สุขภาพ

6 อาหารแหล่งโปรตีนสำคัญที่คนกินมังสวิรัติต้องลิสต์ไว้

6 อาหารแหล่งโปรตีนสำคัญที่คนกินมังสวิรัติต้องลิสต์ไว้

โปรตีนคือสารอาหาราสำคัญของร่างกาย ซึ่งเราจะได้รับสารอาหารชนิดนี้ได้ทั้งจากการกินเนื้อสัตว์และผัก แต่สำหรับคนที่กินมังสวิรัติ ย่อมไม่สามารถรับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ได้ วันนี้เราจึงนำอาหารทั้ง 6 ชนิดที่ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ และเหมาะสำหรับทุกคนที่กินมังสวิรัติอย่างมากมาแชร์กัน

อัลมอนด์

การกินอัลมอนด์ปริมาณ 1 กำมือในแต่ละวัน จะช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทั้งนี้สามารถกินเนยถั่วอัลมอนด์แทนได้เช่นกัน เพราะเนยชนิดนี้ไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นเนยที่มีสารพิษน้อยกว่าเนยถั่วธรรมดาทั่วไปอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำมันจากอัลมอนด์มาปรุงอาหารได้อีกเช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนไม่ต่างไปจากการกินอัลมอนด์หรือเนยถั่วอัลมอนด์เลย

ถั่วเลนทิล

เมื่อกินถั่วเลนทิล 1 ถ้วย จะช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่มากกว่ากินเนื้อวัวปริมาณ 3 ออนซ์ ซึ่งการกินถั่วเลนทิลสามารถกินได้ทั้งแบบดิบ แบบลวก หรือนำมาปรุงเป็นอาหารได้ตามสะดวก ทั้งนี้หากไม่สามารถหาถั่วชนิดนี้ได้ แนะนำให้กินถั่วแดงหรือถั่วดำแทนได้เช่นกัน เพราะถั่วทั้งสองชนิดนี้ก็ให้โปรตีนแก่ร่างกายสูง อีกทั้งยังสามารถกินทุกวัน

ควินัว

ควินัวคือธัญพืชที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แต่ในทางตรงกันข้ามกลับให้โปรตีนแก่ร่างกายสูง โดยเฉลี่ยควินัวปริมาณ 185 กรัม ให้โปรตีนแก่ร่างกายประมาณ 8.14 กรัมเลยทีเดียว ที่สำคัญธัญพืชชนิดนี้ยังสามารถนำเอามาทำเป็นอาหารได้หลากหลายชนิดอีกด้วย

ไข่

ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน และถือเป็นแหล่งโปรตีนที่หากินได้ง่านมาก ๆ แถมยังเอามาทำได้หลากหลายเมนู นอกจากโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ไม่มีส่วนผสมใด ๆ ก็คือเป็นแหล่งโปรตีนด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากใครที่กำลังกินมังสวิรัติแต่ไม่ชอบกินไข่ แนะนำให้หาโยเกิร์ตมากินแทนก็ได้รับโปรตีนสูงไม่แพ้กัน

ผักโขม

ผักโขมเป็นผักที่ให้โปรตีนแก่ร่างกายสูงมาก ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ แนะนำให้นำมาลวกกินทุกวัน ช่วยเพิ่มโปรตีนแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี

เตมเป

เตมเป คือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองแบบพื้นเมืองของอินโดนีเซีย เป็นอาหารที่ได้จากการหมักถั่วเหลืองจนเป็นแท่ง ซึ่งอาหารชนิดนี้อุดมไปด้วยโปรตีน จัดเป็นอีกหนึ่งอาหารที่เหมาะสำหรับคนกินมังสวิรัติอย่างมาก ทั้งนี้เตมเปปริมาณ 1 ถ้วย ให้โปรตีนแก่ร่างกายประมาณ 15 กรัม แถมยังให้สารอาหารประเภทใยอาหารที่สามารถทำให้ย่อยง่ายอีกด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

