สุขภาพ

ตาใสปิ๊งด้วยผลไม้บำรุงสายตา

ตาใสปิ๊งด้วยผลไม้บำรุงสายตา

อาการตาพล่า ตาล้า อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สายตามากจนเกินไป ซึ่งถ้าในจุด ๆ นี้ ยังพอดูแลได้บ้าง แต่ถ้าเกิดจากอาการป่วย หรือมีภาวะเป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา ควรปรึกษาแพทย์นะ ซึ่งวันนี้เรามีวิธีดี ๆ อีกหนึ่งวิธีมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ซึ่งก็คือการกินผลไม้บำรุงสายตา โดยเราได้รวบรวมมาฝากกันถึง 7 อย่างด้วยกัน จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

ปกติเวลาที่เราซื้ออาหารเสริมบำรุงสายตามากินนั้น หนึ่งในส่วนผสมหลัก ๆ ของเราก็จะมีผลไม้ตระกูลเบอร์รีผสมอยู่ด้วย ซึ่งผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นผลไม้ที่มีแหล่งของวิตามินซีมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นโกจิเบอร์รี ราสเบอร์รี แบล็กเบอร์รี มัลเบอร์รี ทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพมาก ๆ

แถมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยใรการบำรุงสายตาโดยตรง และยังช่วยชะลอวัย ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ที่สำคัญคือ กินแล้วไม่อ้วน ทั้งยังช่วยป้องกันไข้หวัด มะเร็งและโรคต่าง ๆ อีกมากมาย

มะม่วงสุก

มะม่วงสุกเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับสุขภาพตา เจ้าวิตามินเอนี้ จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันความผิดปกติต่าง ๆ เกี่ยวกับดวงตาของเราได้เช่น ตาบอดตอนกลางคืน ต้อกระจก จอประสาทเสื่อม ตาแห้ง และความไม่สบายตาด้วย

ทั้งนี้ยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูผิวได้อีก เพราะเขาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซีซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงผิวให้สดใส เปล่งปลั่ง สุขภาพดีได้ แถมยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ทานง่าย ราคาไม่แพง แถมมีประโยชน์

กีวี

กีวี ผลไม้สีเขียวที่มาพร้อมกับความหวานอมเปรี้ยว กินแล้วสดชื่น รู้มั้ยว่า กีวีเป็นผลไม้ที่มีสารที่ช่วยในเรื่องโรคตาได้เหมือนกัน ซึ่งมีสารลูทีนและซีแซนทีน ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่จะมาช่วยปกป้องสายตา และลดความเสี่ยงการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

ส้ม

ส้ม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เอ และอี ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาทั้งสิ้น ก็จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกได้ ทั้งนี้ส้มยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนมาช่วยในเรื่องของการชะลอวัย พร้อมบำรุงผิวให้สุขภาพดี เปล่งปลั่ง สดใส ไม่แห้งกร้าน

นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินอื่น ๆ อีกมากมายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกเยอะ ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกกินผลไม้อะไรดี ส้มก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ปังมาก

เสาวรส

เสาวรส เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพมาก ๆ ซึ่งเขาเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตาให้เป็นปกติ ทั้งยังช่วยปรับจอภาพและแสงของดวงตาให้ทำงานได้เป็นไปตามปกติอีกด้วย แถมเสาวรสยังอุดมไปด้วยกรดซิตริก น้ำตาล และใยอาหาร ที่มีส่วนช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพและผิวทั้งหมดเลย และยังช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้อีก

มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ค่อนข้างหลากหลาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ที่มีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพอย่างมาก ไม่ว่าจะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ขับปัสสาวะ ทั้งยั้งช่วยรักษาโรคลักปิกลักเปิดได้อีก แถมยังช่วยบำรุงสายตาได้ด้วย

ซึ่งช่วยป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม และลดความเสี่ยงของอาการภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อันเป็นสาเหตุของการเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นผลไม้ชนิดนี้จึงเป็นผลไม้ที่คนท้องผูก หรือคนที่ต้องการบำรุงสายตาพลาดไม่ได้

ลูกพลับ

ลูกพลับมีสารต้านอิสระสำคัญที่ชื่อ ลูทีนและซีแซนทีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทั้งสองชนิด ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา และป้องกันความสูญเสียทางการมองเห็น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารไฟเซตินที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความจำ ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อระบบเส้นประสาทและสมอง รวมถึงมีส่วนช่วยในการป้องกันความเสื่อมสมรรถภาพทางสติปัญญาอีกด้วย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

5 วิธีสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

5 วิธีสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

ไม่ว่าใครต่างก็อยากมีรูปร่างดี สุขภาพแข็งแรงกันทั้งนั้น แต่เมื่อถึงเวลาต้องออกกำลังกายมักทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง แถมส่วนใหญ่ทำได้แค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้นด้วย เพราะไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากลองสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย โดยในวันนี้เราก็ได้มี 5 วิธีในการสร้างจูงใจในการออกำลังกายฝากกัน ซึ่งวิธีเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้

ใส่ชุดออกกำลังกายปลุงพลังในตัว

แค่แต่งตัวด้วยชุดออกกำลังกายก็ช่วยปลุกพลังในตัวคุณได้แล้ว แถมยังเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับคุณได้ด้วย เพราะเมื่อใดที่ชุดพร้อมก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นตัวเองอยู่กลาย ๆ ว่าต้องออกกำลังกาย จะเลือกใส่ชุดสไตล์ไหนก็ไม่สำคัญ แค่คุณใส่ได้พอดีและรู้สึกชอบก็พอแล้ว

