขุยอยู่ดี ดังนั้นในวันนี้เรามาดูแลผิวมันขาดน้ำกันดีกว่า ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ

เคล็ดลับในการบำรุงผิวที่ง่ายและประหยัดที่สุด คงไม่มีอะไรมาแทนน้ำเปล่าได้หรอก เพราะว่าการดื่มน้ำเปล่าเข้าไปให้มากพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ช่วยเติมน้ำหล่อเลี้ยงผิวกันตั้งแต่ภายใน ส่งผลให้ผิวแห้งกร้านขาดน้ำกลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้นได้ง่าย ๆ ช่วยกระตุ้นการขับของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ผิวสดใส เปล่งปลั่ง ไม่อุดตัน แถมยังช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น

ทำความสะอาดผิวให้ดี อย่ามีสิ่งตกค้าง

กุญแจสำคัญสำหรับผิวสวยสุขภาพดีก็คือ ขั้นตอนการทำความสะอาดผิว โดยเฉพาะสาว ๆ ที่กำลังเจอกับปัญหาผิวมันขาดน้ำ ต้องรักษาความสะอาดของผิวหน้ากันให้ดี เพราะว่าช่วงเวลาทีผิวของเรามันเยิ้ม มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการอุดตันและปัญหาสิวตามมาได้ ดังนั้นสาว ๆ ควรทำความสะอาดผิวให้ดี อย่าให้มีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่บนผิว โดยควรใช้รีมูฟเวอร์เช็ดคราบเมคอัพออกก่อน ตามด้วยการล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า แล้วเช็ดด้วยโทนเนอร์ปิดท้ายอีกครั้ง

ทานผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

รู้หรือไม่ว่าอาหารที่ทานแต่ละมื้อนั้น นอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้ว ยังส่งผลต่อผิวพรรณได้เหมือนกัน โดยเฉพาะสาว ๆ ที่มีสภาพผิวมันขาดน้ำก็ต้องหลีกเลี่ยงเมนูทอด ๆ มัน ๆ เพราะเสี่ยงทำให้หน้ามันเยิ้มหนักกว่าเดิม แถมผิวยังอุดตันง่ายขึ้นได้อีก ทางที่ดีควรเปลี่ยนมาทานอาหาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวอย่าง ผักและผลไม้หที่มีวิตามินซีสูงจะดีกว่าเพราะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่งและดูกระจ่างใสขึ้นได้

สกินแคร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

ใครก็กำลังพบเจอปัญหาผิวขาดน้ำ จะมานั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้นะ จะต้องหาสกินแคร์ดี ๆ ที่มีสรรพคุณในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มาใช้ทาบำรุงผิวกันแล้วล่ะ โดยสาว ๆ จะต้องเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวมันขาดน้ำของตัวเอง ก็จะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและปรับสมดุลให้ผิวกลับมาสวยใสแบบพอดี ๆ ไม่มันหรือไม่แห้งจนเกินไปนั่นเอง

งดแต่งหน้าหนา เพื่อพักผิว

เชื่อว่าสาว ๆ ก็ต้องอยากแต่งหน้าเพื่อกลบผิวที่ไม่เนียนกันอยู่แล้ว ซึ่งการแต่งหน้านั้นก็ทำให้ผิวของเราดูสวยเป๊ะได้ไม่นาน แต่อาจส่งผลให้ผิวพังหนักกว่าเดิมได้เหมือนกันนะ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่มีผิวมันแพ้ง่าย การแต่งหน้าหนา ๆ ด้วยเครื่องสำอางสารพัดชิ้น ก็อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอุดตันง่ายขึ้นได้ เพราะฉะนั้นขอแนะนำว่าช่วงนี้ควรพักหน้าด้วยการงดแต่งหน้าไปก่อนจะดีกว่า ปล่อยผิวให้ฟื้นตัวเองกลับมาแข็งแรงและสวยสตรองอีกครั้ง

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com/

คอลลาเจนที่สกัดจากปลาฉลามเป็นอย่างไร

คอลลาเจนที่สกัดจากปลาฉลามเป็นอย่างไร

อย่างที่คนส่วนใหญ่รู้กันว่าคอลลาเจนที่เรารับประทานเข้าไปนั้นมีการสกัดจากสัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวัว หมู ไก่และปลาทะเลน้ำลึก แต่ที่กำลังเป็นที่สนใจกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ คอลลาเจนที่มีการสกัดมากจากปลาฉลามประเทศญี่ปุ่น โดยคอลลาเจนจากปลาฉลามนั้นจะเป็นอย่างไร จะช่วยในเรื่องใดบ้าง วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน

คอลลาเจนกับร่างกาย

ในร่างกายคนเรานั้น จะมีคอลลาเจนหนาแน่นมากในช่วงวัยเด็กและจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงเมื่ออายุเราเริ่มมากขึ้น คอลลาเจนในร่างกายเรานั้นจะเริ่มเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยในส่วนต่างๆของบนหน้าและความเหี่ยวย่นของร่างกาย รวมถึงปัญหาทางด้านกระดูกไม่ว่าจะเป็น กระดูกเสื่อม ข้อเสื่อม เนื่องจากคอลลาเจนในกระดูกลดลง ทำให้กระดูกไม่สามารถรับน้ำหนักได้ เปราะหักง่าย ขาดความยืดหยุ่น เป็นต้น โดยพบว่าคนที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะมีการลดลงทุกปี ปีละ 1.5% และเมื่ออายุเกิน 40 ปี ร่างกายจะลดการสร้างคอลลาเจนลงอย่างรวดเร็วถึง 30% ต่อปี ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจน เช่น ผิวหนัง กระดูก ข้อต่อต่างๆเสื่อมสภาพ อย่างรวดเร็ว ประโยชน์ของคอลลาเจนมีดังนี้

คอลลาเจนจะมีช่วยในการลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวหนังกระชับ และยังสามารถช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักได้ ซึ่งความต้องการคอลลาเจนต่อวันของคนเรานั้นไม่เท่ากัน ดังนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ การรับประทานอาหาร และการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การรับประทานคอลลาเจนต่อวันที่แนะนำคือ 2,500-5,000 มิลลิกรัมต่อวัน ควรรับประทานตอนท้องว่างและรับประทานร่วมกับวิตามินซีเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และนอกจากช่วยเรื่องผิวหนังแล้ว คอลลาเจนยังช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรง เงางาม และนุ่มสวย สุขภาพดีขึ้นด้วย

คอลลาเจนปลาฉลามจากประเทศญี่ปุ่น

ได้มีการพบว่า ฉลามสายพันธุ์ Blue Shark fin Prionace glauca เป็นฉลายสายพันธุ์ที่มีปริมาณคอลลาเจนสูงกว่า 8 เมื่อเทียบกับกับฉลามสายพันธุ์อื่น และคอลลลาเจนจากวัว หมูและไก่ คอลลาเจนจาก Blue Shark fin จากประเทศญี่ปุ่นสามารถละลายน้ำได้ดีกว่าคอลลาเจนจากสัตว์ชนิดอื่นถึง 43 เท่า และสามารถแปลงสภาพเป็นกรดอะมิโนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและเร็วที่สุดได้ในอุณหภูมิที่ต่ำเพียง 29.5 องศาเซลเซียล ซึ่งมีกว่าคอลลาเจนจากสัตว์อื่น ๆ

คุณสมบัติพิเศษของคอลลาเจนปลาฉลามประเทศญี่ปุ่น

  • ฟื้นฟูสภาพผิว เพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่
  • รักษาสมดุลให้กับผิวหนัง
  • ช่วยชะลอความแก่และลดเลือนริ้วรอยของผิวหนัง
  • ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ช่วยเติมล่องลึก และช่วยให้ฝ้า กระจางลง
  • ช่วยบำรุงเส้นผม เล็บ

คอลลาเจนช่วยให้ผิวขาวใสจริงหรือไม่

คอลลาเจนช่วยให้ผิวขาวใสจริงหรือไม่

ถ้าให้พูดถึงสิ่งที่ช่วยให้ผิวพรรณของเรานั้นขาวใสขึ้นจากเดิม หลายคนก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คอลลาเจน เพราะคอลลาเจนนั้นได้รับการขนานนามมาว่าสามารถช่วยให้ผิวพรรณขาวใสขึ้น ผิวพรรณดูชุ่มชื้น มีน้ำมีนวล กระชับ เต่งตึง และน่าสัมผัสในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หาซื้อคอลลาเจนมารับประทาน แต่ก็มีอีกหลายคนสงสัยว่า จริง ๆ แล้ว คอลลาเจนสามารถช่วยให้ผิวขาวใสจริงหรือไม่ วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