เสริมสร้างสภาพจิตใจ ด้วย 7 สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูก

เสริมสร้างสภาพจิตใจ ด้วย 7 สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูก

การเสริมสร้างสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งตั้งแต่วัยเด็กจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น โดยพ่อแม่ผู้ปกครองต้องสอน ฝึกฝน และอดทนอย่างมาก เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งและดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติ เด็ก ๆ ที่เติบโตขึ้นมาอยู่ในวัยหนุ่มสาวและประสบความสำเร็จ พวกเขามีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง และมีสิ่งที่พวกเขามักจะทำอยู่เสมอ หากคุณต้องการเสริมสร้างสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งให้กับบุตรหลาน คุณควรสอนอะไรพวกเขาบ้าง วันนี้เรามี 7 สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูกเพื่อเสริมสร้างสภาพจิตใจ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

สอนให้พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง

ไม่ว่าลูกของคุณจะต้องทำงานกับใครในสังคม สอนให้พวกเขารับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ด้วยความสามารถที่ดีที่สุดของตัวเองก็พอ ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครทั้งนั้น เช่น “ฉันทำได้” “ฉันกำลังพยายามอย่างหนักอยู่” “ฉันมั่นใจ” “ฉันจะสนุก” เสียงความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองนี้ จะกลบความรู้สึกเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นมาด้อยค่าด้อยศักยภาพของตัวเด็กเองได้ พวกเขาจะเห็นคุณค่าและนับถือตัวเอง และทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ

สอนให้พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง

การที่คนเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องใช้เวลาสักพักในการปรับตัว อย่างเด็ก ๆ ที่ต้องย้ายโรงเรียน สำหรับเด็กบางคนมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เดี๋ยวเดียวก็ปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ ครูใหม่ โรงเรียนใหม่ได้ แต่กับเด็กอีกหลาย ๆ คน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง พวกเขาอาจกังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่าจะทำให้ชีวิตของพวกเขาแย่ลง คุณต้องสอนให้ลูกของคุณรู้จักกับอารมณ์ของตัวเอง ณ เวลานั้น การเปลี่ยนแปลงทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างไร การรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะบรรเทาความกังวลลงได้

สอนให้พวกเขาพูดปฏิเสธเมื่อถึงคราวจำเป็น

หลายคนมีปัญหาในการปฏิเสธคนอื่นไม่เป็น รวมถึงมีปัญหาในการแสดงความรู้สึกเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ตนเองไม่พอใจ ไม่เต็มใจ แล้วความหนักหนาทั้งหมดก็มารวมไว้อยู่ที่ตัวเอง ฉะนั้น ต้องสอนให้เด็ก ๆ พูดปฏิเสธให้เป็นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ กล้าหาญที่จะพูดว่า “ไม่” จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น แรก ๆ พวกเขาอาจรู้สึกว่ามันยากและอึดอัดที่ต้องพูดปฏิเสธ แต่ถ้าคุณฝึกฝนพวกเขาบ่อย ๆ พวกเขาจะรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น การที่พวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธในสถานการณ์ที่อึดอัดหรือไม่เต็มใจ จะช่วยลดความเครียดจากการผูกมัดจากสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการทำ

สอนให้พวกเขาผิดพลาดเป็น และยอมรับความผิดพลาด

คุณต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กที่ขี้ลืม ก็เป็นไปได้ว่าจะลืมทำการบ้านอยู่บ่อย ๆ หรือการที่มีขนมกรุบกรอบเต็มบ้าน ก็อาจจะห้ามใจเรื่องการกินขนมได้ยาก ดังนั้นเมื่อเขาผิดพลาด ให้เตือนว่าพวกเขาจะแก้ปัญหานั้นอย่างไรจะได้ไม่ผิดซ้ำสอง ถ้ากลัวจะลืมทำการบ้าน ให้พวกหาสมุดมาจดทันทีที่ครูมอบหมายงาน หรือพยายามไม่ซื้อขนมที่ทำลายสุขภาพเข้าบ้าน อย่างน้อยพวกเขาก็หากินได้ยากขึ้น