เขียนความรู้สึกหลังออกกำลังกาย

ลองเขียนบันทึกให้ได้ทุกครั้งว่าคุณรู้สึกอย่างไรหลังออกกำลังกาย ซึ่งแอปพลิเคชันออกกำลังกายต่าง ๆ สามารถเขียนโน้ตไว้ได้ ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกขี้เกียจขึ้นมา ลองกลับไปเปิดดูสิ่งที่เขียนไว้ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีแรงฮึดออกกำลังกายได้

ออกกำลังกายให้หลากหลาย

พยายามอย่าออกกำลังกายแบบเดิม ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะอาจทำให้คุณรู้สึกเบื่อได้ง่าย ๆ ลองสลับจากการวิ่ง มาเวทเทรนนิ่ง ปั่นจักรยาน หรือโยคะดูบ้าง ซึ่งจะช่วยให้สนุกกับการออกกำลังกายได้มากขึ้น ดีกว่าการยึดติดกับตารางการออกกำลังแบบเดียวเป็นระยะเวลานาน ๆ

ใส่ตารางออกกำลังกายในปฏิทิน

เมื่อคิดจะจริงจังกับการออกกำลังกาย ให้ลองใส่ตารางออกกำลังกายไว้ในปฏิทินมือถือ และตั้งเวลาเตือนเอาไว้ประจำสัปดาห์ เหมือนเวลาจดบันทึกนัดหมายต่าง ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้คุณมีความมุ่งมั่นมากขึ้น และหาข้ออ้างในการเบี้ยวการออกกำลังกายได้ยากขึ้นด้วย

หาแรงบันดาลใจจากคนรอบข้าง

หากคิดจะสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ก็ต้องหาแรงจูงใจจากคนประเภทเดียวกัน เมื่อแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีวินัยในการออกกำลังกาย ก็จะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากทำตาม แต่ถ้าอยู่กับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกายเหมือนกัน ก็มีแต่ทำให้คุณรู้สึกแบบเดียวกันไปด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

เคล็ดลับช่วยในการฝึกซ้อมวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ห้ามพลาด

เคล็ดลับช่วยในการฝึกซ้อมวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ห้ามพลาด

แน่นอนการวิ่งยังคงเป็นเทรนด์รักสุขภาพและการออกกำลังกายที่ยังคงได้รับความนิยมสูงมาก เพราะคนดังหลายคนหันมาให้ความสำคัญกับการวิ่ง และนั่นก็อาจเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดนักวิ่งมือใหม่มากขึ้นดังนั้นเราจึงขอเอาเคล็ดลับที่ใช้ในการฝึกซ้อมวิ่งสำหรับนักวิ่งมือใหม่มาแชร์ให้ได้ลองไปปรับใช้ดู เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการวิ่งอย่างมากเลยทีเดียว

ตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน

ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่ง เราควรตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก วิ่งเพื่อทำลายสถิติที่ตัวเองวางไว้ หรือวิ่งด้วยเป้าหมายใด ๆ ก็ตาม เพราะวิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจในการวิ่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถวิ่งได้บรรลุตามเป้าหมายอีกด้วย

พักผ่อนในแต่ละวันให้เพียงพอ

การออกกำลังกายด้วยวิธีใดหรือด้วยเป้าหมายใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพออย่างน้อยในแต่ละวันร่างกายควรพักผ่อนให้ได้ประมาณ 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ไม่ควรพักน้อยกว่า 4 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมในขณะที่กำลังวิ่งได้

ให้ความสำคัญกับการวอร์มร่างกาย

การวอร์มร่างกายทั้งก่อนและหลังวิ่งคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดเพราะถือเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นการเพิ่มอุณหภูมิของกล้ามเนื้อส่งสัญญาณเตือนระบบกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นและข้อต่อ และช่วยเตรียมสภาพจิตใจเพื่อให้ปล่อยวางความเครียดต่าง ๆ ก่อนวิ่งได้นั่นเอง

ฝึกซ้อมในระยะทางและเวลาที่เหมาะสม

ในช่วงแรกของการฝึกซ้อมวิ่งนั้น ในสัปดาห์แรกควรเริ่มจากการวิ่งสลับกับการเดินอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 – 15 นาที จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มเวลาในการวิ่งให้นานขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มระยะทางในการวิ่ง แนะนำให้พยายามเลือกสถานที่ที่ชอบและหาเพื่อนวิ่งด้วยจะดีมาก เพราะจะช่วยให้สนุกกับการวิ่งและสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

ใช้เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับการวิ่ง

เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับใส่ในการวิ่งนั้นคือ กางเกงรัดกล้ามเนื้อและสปอร์ตบรา ซึ่งควรเลือกใช้สปอร์ตบราที่มีความกระชับ จะช่วยซัพพอร์ตในส่วนของหน้าอกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการกระแทกได้ ในส่วนของกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นจะช่วยลดการสั่นตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยลดอาการบาดเจ็บหรือตะคริวได้ดี

ใช้รองเท้าที่เหมาะกับเท้าของตัวเอง

ในส่วนของรองเท้าที่ใช้ในการวิ่งนั้น ควรเป็นรองเท้าที่ใช้สำหรับวิ่งโดยเฉพาะ และควรเลือกคู่ที่เหมาะกับหน้าเท้าของตัวเองด้วย จะส่งผลดีต่อสุขภาพเท้าและลดอาการบาดเจ็บในขณะวิ่งได้ ไม่แนะนำให้ใช้รองเท้าผ้าใบแฟชั่นหรือรองเท้าที่คับจนเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่อเท้าได้ง่ายมาก