What is คอลลาเจน

คอลลาเจนที่คนส่วนใหญ่รับประทานกันอยู่นั้น จริง ๆ แล้วเป็นเพียงโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้น โดยโปรตีนชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นเส้นใย อันเป็นโครงสร้างหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหลายชนิดของสัตว์ โดยเฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีคอลลาเจนอยู่ราว ๆ 25 -35 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โยเราสามารถพบคอลลาเจนได้ตามข้อต่อกระดูก ชั้นโครงสร้างผิว ภายในดวงตา ผมและเล็บ

ที่สำคัญร่างกายของคนเรานั้นสามารถผลิตคอลลาเจนได้เองตามธรรมชาติ สังเกตได้จากในตอนเด็กหรือวัยรุ่นที่ผิวพรรณของเรายังเต่งตึง กระชับ ผิวพรรณกระจ่างใส ไม่มีริ้วรอย แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นการผลิตคอลลาเจนในร่างกายก็เริ่มลดน้อยไปเรื่อย ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยต่าง รวมไปถึงผิวพรรณที่หย่อนคล้อย จุดด่างดำที่ลดเลือนได้ยาก หรือแผลหายช้า รวมไปถึงอาการปวดเสียดบริเวณข้อต่อต่าง ๆ โยเฉพาะเข่าอีกด้วย

คอลลาเจนช่วยให้ผิวขาวใสจริงหรือไม่

คอลลาเจนไม่ได้ช่วยให้ผิวขาวใสขึ้นแต่อย่างใด เพียงแต่มีส่วนช่วยในเรื่องเติมเต็มหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บริเวณที่คอลลาเจนหายไปตามเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของโครงสร้างชั้นผิวและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย จึงส่งผลให้โครงสร้างของชั้นผิวแข็งแรงขึ้น กระชับขึ้น ไม่หย่อนคล้อย และไม่เกิดริ้วรอยแบบร่องลึกงายจนเกินไป

วิธีเลือกซื้อคอลลาเจนแบบง่าย ๆ

  • แหล่งที่มา คอลลาเจนมาการสกัดมาจากสัตว์หลายชนิดเช่น วัว หมู ไก่ เปลือกไข่ไก่และปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งแหล่งคอลลาเจนที่ดีที่สุดก็คือ คอลลาเจนที่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก เพราะจะได้คอลลาเจนที่บริสุทธิ์ และช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจนในร่างกายได้ดีกว่าแหล่งอื่น
  • โมเลกุล คอลลาเจนที่สกัดมาจะอยู่ในรูปโปรตีนสายยาว ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ยาก จึงมีการพัฒนาโดยการใช้เอนไซม์มาตัดสายคอลลาเจนให้สั้นลง ซึ่งคอลลาเจนที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ดีกว่า
  • แบบผงดีกว่าแบบเม็ด เนื่องจากแบบผงนั้นมรปริมาณคอลลาเจนมากกว่าแบบเม็ด และร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีกว่า
  • ดูวันเดือนปีที่ผลิต ประสิทธิภาพของคอลลาเจนจะเสื่อมลงตามวันและเวลาที่ผ่านไป ดังนั้นไม่ควรเลือกคอลลาเจนที่ใกล้หมดอายุ

ทานคอลลาเจนอย่างไรให้เห็นผล

การทานคอลลาเจนนั้น ควรทานควบคู่กับวิตามินซีเพื่อช่วยให้คอลลาเจนสามารถคงสภาพในร่างกายได้นานขึ้น นอกจากนี้ไม่ควรละเลยในมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ คุณภาพและแหล่งที่มาของคอลลาเจน เพราะคอลลาเจนส่วนใหญ่มีการสกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก ทำให้ไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้อาหารทะเล จนไปถึงบางแบรนด์ที่ไม่ได้รับมาตรฐาน

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com

https://www.trueplookpanya.com

ความแตกต่างของคอลลาเจนกับคอลลาเจนเปปไทด์

ความแตกต่างของคอลลาเจนกับคอลลาเจนเปปไทด์

คอลลาเจน คำยอดฮิตในยุคนี้ ที่ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็มักจะได้ยินคำนี้อยู่เสมอ แต่หลายคนก็อาจจะได้ยินคำนี้ที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจน หรือ คอลลาเจนเปปไทด์ ทำให้ผู้บริโภคหลายคนเกิดความสงสัยว่าทั้งสองอย่างนี้เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

คอลลาเจน (Collagen)