สอนให้พวกเขารู้จักชื่นชม ยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น

เป็นเรื่องปกติที่เด็ก ๆ จะรู้สึกอิจฉาเมื่อเพื่อนได้ของเล่นชิ้นใหม่เป็นรางวัลที่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่คุณควรรู้ก็คือ ความรู้สึกในแง่ลบที่ลูกของคุณมีต่อเพื่อนคนอื่นนั่นแหละที่ทำร้ายตัวลูกของคุณเอง ในขณะที่เพื่อนของพวกเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย คุณจึงต้องสอนให้พวกเขารู้จักการชื่นชม สนับสนุน และยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น ๆ เมื่อเห็นว่าเขาสำเร็จได้ก็เพราะพยายามทำงานอย่างหนัก เมื่อถึงเวลาของลูกของคุณ พวกเขาก็จะตั้งใจทำเรื่องของตัวเองให้ดีที่สุด โดยไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนคนอื่น

สอนพวกเขาว่าถ้าล้มเหลว ก็แค่ลองอีกครั้ง

นิยามของคำว่าล้มเหลวที่พวกเราเข้าใจกันดีก็คือ มันเป็นความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกอับอาย ผิดหวัง รู้สึกแย่กับตัวเอง แต่ต้องไม่ลืมว่ากว่าจะประสบความสำเร็จ คนทุกคนเคยล้มเหลวกันมาก่อนแล้วทั้งนั้น เช่นเดียวกัน เด็กที่จิตใจเข้มแข็ง พวกเขาจะสนใจว่าจะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นสาเหตุของความล้มเหลวอย่างไร โดยที่ไม่จมอยู่กับความผิดหวัง พวกเขาจะมีกรอบความคิดที่จะเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นประสบการณ์และการเรียนรู้เชิงบวก จะช่วยให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจ หากพวกเขาได้เกรดวิชาภาษาต่ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่เก่งวิทยาศาสตร์

สอนให้พวกเขารู้จักให้กำลังใจตัวเอง

กว่าจะประสบความสำเร็จได้จำเป็นต้องใช้เวลา ซึ่งระหว่างนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกท้อแท้ เหนื่อย อยากพัก สมองจะเริ่มสั่งการให้เราหยุดพยายามแล้วยอมแพ้ ในขณะที่เด็กที่มีสภาพจิตใจเข้มแข็ง พวกเขาจะยังอดทนอย่างมุ่งมั่นต่อไป แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม และเมื่อพวกเขาทำอะไรได้สำเร็จ พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเก่งและแข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก

แหล่งที่มา : www.sanook.com

อาหารที่คนท้องผูกควรกินคู่กัน

อาหารที่คนท้องผูกควรกินคู่กัน

คนไหนบ้างที่ร่างกายสามารถถ่ายคล่องในทุกเช้า ถือเป็นเรื่องดีและน่าอิจฉาเลยทีเดียว แต่สำหรับบางคน นอกจากจะไม่สามารถถ่ายคล่องได้ทุกเช้าแล้ว ยังต้องล่วงเลยไปประมาณ 3-7 วันกว่าจะได้ถ่ายเป็นปกติ และนั่นก็ทำให้เกิดอาการท้องผูกตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ วันนี้เราจึงขอหยิบ 5 สูตรที่ช่วยระบายท้อง จากการจับคู่อาหารที่มีส่วนช่วยแก้อาการท้องผูกมาให้ได้เอาไปใช้เมื่อมีอาการดังกล่าวกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