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวัน

ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวัน

สาว ๆ คนไหนที่มีความตั้งใจที่จะออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมัน แต่มีอุปสรรคทางด้านร่างกาย อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับอาการเหนื่อยง่ายหรือเหนื่อยหอบ แนะนำให้ลองใช้วิธีการเดินเล่นประมาณ 10 นาที จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่แพ้การออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ เลย วันนี้เราจึงรวบรวม 10 ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวันมาแบ่งปันให้สาว ๆ ได้อ่านกันค่ะ รับรองว่าได้มากกว่าการเบิร์นไขมันอย่างแน่นอน

ช่วยลดน้ำหนัก

การเดินแม้จะดูเป็นการออกกำลังกายที่เหมือนไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย แต่ความจริงคือช่วยเบิร์นไขมันมากถึง 50 กิโลแคลอรีต่อการเดิน 10 นาทีเลยทีเดียว จึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้ดีมาก

เลือดไหลเวียนดี

การเดินส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการขยายและหดตัว จึงช่วยให้เลือดเกิดการไหลเวียนได้ดี ที่สำคัญเมื่อเลือดไหลเวียนดีก็จะทำให้ผิวพรรณแลดูเปล่งปลั่งสดใสยิ่งขึ้น

ป้องกันการเกิดโรคภัยต่าง ๆ

การเดินมีส่วนช่วยป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ได้มากมายเช่น โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคกระดูกพรุน

ชะลอความเสื่อมของร่างกาย

สำหรับใครที่ต้องการยืดระยะเวลาของความเป็นหนุ่มสาวไว้นาน ๆ ขอบอกเลยว่าการเดินมีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุยืนขึ้น

นอนหลับง่าย

สาว ๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับยาก แนะนำให้ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในช่วงเย็นไปกับการเดินเล่น จะส่งผลให้นอนหลับได้ง่ายในช่วงกลางคืน เพราะการเดินช่วยให้จิตใจสงบและเหนื่อยล้า จึงทำให้นอนหลับได้ตั้งแต่หัวค่ำ

ลดความเครียด

การเดินมีส่วนกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารเอ็นโดฟิน ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกดี และบรรเทาความเครียดลงได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิและทำให้มีสติได้ดีอีกด้วย

พัฒนาการทำงานทำงานของสมองและระบบประสาท

การเดินมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร Brain-derived neurotropic factor หรือสารกระตุ้นเซลล์สมอง ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงและรักษาเซลล์สมองที่มีอยู่ให้แข็งแรง พร้อมทั้งทำให้เกิดการแตกสาขาของเซลล์ประสาทในสมองขึ้นมาใหม่อีกด้วย ซึ่งในทางการแพทย์เชื่อว่า สารชนิดนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้และการจดจำ

บำรุงหัวใจ

การเดินมีส่วนช่วยบำรุงหัวใจของคนเราให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยลดความดันโลหิต ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด และลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคหัวใจนั่นเอง

บำรุงกระดูก

เนื่องจากการเดินเป็นรูปแบบการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน ทำให้ร่างกายสามารถใช้กล้ามเนื้อและกระดูกได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า จึงลดโอกาสที่กระดูกจะเสื่อมสภาพได้ อีกทั้งการเดินทุกวันจะช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นและแข็งแรงยิ่งขึ้น

แก่อาการท้องผูก

การเดินมีส่วนช่วยปรับระบบการย่อยอาหารและระบบขับถ่ายให้ไปในคราวเดียวกัน ดังนั้นสาว ๆ ที่มักมีปัญหาเกี่ยวกับท้องผูกหรือถ่ายยากบ่อย ๆ แนะนำให้เดินวันละ 10 นาทีจะช่วยแก้อาการดังกล่าวได้

รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ คงจะไม่มีข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกายอีกต่อไปแล้ว เพราะการเดินก็จัดเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างมาก ดังนั้นอย่าลืมหันมาให้ความสำคัญกับการเดินให้มาก ๆ อย่างน้อยแต่ละวันใช้เวลาเดินออกกำลังกายประมาณ 10 นาทีก็ช่วยเบิร์นไขมันได้อย่างมากมาย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ทำ IF วิธีน้ำหนักไม่ลดแถมเสี่ยงโรค

ทำ IF วิธีน้ำหนักไม่ลดแถมเสี่ยงโรค

ถ้าให้พูดถึงการลดน้ำหนัก หนึ่งในวิธีที่นิยมทำกันก็คือ การทำ IF ซึ่งการทำ IF นั้นเป็นการลดน้ำหนักของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีวิธีการในการทำ ไม่ใช่ทำแบบมั่ว ๆ เพราะถ้าหากทำไปมั่ว ๆ การทำ IF ของเราอาจจะสูญเปล่าได้ ลดหนักที่เราวาดฝันเอาไว้ว่าจะลดก็กลับไม่ได้ลดอยากที่คิด แถมยังเสี่ยงเกิดโรคได้อีกด้วย ดังนั้นเราควรทำ IF ให้ถูกวิธี ถ้าพร้อมแล้วก็ได้ดูกันเลย