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตามบริเวณข้อต่อ กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน เซลล์ต่าง ๆ หลอดเลือด หรือแม้แต่ในเนื้อเยื่อในอวัยวะ โดยคอลลาเจนจะทำหน้าที่ในการประสานเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของผิวหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งเมื่ออายุของคนเรามากขึ้นคอลลาเจนในร่างกายจะเริ่มมีการผลิตคอลลาเจนในร่างกายลดลงไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดปัญหาตามผิวพรรณอย่าง ริ้วรอยแห่งวัย จุดด่างดำที่ลดเลือนช้า ผิวหนังที่หย่อนคล้อย เป็นต้น

คอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen Peptide)

คอลลาเจนเปปไทด์ เป็นคอลลาเจนที่ผ่านการย่อยด้วยเอนไซม์จนมีโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสคอลลาเจนทั่วไปถึง 1,000 เท่า ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารูปแบบอื่น ๆ ดังนั้นคอลลาเจนเปปไทด์เป็นนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้ดีกว่าเดิม

การทำงานของคอลลาเจนเปปไทด์

คอลลาเจนเปปไทด์นั้นจะถูกย่อยในลำไส้เล็กและเกิดกรดอะมิโนอิสระ ซึ่งเปปไทด์จะถูกดูดซึมผ่านเยื่อลำไล้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะในชั้นผิวหนังชั้นใน กระดูก กล้ามเนื้อตามลำดับ ซึ่งคอลลาเจนเปปไทด์และกรดอะมิโนอิสระจะสร้างส่วนประกอบที่ใช้สร้างเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินให้กับร่างกาย และกระตุ้นการเพิ่มจำนวนไฟโบราลาสต์ ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสังเคราะห์คอลลาเจน

ประโยชน์ของคอลลาเจนเปปไทด์

  • ช่วยให้ผิวหนังชั้นในมีความยืดหยุ่น แข็งแรง
  • ผิวพรรณเปล่งปลั่ง กระจ่างใส
  • ลดเลือนริ้วรอย
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง
  • ปกป้องผิวจากการทำลายจากแสงแดด
  • สมานแผลและลดเลือนจุดด่างดำ
  • บำรุงเส้นผม
  • บำรุงกระดูกและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
  • บรรเทาอาการปวดข้อเข่า ข้อต่อ

ดังนั้นคอลลาเจนกับคอลลาเจนเปปไทด์ สิ่งแตกต่างกันก็คือ คอลลาเจนเป็นที่สร้างเองได้ในร่างกาย แต่คอลลาเจนเปปไทด์เป็นคอลลาเจนก็ผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้คอลลาเจนมีโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถดูดซึมได้ง่าย โดยคอลลาเจนเปปไทด์ 5,000 มิลลิกรัม คอลลาเจน 100% จากประเทศญี่ปุ่น สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก ช่วยในผิวพรรณเต่งตึง กระชับ ผิวกระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำต่าง ๆ ให้ผิวกลับมาเหมือนวัยรุ่นอีกครั้ง

อันตรายจากการทานวิตามินซีมากเกินไป

อันตรายจากการทานวิตามินซีมากเกินไป

วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันออกไปตามประโยชน์ของวิตามินต่าง ๆ ซึ่งวิตามินต่าง ๆ ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้ โดยวิตามินซีถึงแม้ว่าจะเป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำ เมื่อรับเข้าไปเกินความจำเป็นการจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถส่งผลถึงอันตรายได้

อันตรายจากการทานวิตามินซีมากเกินไป

  • เกาต์ เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย การรับวิตามินซีในปริมาณมาก จะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็กตามกระดูกข้อต่อต่าง ๆ มากขึ้นและอาจทำให้เกิดโรคเกาต์ได้ในที่สุด
  • นิ่วในไต นอกจากนั้นการทานวิตามินซีมากเกินไป อาจจะไปกวนการดูดซึมของทองแดงและซิลิเนียม ซึ่งส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ อีกทั้งในคนปกติหากได้รับเกินวันละ 10,000 มิลลิกรัมอาจจะทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้

อันตรายจากการขาดวิตามินซี

  • มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือดออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก แผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอจะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ และทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายหายช้ากว่าปกติ
  • เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย คุณสมบัติพิเศษอีกอย่างของวิตามินซีก็คือ เป็นตัวต่อต้านสารก่อมะเร็งและช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินซีจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง และทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่าย
  • โรคลักปิดลักเปิด กรณีของเด็กหรือผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 10 มิลลิกรัม อาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้ ทั้งนี้หากร่างกายขาดวิตามินซีมากเกินปกติอาจทำให้มีลูกยาก เป็นโรคโลหิตจางและมีภาวะความผิดปกติทางจิตได้