น้ำมะนาวกับน้ำอุ่น

เมื่อมีอาการท้องผูกหรือถ่ายไม่ออกหลายวัน แนะนำให้บีบมะนาวสดลงไปในน้ำอุ่น แล้วเอามาดื่มกันดูรับรองว่าอีกไม่กี่นาทีก็ทำให้หลายคนต้องอยากเข้าห้องน้ำแน่นอน เนื่องจากมะนาวมีฤทธิ์ที่ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของการขับถ่าย และในส่วนของน้ำอุ่นหรือน้ำเปล่าก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอยู่แล้ว

มะขามเปียกกับน้ำอุ่น

หากใครได้ลองสูตรน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นแล้วยังรู้สึกไม่ค่อยเวิร์ค แนะนำสูตรมะขามเปียกกับน้ำอุ่นกันเลย เพราะสูตรนี้มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ ซึ่งช่วยแก้อาการท้องผูกได้ดี ดังนั้นใครที่มีปัญหาถ่ายไม่ออก ให้เอามะขามเปียกละลายเข้ากับน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มให้หมดทันที รับรองว่าช่วยให้ถ่ายออกได้อย่างแน่นอน

ลูกพรุนกับนมสด

ทราบหรือไม่ว่าการกินลูกพรุนกับนมสดหรือโยเกิร์ต จะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เนื่องจากลูกพรุนมีสรรพคุณช่วยระบายท้อง ดังนั้นเมื่อเอามากินคู่กันกับนมก็จะยิ่งช่วยย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้น

กล้วยน้ำว้ากับนมสด

โดยปกติแล้ว บางคนจะมีอาการปวดท้องถ่ายหลังกินนม ดังนั้นเมื่อนำกล้วยน้ำว้าหั่นผสมลงไปในนมสดหรือโยเกิร์ต จะยิ่งระบายท้องได้ดี เนื่องจากกล้วยน้ำว้ามีสรรพคุณช่วยในการย่อยอาหารและการขับถ่ายนั่นเอง

โยเกิร์ตกับน้ำมะนาว

สูตรนี้เชื่อว่าเป็นสูตรที่ จะต้องหลงรัก เพราะนอกจากจะทำได้ง่ายแล้ว ยังให้รสชาติที่อร่อยอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นสูตรระบายท้องที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่ดีต่อลำไส้ ส่วนมะนาวมีฤทธิ์ที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายซึ่งสามารถแก้อาการท้องผูกได้ดี

นอกจาก 5 สูตรที่ช่วยแก้อาการท้องผูกตามที่เราได้แชร์ไปข้างต้นแล้ว ยังมีสูตรอื่นๆ อีกมากมายที่ให้สามารถเอามาใช้เพื่อเป็นการระบายท้องในช่วงที่มีปัญหาถ่ายไม่ออกได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสูตรเมล็ดเจียกับน้ำเปล่า เม็ดแมงลักกับน้ำเปล่า เมล็ดแฟลกซ์กับโยเกิร์ต หรือแม้แต่การกินซีเรียลข้าวโอ๊ตหรือดื่มน้ำสำรองก็ล้วนช่วยแก้อาการท้องผูกได้เช่นกัน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

นมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่ม

นมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่ม

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การดื่มนมคือสิ่งจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เพราะนมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกอ่อนในทารกได้ ทั้งนี้โดยปกติร่างกายของคนเราจะดูดซึมแคลเซียมครั้งละประมาณ 500 – 600 มิลลิกรัม ในขณะที่ร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการการดูดซึมแคลเซียมในแต่ละวันสูงถึงวันละ 1,000  -1,200 มิลลิกรัมเลยทีเดียว นั่นจึงเห็นได้ชัดเจนว่าแคลเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่ได้จากการดื่มนมนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์มากแค่ไหน ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมเอานมสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ได้เลือกดื่มกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

นมข้าว (Rice Milk)