IF คืออะไร

Intermittent Fasting หรือ IF เป็นวิธีลดน้ำหนักที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ เพราะเป็นการเริ่มต้นควบคุมอาหารอย่างง่าย ๆ โดยการควบคุมแคลอรีและจำกัดเวลาในการรับประทานอาหาร โดยมีหลากหลายวิธีในการปฏิบัติ แต่วิธีที่ได้รับความนิยมก็คือจำกัดเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง และงดมื้ออาหาร 16 ชั่วโมง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ เราสามารถรับประทานอาหารได้เวลา 6.00 – 14.00 น. โดยหลังจาก 14.00 น. เป็นช่วงงดอาหาร ดื่มได้เพียงแต่น้ำเปล่า หรือกาแฟ ชา ที่ไม่ใส่น้ำตาล (งดเว้นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ในช่วงงดมื้ออาหาร เพราะจะกระตุ้นให้เกิดความหิวและอยากน้ำตาลได้)

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ หากทำ IF ไม่ถูกวิธี

  • อดอาหารมากเกินไปจนเสี่ยงขาดสารอาหาร
  • รับประทานอาหารมากเกินไป เพราะต้องรีบกินก่อนถึงช่วงเวลางดมื้ออาหาร
  • เลือกเวลาในการกิน และงดการกินผิดเวลา อาจเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับลำไส้
  • นอนดึก ในคนกลุ่มที่เข้านอนดึกมีความเสี่ยงในความอ้วนง่ายอยู่แล้ว เนื่องจากระบบฮอร์โมนที่ซ่อมแซมร่างกาย และระบบความอิ่มในร่างกายจะรวนทำให้คนนอนดึกไม่สามารถงดมื้ออาหารได้ต้องกินอาหารหวาน และนำไปสู่ความอ้วน
  • ไม่ออกกำลังกาย เนื่องจากในการลดความอ้วนไม่ใช่แค่การควบคุมแคลอรี แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบการเผาผลาญที่ถาวรขึ้นด้วย ในส่วนนี้คือการสร้างกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการโยโย่ขึ้นภายหลัง
  • ยังติดหวาน หากทำ IF แล้วยังติดกินอาหารหรือขนมหวาน ๆ อยู่ อาจเสี่ยงติดหวาน ซึ่งเมื่อทำการงดมื้ออาหารจะทำให้เกิดอาการโหยน้ำตาล และอาจทำให้กินของหวาน ๆ มากกว่าเดิม

ประโยชน์ของ IF

  • อนุมูลอิสระในร่างกายลดลง
  • การอักเสบซ่อนเร้นในร่างกายลดลง
  • ชะลอวัย อ่อนเยาว์ขึ้น เป็นผลมาจากอนุมูลอิสระ และการอักเสบในร่างกายลดลง
  • ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีมากยิ่งขึ้น (ถ้าร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาจเสี่ยงโรคเบาหวาน)
  • ช่วยทำให้ยีนส์ที่ดีบางตัวแสดงออกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ทำให้เราฉลาดขึ้น ความจำดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

ทำ IF อย่างไรให้ถูกวิธี

  • ตั้งระยะเวลาในการกิน และงดมื้ออาหาร ให้เป็นไปตามนาฬิกาชีวิต กล่าวคือ หากเลือกสูตรกิน 8 ชม. งดมื้ออาหาร 16 ชม. ไม่ควรเลือกช่วงเวลากินอาหารตอนดึก ๆ ควรเลือกกินอาหาร 8 ชม. ในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตปกติ เช่น ตอนเช้า บ่าย เย็น
  • ในช่วงที่กินอาหารได้ ควรกินอาหารให้เพียงพอ แต่เน้นอาหารคลีน โปรตีนสูง ไขมันต่ำ ผักผลไม้ต่าง ๆ ให้สารอาหารครบถ้วน รวมถึงคาร์โบไฮเดรตที่ยังต้องกินอยู่ แต่เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต แทนคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว และลดของหวานต่าง ๆ
  • ไม่ลดปริมาณอาหารลงจนมากเกินไปจนกลายเป็นการอดอาหารทั้งตอนที่กินอาหารได้ และช่วงที่ตั้งใจงดมื้ออาหาร
  • ช่วงงดมื้ออาหาร ยังสามารถรับประทานอาหารที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำมาก ๆ ได้เช่น น้ำเปล่า หรือกาแฟดำ แต่ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม วันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 – 5 ครั้ง

แหล่งที่มา : www.sanook.com

8 กิจวัตรประจำวันของคนสุขภาพดี

8 กิจวัตรประจำวันของคนสุขภาพดี

คนเราทุกคนแต่ก็ต้องการสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ยืนยาว แต่จะมีกี่คนกันที่จะคอยเช็กว่า กิจวัตรประจำวันที่ทำอยู่นั้นช่วยให้เราเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเรามาตรวจสอบนิสัย 8 ข้อต่อจากนี้กันดีกว่าเรานั้นมีติดตัวหรือไม่ เพราะนิสัยเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

คนสุขภาพดีจะเข้านอนเวลาสี่ทุ่ม

ไม่มีอะไรทำร้ายร่างกายได้มากไปกว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพออีกแล้ว และการนอนหลับนั้นจะต้องเป็นการนอนที่ได้คุณภาพในเวลา 7 – 8 ชั่วโมง ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวว่า การเข้านอนในช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืนนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนครบตามชั่วโมงที่ต้องการ และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและได้ผลออกมาเป็นอย่างดี