ประโยชน์ของวิตามินซี

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ทำให้ผิวหนังเต่งตึง มีความยืดหยุ่นที่ดี
  • ช่วยลดริ้วรอยก่อนวัย วิตามินมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลาย ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
  • ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ทำให้สิวหายเร็วขึ้น โดยการช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อทุกส่วนในร่างกาย
  • ป้องกันผิวคล้ำเสียจากแดด
  • ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน
  • ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
  • ป้องกันมะเร็ง

แหล่งที่มา : https://goodlifeupdate.com/healthy-body/health-education/8133.html

https://www.honestdocs.co/8-benefits-of-vitamin-c-for-women

ส่องวิธีการทานคอลลาเจนให้เห็นผล

ส่องวิธีการทานคอลลาเจนให้เห็นผล

ถ้าพูดถึงคอลลาเจน ในปัจจุบันก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะในยุคนี้เทรนด์การดูแลตัวเองนั้นมาแรงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมไปถึงการทานอาหารเสริมต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงคอลลาเจนด้วย เรื่องจากคอลลาเจนจะมีช่วยให้ผิวพรรณกับมาเต่งตึง กระชับ เนียนสวย กระจ่างใส ลดเลือดริ้วรอย แต่ก็มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่มีความสงสัยว่าแล้วจะทานอย่างไรล่ะ ถึงจะเห็นผลมากที่สุด วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

ทานครั้งแรกควรทานอย่างไร

ในครั้งแรกนั้นผู้บริโภคมักจะมีความสงสัยในเรื่องต่าง ๆ อยู่มาก และก็มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่รู้ว่าคอลลาเจนสกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึกซะส่วนใหญ่ ดังนั้นคนที่แพ้อาหารทะเลนั้นจะต้องพิจารณาตัวคอลลาเจนให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวเอง หรือผู้ที่ไม่ทราบว่าตัวเองนั้นแพ้อาหารหรือไม่ ในการทานครั้งแรกควรทานแค่เพียงครึ่งช้อนก่อน แล้วสังเกตอาการแพ้ ถ้าหากไม่มีอาการแพ้สามารถทานในปริมาณปกติได้

ทานตอนตื่นนอนเป็นเวลาที่ดีที่สุด

ทำไมถึงต้องทานคอลลาเจนตอนตื่นนอน เนื่องจากเวลาตื่นนอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ท้องของเราว่างมากที่สุด ซึ่งเหมาะกับการทานคอลลาเจนอย่างมาก เพราะจะทำให้ร่างกายของเราดูดซึมคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทานห่างจะยาลดความอ้วนประมาณ 30 นาที

ถ้าคุณเป็นคนที่จะต้องทานยาลดน้ำหนัก แต่ก็ต้องการทานคอลลาเจนควบคุมไปด้วย ซึ่งการทานคู่กันนั้นอาจไม่เป็นผลกับร่างกายเท่าไหร่ เพราะร่างกายไม่สามารถที่จะดูดซึมทั้ง 2 อย่างได้เต็มที่ ดังนั้นควรทานคอลลาเจนก่อนและเว้นระยะห่างสัก 30 นาที แล้วจึงทานยาลดน้ำหนักต่อ

ทานทั้งเช้าและเย็น

การทานคอลลาเจน 2 เวลานั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการที่อยากเห็นผลจากการทานโดยเร็วที่สุด ดังนั้นการทานวิธีนี้นอกจากจะช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้นยังสามารถช่วยในเรื่องของการรักษาอาการปวดตามข้อต่อกระดูก อย่างเช่นข้อเข่าเป็นต้น

แบบผงนั้นดีกว่าแบบเม็ด

คอลลาเจนแบบผงนั้นจะเห็นผลได้ดีกว่าแบบเม็ดอย่างชัดเจน เพราะคอลลาเจนผงนั้นมีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้เวลาทานเข้าไปในร่างกายของเรา ร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมและนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ทานคอลลาเจนพร้อมกับ ชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้

เพื่อความสะดวกในการรับประทาน เราสามารถทานคอลลาเจนผงในการใส่ผสมไปกับชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้ เพื่อช่วยในการดูดซึมอีกทางหนึ่ง

ควรทานกี่มิลลิกรัม

ปริมาณในการทานคอลลาเจนนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการที่เราทานคอลลาเจนปริมาณเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะได้รับเยอะตามไปด้วย ดังนั้นการทานคอลลาเจนควรทานในปริมาณที่พอดี แต่ควรทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปริมาณที่พอดีต่อร่างกายก็คือ 5,000 มิลลิกรัม