นมข้าวเป็นนมที่อุดมไปด้วยวิตามินบีสูง ไขมันต่ำ โปรตีนต่ำ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งยังเป็นแหล่งแคลเซียมที่หาได้ยากอีกด้วย นอกจากนี้นมข้าวที่ได้จากข้าวไม่ขัดสีจะมีปริมาณของแคลเซียมอยู่ที่ประมาณ 20 มิลลิกรัมต่อแก้ว ซึ่งเหมาะสำหรับร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อย่างมาก

แต่ในขณะเดียวกันนมข้าวจัดเป็นนมที่ไม่แนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตสูงกว่านมวัวมากถึง 4 เท่านั่นเอง

ขมข้าวโอ๊ต (Oat Milk)

นมข้าวโอ๊ตเป็นนมที่ให้โปรตีนแก่ร่างกายมากกว่านมอัลมอนด์และนมข้าว แต่ให้โปรตีนน้อยกว่านมวัว ปริมาณนมข้าวโอ๊ต 1 แก้วให้แคลเซียมมากถึง 120 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันอาการท้องผูกในระหว่างตั้งครรภ์ ช่วยควบคุมความอยากอาหาร และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี อีกทั้งยังให้สารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี แมงกานีส โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส

นมถั่วเหลือง (Soy Milk)

นมถั่วเหลืองจัดเป็นนมที่ให้ปริมาณโปรตีนเกือบเท่านมวัว อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและแคลเซียม มีไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ดี นอกจากนี้นมถั่วเหลืองประมาณ 1 แก้ว ให้ปริมาณแคลเซียมมากถึง 300 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

นมอัลมอนด์ (Almond Milk)

นมอัลมอนด์จัดเป็นนมที่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้นมถั่วเหลืองและกลูเตน นมอัลมอนด์เป็นนมที่ปราศจากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล อุดมไปด้วยกรดโฟลิก เส้นใยอาหาร วิตามินบี วิตามินอี ธาตุเหล็ก โปรตีน และมีปริมาณแคลอรีต่ำ ที่สำคัญยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเฉลี่ยแล้วนมอัลมอนด์รสออริจินัล 1 แก้วให้ปริมาณแคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 7.5 มิลลิกรัม

นมแพะ (Goat Milk)

นมแพะคือนมที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว และอาจไม่ถูกจริตกับคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนเลยก็ว่าได้ แต่ทราบหรือไม่ว่านมแพะมีปริมาณโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีวิตามินบี2 ที่สูงกว่านมวัว นอกจากนี้นมแพะยังมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย พร้อมทั้งเร่งกระบวนการเผาผลาญและช่วยในการย่อยอาหาร แถมยังมีวิตามินเอที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง ทั้งนี้นมแพะ 1 แก้วให้ปริมาณแคลเซียมมากถึง 283 มิลลิกรัม

นมวัว (Milk)

ในส่วนของนมวัวนั้นจะมีทั้งแบบที่มีไขมันต่ำ แบบที่มีไขมัน 100% และแบบพาสเจอร์ไรส์ ดังนั้นคุณแม่สามารถเลือกดื่มให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายได้ ทั้งนี้นมวัวมีกรดอะมิโนที่ช่วยในการสร้างเซลล์ภายในร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์ มีวิตามินดีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ และช่วยในการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ได้ดี

อีกทั้งยังมีวิตามินอีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และยังมีวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายให้แข็งแรง และช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แหล่งที่มา : www.sanook.coms

8 ไอเดียอาหารที่เหมาะกับหลังวิ่งตอนเช้า

8 ไอเดียอาหารที่เหมาะกับหลังวิ่งตอนเช้า

การวิ่งตอนเช้าถือเป็นการออกกำลังที่หลายคนนิยมกัน ซึ่งหลังจากได้ออกกำลังกายยามเช้าด้วยการวิ่งแล้ว มันก็ต้องหามือ้อเช้ามาทานเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายของตัวเองกันเสียหน่อย โดยในมื้อแรกของวันหลังจากออกำลังกายแบบนี้ควรทานอะไรดีล่ะ วันนี้เรามี 8 ไอเดียอาหารที่เหมาะกับหลังวิ่งตอนเช้ามาฝากทุกคนกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