การทำสมาธิ หรือการหายใจลึก ๆ ช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายทั้งสองรูปแบบ การหายใจลึก ๆ ทั้งเข้าและออกอย่างเป็นจังหวะที่ดีนั้น จะช่วยลดความเครียด ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้เราไม่จำเป็นต้องหายใจลึก ๆ ติดต่อกันทั้งวัน เพียงแต่ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 10 นาที ในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง – บ่ายสามโมงเย็น การหายใจลึก ๆ จะช่วยในการกระตุ้นฮอร์โมนเพื่อช่วยให้เราได้ตื่นและนอนอย่างเป็นเวลา คนสุขภาพดีมักจะหายใจลึก ๆ

คนสุขภาพดีจะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น

คนที่มีสุขภาพดี จะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น จะรู้สึกมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ รอบตัว และเหนืออื่นใดจะมีร่างกายที่แข็งแรง ทั้งนี้การได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว กับเพื่อนสนิท ล้วนแล้วแต่เป็นการคลายความเครียดอย่างหนึ่ง และนั่นคือจุดสำคัญที่ทำให้คนสุขภาพดี มีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยเสมอ

คนสุขภาพดีมักจะชอบกินถั่วหรืออัลมอนด์

ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนสุขภาพดีส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินขนมจุบจิบ แต่จะกินถั่วหรืออัลมอนด์เป็นของว่าง ซึ่งประโยชน์ของถั่วหรือเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะเป็นของขบเคี้ยวเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักได้แล้ว ยังดีต่อระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ดีต่อสุขภาพของสมองช่วยในเรื่องของความจำ ดังนั้นคนที่กินถั่วหรืออัลมอนด์เป็นประจำ มักจะมีสุขภาพที่ดี และไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องขับถ่าย

คนรักสุขภาพดีมักจะรู้ว่าการนั่งเฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์

ทุกคนรู้ดีว่าการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ายิมและออกกำลังจนเป็นนิสัย แต่คนที่สุขภาพดีรู้ดีว่า การนั่งนาน ๆ ก็ไม่ส่งผลที่ดีต่อตนเอง การเดินไปมาในที่ทำงานเพื่อผ่อนคลาย หรือใช้บันไดแทนลิฟต์ ก็สามารถทำให้เราไม่เป็นคนเฉื่อยแฉะ นั่งอ้วนรากงอกอยู่กับเก้าอี้ได้เช่นกัน

คนสุขภาพดีส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนอารมณ์ดี

รู้หรือไม่ว่าเวลาที่เราหัวเราะก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายได้ เพราะการหัวเราะในแต่ละครั้งนั้น เท่ากับเป็นการปลดปล่อยความเครียด และทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอนดอร์ฟินออกมา มีรายงานทางสุขภาพในปี 2014 ระบุไว้ว่า เมื่อผู้สูงอายุได้ชมภาพยนตร์ตลกนั้น พวกเขาจะมีความเครียดลดลง และทำให้ความทรงจำดีขึ้น

คนสุขภาพดีมักจะทำอาหารกินเอง

การทำอาหารกินเองนั้นจะทำให้เราได้กินอาหารที่มีสารปรุงแต่งน้อยลง และทำให้เราได้ควบคุมจำนวนไขมัน โปรตีนที่เกินความต้องการ ได้กินผักมากขึ้น ควบคุมขนาดของอาหารให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ แต่ถ้าเราไม่ได้มีเวลาที่จะมานั่งทำอาหารเอง ก็จงอย่าได้เป็นคนที่ติดปากกับคำว่า “กินอะไรก็ได้” ขอให้วางแผนทุกครั้งในการจะกินอาหารแต่ละมื้อ วางแผนในการสั่งอาหาร หรือแม้กระทั่งวางแผนในการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต

คนสุขภาพดีมักจะออกไปนอกบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง

การออกไปนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะทำให้ให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และสภาพจิตใจ มีรายงานทางสุขภาพในปี 2015 พบว่าผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะมีโอกาสเป็นไข้ต่ำกว่าคนที่อยู่ในเมืองและเดินตามท้องถนน ดังนั้นการได้ออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจของเรา ให้เป็นคนสุขภาพดีได้ตลอดช่วงอายุขัยเช่นกัน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

8 ข้อดีของการตื่นแต่เช้า

8 ข้อดีของการตื่นแต่เช้า

หลาย ๆ คนอาจจะต้องตื่นนอนแต่เช้าด้วยความจำเป็นบางอย่าง ไม่ว่าจะต้องไปทำงานหรือไปเรียน เพื่อไม่ต้องเจอกับปัญหารถติด หรือบางคนก็ตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกายหรือกินมื้อเช้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้สุขภาพร่างกายที่ดี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ได้ตื่นตอนเช้า อาจจะเพราะทำงานช่วงกลางคืน หรือเวลาไปทำงานที่สามารถตื่นสายได้ ไม่ต้องเจอปัญหารถติด แต่จริง ๆ แล้วการตื่นนอนแต่เช้านั้นมีข้อดีมากมายเลย วันนี้เราเลยได้รวบรวม 8 ข้อดีของการตื่นแต่เช้ามาฝากกัน รับรองว่าจะช่วยให้หลายคคนหันมาตื่นเช้าได้อย่างแน่นอน

ได้กินอาหารมื้อเช้า

เราต่างทราบกันดีว่ามื้อเช้าคือมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นมื้อที่ช่วยให้ร่างกายมีพลังงาน สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังเป็นมื้อที่ช่วยให้การลดน้ำหนักได้ประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นใครที่ตื่นนอนแต่เช้า ก็ย่อมมีเวลาได้นั่งกินมื้อเช้าในทุกวัน

มีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น

เมื่อตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ก็ย่อมมีเวลาให้ตัวเองได้ออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงได้ทั้งวัน อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาอาการง่วงนอนได้อีกด้วย

ไม่เจอรถติด

สำหรับคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ย่อมเบื่อหน่ายกับปัญหารถติดอย่างมาก ซึ่งการตื่นนอนแต่เช้าจะช่วยให้มีเวลาเตรียมตัวได้นาน และสามารถออกเดินทางไปทำงานได้เร็ว เนื่องจากในช่วงสาย ๆ มักเป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มออกเดินทางและใช้ถนนกันเป็นจำนวนมาก

เห็นแสงอาทิตย์ทุกวัน

การได้เห็นแสงอาทิตย์ในยามเช้า ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีพลังในการทำงานมากขึ้นเลยทีเดียว สังเกตได้ว่าทุกครั้งที่ได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์ในยามเช้า จะรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่การตื่นสายจะทำให้พลาดช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ไปเลย

รู้ข่าวสารก่อนใคร

ตื่นมาในตอนเช้า ก็มีการรายงานข่าวรออยู่แล้ว ดังนั้นใครที่ตื่นนอนแต่เช้า ก็ย่อมทำให้สามารถรับรู้ข่าวสารได้ก่อนใคร ถือเป็นการอัพเดตข่าวสารให้ตัวเองไม่ตกกระแสได้ดีเลยทีเดียว

รสชาติกาแฟดีขึ้น

แม้ว่าในความเป็นจริงรสชาติกาแฟที่ดื่มเป็นประจำจะยังคงเหมือนเดิม แต่การได้ดื่มกาแฟในช่วงเช้าพร้อมทั้งสัมผัสกับแสงอาทิตย์ขึ้น กลับเป็นการทำให้รสชาติกาแฟดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังทำให้รู้สึกเพลิดเพลินอีกด้วย

ไม่ต้องรีบร้อนในช่วงเช้า

เคยสังเกตไหมว่าวันไหนที่ตื่นนอนแต่เช้า วันนั้นคือวันที่ไม่ต้องทำอะไรเร่งรีบเพื่อแข่งกับเวลาเลย อีกทั้งยังช่วยให้มีเวลาจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน และยังทำให้เข้างานหรือเข้าเรียนได้ทันเวลา

เข้านอนเร็ว

การตื่นนอนแต่เช้า มีผลต่อการเข้านอนเร็ว และยังทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพออีกด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

7 เมนูที่คนเป็นกรดไหลย้อน ไม่ควรกิน

7 เมนูที่คนเป็นกรดไหลย้อน ไม่ควรกิน

โรคกรดไหลย้อนมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แถมยังเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน ทำให้เมื่อเราเป็นโรคกรดไหลย้อนนั้นก็จะต้องระวังในเรื่องอาหารการกินมากกว่าเดิม วันนี้เราเลยแอบไปรวบรวม 7 เมนูที่คนเป็น กรดไหลย้อน ไม่ควรกิน มาให้ลองเช็กกัน มีทั้งเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ล้วนเป็นตัวการกระตุ้นให้อาการกรรดไหลย้อนกำเริบหนักกว่าเดิม โดยมีดังต่อไปนี้

อาหารไขมันสูง

เริ่มต้นเปิดเมนูที่เหล่าคนที่เป็นกรดไหลย้อนต้องวิ่งหนี้ไปให้ไกล ก็คือ อาหารไขมันสูง อย่างของทอด ๆ มัน ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ เบอร์เกอร์ ลูกชิ้นทอด หรือแม้แต่ขนมกรุบกรอบและขนมหวานที่มาส่วนผสมของเนย ก็ต้องรีบบอกลาเมนูอาหารพวกนี้ด่วน ๆ เพราะเมนูที่ผ่านการทอดหรือผัดด้วยน้ำมันปริมาณมาก จะยิ่งกระตุ้นให้กรดในกระเพาะอาหารสูงและทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบหนักกว่าเก่า

ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต อาหารที่หลายคนชื่นชอบ แต่อาจไม่ใช่สำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อน เพราะช็อกโกแลตมีส่วนประกอบของสารเมทิลแซนทีน (Methyl-xanthine) ที่ทำให้หูรูดของหลอดอาหารเกิดการคลายตัว และกระตุ้นให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารมากขึ้น จนเกิดอาการแสบร้อนกลางอกเพราะกรดไหลย้อนได้ง่ายกว่าเดิม

อาหารรสจัด

อาหารรสจัด เป็นเมนูที่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนสักเท่าไหร่ เพราะเวลากินอาหารรสจัดเหล่านี้เข้าไปแล้ว ก็จะยิ่งกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหารให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม รู้แบบนี้แล้วก็ลองเปลี่ยนมากินอาหารแบบไม่ต้องปรุงบ้างก็ดีนะ

ผลไม้ตระกูลซิตรัสและมะเขือเทศ

สำหรับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ไม่ใช่ว่าจะกินผัก ผลไม้ได้ทุกชนิดนะ เพราะผักและผลไม้บางอย่างอาจกระตุ้นให้อาการกรดไหลย้อนมันแย่ลงกว่าเดิมได้อย่าง ผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น ส้ม เกรปฟรุต เลมอน มะนาว สับปะรด ฯลฯ และมะเขือเทศ ก็เป็นผักและผลไม้ที่ควรเลี่ยงด้วยเหมือนกัน เพราะว่ามะเขือเทศและผลไม้ตระกูลซิสตรัสที่มีรสเปรี้ยวจัดเป็นผลไม้ที่มีกรดสูง ถ้ากินเข้าไปเยอะ ๆ อาจยิ่งกระตุ้นให้เกิดกรดในกระเพาะในอาหารมากขึ้น