การทานคอลลาเจนให้ผลนั้น ช่วยในร่างกายของเราได้รับคอลลาเจนไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยคอลลาเจนเปปไทด์ 5,000 มิลลิกรัม คอลลาเจน 100% จากประเทศญี่ปุ่น สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก ช่วยในผิวพรรณเต่งตึง กระชับ ผิวกระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำต่าง ๆ ให้ผิวกลับมาเหมือนวัยรุ่นอีกครั้ง

แหล่งที่มา : https://www.benjaoil.com

เราควรทานวิตามินเสริมหรือไม่

เราควรทานวิตามินเสริมหรือไม่

คนเรานั้นเมื่อมีอายุมากขึ้น การดูแลสุขภาพต่าง ๆ ก็จะต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ไมเกรน ปวดไหล่ ปวดข้อมือ โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ไปจนถึงไขมันพอกตับหรือซีสต์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงริ้วรอยแห่งวัย ผิวพรรณไม่สดใส สายตาพร่ามัว หรือมีความเครียดสะสมจนนอนไม่หลับ ทำให้หลาย ๆ คนจะต้องหาวิตามินเสริมมาทาน ซึ่งจริง ๆ แล้วเราควรที่จะทานวิตามินเสริมจริง ๆ หรือไม่ เรามาหาคำตอบกัน

เราจำเป็นจะต้องทานวิตามินเสริมหรือไม่

เป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนแอบคิดหนัก เพราะวิตามินกระปุกหนึ่งราคาก็ไม่ใช่เบา ๆ ซึ่งเรานั้นจำเป็นจะต้องทานวิตามินเสริมหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่จำเป็น เพราะวิตามินเสริมเป็นเพียงตัวช่วยสำหรับผู้ที่รู้ตัวดีว่าตัวเองนั้นมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองมากนัก ซึ่งถือเป็นตัวช่วยของเหล่าชีวิตคนเมืองที่ต้องตื่นแต่เช้ากว่าจะเลิกงานก็ค่ำมืด ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์เลย

ซึ่งจะเป็นการดีกว่า ถ้าหากเรานั้นได้รับวิตามินทั้งหมดผ่านอาหารที่ปรุงสดใหม่และมีคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอและหาเวลาผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมที่ชอบ เพียงเท่านี้เราก็ไม่จำเป็นกับวิตามินเสริมราคาหลายพันแล้วล่ะ

อาการเมื่อขาดวิตามินต่าง ๆ

  • ผิวพรรณแห้งกร้าน มีริ้วรอย ไม่กระชับเต่งตึง วิตามินที่แนะนำก็คือ วิตามินซี, คอลลาเจน, วิตามินเอ, โอเมก้า 3, ธาตุเหล็ก
  • ผมร่วง เล็บเปราะบาง วิตามินที่แนะนำก็คือ วิตามินบี 2, สังกะสี
  • ไม่สบาย เป็นหวัดบ่อย วิตามินที่แนะนำก็คือ วิตามินซี, วิตามินบี, ธาตุเหล็ก
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ สมองใช้งานหนัก วิตามินที่แนะนำก็คือ วิตามินบีรวม, โอเมก้า 3
  • กระดูก ข้อต่อของร่างกายเริ่มปวดเมื่อย วิตามินที่แนะนำก็คือ วิตามินดี, วิตามินเอ, วิตามินเค, แคลเซียมและฟอสฟอรัส
  • สายตาล้า ตาพร่ามัว วิตามินที่แนะนำก็คือ วิตามินเอและวิตามินบี 2
  • ความเครียดสะสม วิตามินที่แนะนำก็คือ วิตามินบีรวม, วิตามินซีและแมกนีเซียม

ข้อเสียของการทานวิตามินเสริม

ถ้าหากเรานั้นทานวิตามินเสริมติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับวิตามินนั้น ๆ มากเกินความต้องการ ตับและไตต้องทำงานหนักเพื่อคัดกรองสารอาหารที่ต้องใช้และต้องทิ้ง และการรับวิตามินเสริมมากเกินไป ยังอาจะทำให้เป็นโรคเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน เช่น ทานแคลเซียมมากเกินไป อาจเสี่ยงเป็นนิ่วในไต หรือเลือดไหลไม่หยุด หรือเลือดหยุดยาก หากทานน้ำมันตับปลามากจนเกินไป

แหล่งที่มา : https://www.sanook.com/health/5545/