กรีกโยเกิร์ต

คนเราที่ผ่านการวิ่งมาอย่างหนักมากว่า 45 นาทีขึ้นไปนั้น ร่างกายจำเป็นต้องได้รับโปรตีนด่วน แต่เวลาในมื้อเช้านั้นมีเวาไม่มากเพื่อที่จะทำอาหาร การหยิบกรีกโยเกิร์ตที่อัดแน่นไปด้วยโปรตีนมาทานก็ถือว่าสามารถแก้ขัดไปก่อนได้ หรืออยากได้เส้นใยเพิ่ม เราก็สามารถใส่ผลไม้ผสมไปได้

อัลมอนด์

ถั่วอัลมอนด์นั้นอัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และการทานอัลมอนด์เป็นประจำจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายเราได้อีกต่างหาก ทำให้มันเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เหมาะในการทานยามเช้า นอกจากนี้ยังสามารถนำไปดัดแปลงใส่ลงไปในอาหารชนิดอื่นเพิ่มเพิ่มความน่าทานอีกด้วย

ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยที่ช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน ช่วยลดโอกาสที่เราจะหาของว่างทานระหว่างวัน นอกจากนี้ยังมีโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตจำนวนมากที่ช่วยมอบพลังงานให้กับร่างกายที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการวิ่งของเรา

สลัดผลไม้

ออกกำลังกายมาเหนื่อย ๆ ก็ต้องการน้ำตาลเข้าร่างกันบ้าง แต่การรับของหวาน ๆ เข้ามาในร่างกาย อาจจะทำให้สาว ๆ หลายคนรู้สึกผอดกับตัวเองก็เป็นได้ งั้นก็หันมากินน้ำตาลจากธรรมชาติอย่างสลัดผลไม้ดูสิ สดชื่นไปกับความหอมหวานของผลไม้ชนิดต่าง ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและเส้นใยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ผัก

ตัวเลือกมื้อเช้าของคนที่เป็นมังสวิรัติหลังจากวิ่งเสร็จ เห็นทีคงไม่พ้นพวกผักเขียว ๆ นั่นแหละ เพราะการทานผักสดที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน และเส้นใย ต่างก็เป็นผลดีต่อสุขภาพด้วยกันทั้งนั้น โดยในมื้อเช้าของเราจะอบมันฝรั่งมากินก็ได้ หรือจะทำแซนด์วิชที่อัดแน่นไปด้วยผักหลายชนิดก็ฟังดูเข้าท่า

กล้วย

ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการวิ่งยามเช้าต้องการแหล่งพลังงาน และกล้วยที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต หรืออีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่ร่างกายต้องการ ก็จัดได้ว่าเป็นมื้อเช้าที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด กินสด ๆ หรือจะนำไปดัดแปลงเป็นเครื่องดื่มก็สามารถหทำได้ทั้งนั้น

อกไก่

ใครที่ไม่อยากกินแป้ง ผัก หรือผลไม้ อยากกินอะไรที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านั้นอย่างเช่น พวกเนื้อสัตว์ แต่ถ้ากลัวว่าการกินเนื้อสัตว์จะให้ปริมาณแคลอรีสูงเกินไปอีก ลองเลือกอกไก่มากินกันดูสิ เพราะเนื้อสัตว์ชนิดนี้มีปริมาณแคลอรีต่ำ ดังนั้นในเหล่าบรรดาเนื้อสัตว์ด้วยกัน อกไก่จึงกลายเป็นเนื้อสัตว์ที่ดีต่อสุขภาพของเรา

แซลมอน

เนื้อปลาแซลมอนมีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ ช่วยทำให้ร่างกายของเราฟื้นตัวจากการสูญเสียพลังงานได้อย่างรวดเร็ว แถมยังสามารถปรุงสุกเนื้อปลาชนิดนี้ไว้ก่อน และนำมาอุ่นกินในตอนเช้าหลังวิ่งเสร็จก็ได้อีกด้วย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