น้ำอัดลม / โซดา

เครื่องดื่มประเภทโซดา หรือ น้ำอัดลม ถือเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคนี้ แถมใครที่ติดดื่มน้ำอัดลมมาก ๆ ก็อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากดื่มเครื่องดื่มที่มีโซดาหรือน้ำอัดลมเข้าไปเยอะ ๆ ก็จะยิ่งเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้ท้องอืด มีอาการเรอบ่อยและมีกรดไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารได้

ชา / กาแฟ

เราเชื่อว่าต้องมีหลายคนที่ติดชา / กาแฟ ยิ่งช่วงเช้า ๆ ต้องดื่มสักแก้ว เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นตัวและรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แต่ทั้งชา และกาแฟ ก็จัดอยู่ในเมนูเครื่องดื่มที่คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรเลี่ยงให้ห่าง เพราะสารคาเฟอีนที่อยู่ในชาและกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดของหลอดอาหารคลายตัว เลยเปิดทางให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารขึ้นมายังหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล ฯลฯ เรียกง่าย ๆ ว่าเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด ดื่มเข้าไปแล้วจะยิ่งกระตุ้นให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหารมากขึ้น ส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้ง่าย ๆ

แหล่งที่มา : sistacafe.com

8 ผลเสียจากการไม่อาบน้ำหลายวันติดกัน

8 ผลเสียจากการไม่อาบน้ำหลายวันติดกัน

ไม่ว่าอากาศในแต่ละวันจะเป็นอย่างไร จะร้อนหรือหนาว ยังไงการอาบน้ำยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเช่นเดิม เพราะผลเสียจากการไม่อาบน้ำติดต่อกันหลายวัน ไม่ได้ส่งผลให้ร่างกายมีกลิ่นตัวหรือผิวแห้งกร้านเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายผลเสียที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย วันนี้เราได้รวบรวม 8 ผลเสียที่เกิดจากการไม่อาบน้ำหลาวันมาแชร์ให้ทุกคนได้รู้กัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

กลิ่นตัวเหม็น

โดยปกติแล้ว แม้จะอาบน้ำในตอนเช้า แต่ระหว่างวันก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ ดังนั้นหากไม่อาบน้ำหลายวันติดต่อกัน ก็ย่อมทำให้ร่างกายมีเหงื่อไคลเพิ่มและส่งกลิ่นเหม็นที่รุนแรงอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย เนื่องจากในแต่ละวันร่างกายไม่เพียงแต่มีเพียงเหงื่อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และฝุ่นควันที่เผชิญอีกด้วย

ผิวแห้งกร้าน

การที่ผิวหนังเต็มที่ไปด้วยคราบสกปรก รวมทั้งการที่เชื้อโรคและเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ได้ถูกผลัดออกมาจากการไม่อาบน้ำหลายวัน ย่อมส่งผลเสียต่อผิวอย่างหนัก ทำให้ผิวแห้งกร้าน ระคายเคือง และบางรายอาจถึงขั้นเกิดผิวตกสะเก็ดเลยทีเดียว

เกิดเชื้อราบนผิวหนัง

คราบเหงื่อไคลต่าง ๆ ที่สะสมจากการไม่อาบน้ำ ทำให้เกิดเป็นเชื้อราบนผิวหนังในที่สุด รวมทั้งยังก่อให้เกิดกลากเกลื้อนที่บริเวณหน้าอก หลัง ข้อพับ และลามไปถึงอวัยวะเพศได้ นอกจากนี้ผิวที่เกิดเชื้อรายังสร้างกลิ่นตัวเหม็นมากอีกด้วย

เกิดการสะสมของแบคทีเรีย

ตามผิวหนังของคนเราจะมีแบคทีเรียอยู่ ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อผิวหนัง ในส่วนของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์นั้น ช่วยสร้างเกราะป้องกันให้ผิวมีความชุ่มชื้นและสุขภาพดี ส่วนแบคทีเรียที่เกิดจากการไม่อาบน้ำเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันนั้น หากยิ่งเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้เกิดสิ่งสกปรก และมีเชื้อโรคสะสมจนก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับผิวหนังตามมา

ป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

สาเหตุที่การไม่อาบน้ำติดต่อกันหลายวันทำให้ป่วย นั่นเพราะร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นควัน สิ่งสกปรก และเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ บางครั้งสิ่งสกปรกเหล่านั้นอาจเข้าสู่ตา จมูก และปากจากการขยี้หรือหยิบจับอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วงและป่วยไข้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผิวเป็นผลผื่นคัน

เมื่อไม่อาบน้ำหลายวัน แบคทีเรีย เชื้อโรค และสิ่งสกปรกต่าง ๆ จะสะสมอยู่บนผิวหนังเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง และทำให้เกิดผดผื่นคันตามมา เมื่อเผลอเกาก็อาจจะทำให้ผิวเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย

สิวเห่อขึ้น

ผิวหนังที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรีย ไขมัน ฝุ่นละออง รวมทั้งเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เนื่องจากไม่อาบน้ำหลายวัน ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนอุดตันและสิวเห่อขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและแผ่นหลัง