ตาใสปิ๊งด้วยผลไม้บำรุงสายตา

ตาใสปิ๊งด้วยผลไม้บำรุงสายตา

อาการตาพล่า ตาล้า อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สายตามากจนเกินไป ซึ่งถ้าในจุด ๆ นี้ ยังพอดูแลได้บ้าง แต่ถ้าเกิดจากอาการป่วย หรือมีภาวะเป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา ควรปรึกษาแพทย์นะ ซึ่งวันนี้เรามีวิธีดี ๆ อีกหนึ่งวิธีมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ซึ่งก็คือการกินผลไม้บำรุงสายตา โดยเราได้รวบรวมมาฝากกันถึง 7 อย่างด้วยกัน จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

ปกติเวลาที่เราซื้ออาหารเสริมบำรุงสายตามากินนั้น หนึ่งในส่วนผสมหลัก ๆ ของเราก็จะมีผลไม้ตระกูลเบอร์รีผสมอยู่ด้วย ซึ่งผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นผลไม้ที่มีแหล่งของวิตามินซีมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นโกจิเบอร์รี ราสเบอร์รี แบล็กเบอร์รี มัลเบอร์รี ทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพมาก ๆ

แถมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยใรการบำรุงสายตาโดยตรง และยังช่วยชะลอวัย ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ที่สำคัญคือ กินแล้วไม่อ้วน ทั้งยังช่วยป้องกันไข้หวัด มะเร็งและโรคต่าง ๆ อีกมากมาย

มะม่วงสุก

มะม่วงสุกเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับสุขภาพตา เจ้าวิตามินเอนี้ จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันความผิดปกติต่าง ๆ เกี่ยวกับดวงตาของเราได้เช่น ตาบอดตอนกลางคืน ต้อกระจก จอประสาทเสื่อม ตาแห้ง และความไม่สบายตาด้วย

ทั้งนี้ยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูผิวได้อีก เพราะเขาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซีซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงผิวให้สดใส เปล่งปลั่ง สุขภาพดีได้ แถมยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ทานง่าย ราคาไม่แพง แถมมีประโยชน์

กีวี

กีวี ผลไม้สีเขียวที่มาพร้อมกับความหวานอมเปรี้ยว กินแล้วสดชื่น รู้มั้ยว่า กีวีเป็นผลไม้ที่มีสารที่ช่วยในเรื่องโรคตาได้เหมือนกัน ซึ่งมีสารลูทีนและซีแซนทีน ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่จะมาช่วยปกป้องสายตา และลดความเสี่ยงการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

ส้ม

ส้ม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เอ และอี ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาทั้งสิ้น ก็จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกได้ ทั้งนี้ส้มยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนมาช่วยในเรื่องของการชะลอวัย พร้อมบำรุงผิวให้สุขภาพดี เปล่งปลั่ง สดใส ไม่แห้งกร้าน

นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินอื่น ๆ อีกมากมายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกเยอะ ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกกินผลไม้อะไรดี ส้มก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ปังมาก

เสาวรส

เสาวรส เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพมาก ๆ ซึ่งเขาเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตาให้เป็นปกติ ทั้งยังช่วยปรับจอภาพและแสงของดวงตาให้ทำงานได้เป็นไปตามปกติอีกด้วย แถมเสาวรสยังอุดมไปด้วยกรดซิตริก น้ำตาล และใยอาหาร ที่มีส่วนช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพและผิวทั้งหมดเลย และยังช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้อีก

มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ค่อนข้างหลากหลาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ที่มีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพอย่างมาก ไม่ว่าจะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ขับปัสสาวะ ทั้งยั้งช่วยรักษาโรคลักปิกลักเปิดได้อีก แถมยังช่วยบำรุงสายตาได้ด้วย