ผมมันและเป็นรังแค

ในส่วนของเส้นผมและหนังศีรษะย่อมได้รับผลเสียจากการไม่อาบน้ำหลายวันติดต่อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ซึ่งผลจากการไม่อาบน้ำจะทำให้เส้นผมมัน ผมเหนียว และเส้นผมพันกัน อีกทั้งยังก่อให้เกิดรังแคอีกด้วย อย่าลืมว่าในทุก ๆ วันต่อมไขมันบนหนังศีรษะจะทำการผลิตน้ำมันออกมา เมื่อไม่อาบน้ำหรือทำความสะอาดศีรษะ ก็ย่อมทำให้สิ่งสกปรกและความมันยิ่งเพิ่มขึ้น

แหล่งที่มา : www.sanook.com

6 วิธีดูแลสุขภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน

6 วิธีดูแลสุขภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน

โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไร บางคนมองจากภายนอกก็ดูแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาสุขภาพ แต่เมื่อได้ไปพบแพทย์ (ปกติไม่ค่อยตรวจสุขภาพ) อาจจะพบกับโรคร้ายที่คาดไม่ถึงก็ได้ ดังนั้น การเสริมสร้างภูมิต้านทานจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ซึ่งวิธีการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายนั้น ส่วนใหญ่เราก็รู้วิธีกันดี วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไม่ต้องกินวิตามิน แค่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เล็กน้อยก็สุขภาพดีได้แล้ว ซึ่งมีดังต่อไปนี้

กินอาหารเช้า

การกินอาหารเช้ามีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะกับสมองที่เป็นศูนย์กลางควบคุมระบบอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย สมองเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานมากที่สุดและฟุ่มเฟือยที่สุดในร่างกาย (เมื่อเทียบกับขนาด) ในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ สมองก็ใช้พลังงานไปถึง 20-25 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมดแล้ว ดังนั้น การกินอาหารเช้า หรือกินให้ครบ 3 มื้อจึงสำคัญ เพื่อให้มีพลังงานไปเลี้ยงสมอง

ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ

กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายประกอบไปด้วยน้ำ อยู่ในเซลล์ต่าง ๆ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่นอกเซลล์ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ อีก 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าหากร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ เซลล์ต่าง ๆ จะเริ่มทำงานผิดปกติ ระบบการทำงานของร่างกายมีปัญหา และส่งผลต่อสุขภาพในที่สุด

อย่างไรก็ตาม น้ำเปล่า เป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดแล้วสำหรับร่างกาย เพราะน้ำเปล่าไม่มีพลังงาน จะดื่มมากแค่ไหนก็ได้ไม่ทำให้อ้วน ดังนั้น ใน 1 วัน เราจึงควรจิบน้ำบ่อย ๆ ให้ได้ปริมาณวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2-3 ลิตร และงดน้ำหวาน ชา กาแฟ มาดื่มน้ำเปล่าแทน

นอนให้เพียงพอ

การนอน เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย ในขณะนอนหลับ ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นฟู ซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ที่มีปัญหา ถ้าเราพักผ่อนน้อย นอนเพียงวันละ 3-4 ชั่วโมงติดต่อกัน ร่างกายจะเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ มีปัญหาเรื่องความทรงจำ ร้ายแรงที่สุดคือสมองไม่ตอบสนอง ก็ทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมและสั่งการร่างกาย มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นั่นจึงแปลว่าร่างกายคนเราต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอและสมดุลทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดี

ออกกำลังกาย

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สร้างภูมิต้านทาน และยังส่งผลดีต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ แต่ท้ายที่สุดไม่ใช่ทุกคนที่จะลุกมาออกกำลังกาย ซึ่งเราควรออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพในทุกด้าน ทั้งความทนทาน ความแข็งแรง การทรงตัว และความยืดหยุ่น

เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการออกกำลังกายแต่ละด้านจะแตกต่างกันไป แต่ไม่ควรหักโหม เพราะการออกกำลังกายที่ได้ผลดี ควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ นานครั้งละประมาณ 30 นาที จึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ผ่อนคลายความเครียด

บางคนเครียดโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเครียด เพราะคิดว่าตนเองยังยิ้มได้ หัวเราะได้ กินได้นอนหลับ แต่แท้จริงแล้วที่ความเครียดแฝงอยู่ ความเครียดที่เกินรับมือส่งผลถึงร่างกาย สัญญาณแรก ๆ คืออาการปวดหัวอย่างรุนแรงต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน หากเครียดสะสมเรื้อรังเป็นเวลานาน จะทำให้มีอาการจิตตก ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าได้

ดังนั้นความเครียดที่มากเกินรับมือทำให้ร่างกายพัง ก็ต้องหาวิธีผ่อนคลายความเครียด ลองออกไปใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยทำ เปลี่ยนบรรยากาศที่หดหู่อยู่ทุกวันบ้าง ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เยอะเลยทีเดียว

ลด ละ เลิก

การเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวเลยสักอย่าง ยิ่งถ้าติดเข้าให้แล้ว มีแต่โรคภัยไข้เจ็บถามหา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ทางอ้อม ซึ่งการติดบุหรี่ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอด และอีกสารพัดมะเร็งได้มากกว่าคนที่ไม่สูบ

การดื่มเหล้าทำมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคพิษสุราเรื้อรัง และอีกสารพัดโรค ได้มากกว่าคนที่ไม่ดื่มเช่นกัน ดังนั้น ถ้าลดได้ละได้ก็จะดีต่อสุขภาพขึ้นทีละนิด หากเลิกขาดไปได้เลย โอกาสที่จะเป็นโรคร้ายเหล่านี้ก็จะลดลงตามไปด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com