ซึ่งช่วยป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม และลดความเสี่ยงของอาการภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อันเป็นสาเหตุของการเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นผลไม้ชนิดนี้จึงเป็นผลไม้ที่คนท้องผูก หรือคนที่ต้องการบำรุงสายตาพลาดไม่ได้

ลูกพลับ

ลูกพลับมีสารต้านอิสระสำคัญที่ชื่อ ลูทีนและซีแซนทีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทั้งสองชนิด ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา และป้องกันความสูญเสียทางการมองเห็น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารไฟเซตินที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความจำ ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อระบบเส้นประสาทและสมอง รวมถึงมีส่วนช่วยในการป้องกันความเสื่อมสมรรถภาพทางสติปัญญาอีกด้วย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

5 วิธีสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

5 วิธีสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

ไม่ว่าใครต่างก็อยากมีรูปร่างดี สุขภาพแข็งแรงกันทั้งนั้น แต่เมื่อถึงเวลาต้องออกกำลังกายมักทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง แถมส่วนใหญ่ทำได้แค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้นด้วย เพราะไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากลองสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย โดยในวันนี้เราก็ได้มี 5 วิธีในการสร้างจูงใจในการออกำลังกายฝากกัน ซึ่งวิธีเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้

ใส่ชุดออกกำลังกายปลุงพลังในตัว

แค่แต่งตัวด้วยชุดออกกำลังกายก็ช่วยปลุกพลังในตัวคุณได้แล้ว แถมยังเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับคุณได้ด้วย เพราะเมื่อใดที่ชุดพร้อมก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นตัวเองอยู่กลาย ๆ ว่าต้องออกกำลังกาย จะเลือกใส่ชุดสไตล์ไหนก็ไม่สำคัญ แค่คุณใส่ได้พอดีและรู้สึกชอบก็พอแล้ว

เขียนความรู้สึกหลังออกกำลังกาย

ลองเขียนบันทึกให้ได้ทุกครั้งว่าคุณรู้สึกอย่างไรหลังออกกำลังกาย ซึ่งแอปพลิเคชันออกกำลังกายต่าง ๆ สามารถเขียนโน้ตไว้ได้ ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกขี้เกียจขึ้นมา ลองกลับไปเปิดดูสิ่งที่เขียนไว้ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีแรงฮึดออกกำลังกายได้

ออกกำลังกายให้หลากหลาย

พยายามอย่าออกกำลังกายแบบเดิม ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะอาจทำให้คุณรู้สึกเบื่อได้ง่าย ๆ ลองสลับจากการวิ่ง มาเวทเทรนนิ่ง ปั่นจักรยาน หรือโยคะดูบ้าง ซึ่งจะช่วยให้สนุกกับการออกกำลังกายได้มากขึ้น ดีกว่าการยึดติดกับตารางการออกกำลังแบบเดียวเป็นระยะเวลานาน ๆ

ใส่ตารางออกกำลังกายในปฏิทิน

เมื่อคิดจะจริงจังกับการออกกำลังกาย ให้ลองใส่ตารางออกกำลังกายไว้ในปฏิทินมือถือ และตั้งเวลาเตือนเอาไว้ประจำสัปดาห์ เหมือนเวลาจดบันทึกนัดหมายต่าง ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้คุณมีความมุ่งมั่นมากขึ้น และหาข้ออ้างในการเบี้ยวการออกกำลังกายได้ยากขึ้นด้วย

หาแรงบันดาลใจจากคนรอบข้าง

หากคิดจะสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ก็ต้องหาแรงจูงใจจากคนประเภทเดียวกัน เมื่อแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีวินัยในการออกกำลังกาย ก็จะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากทำตาม แต่ถ้าอยู่กับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกายเหมือนกัน ก็มีแต่ทำให้คุณรู้สึกแบบเดียวกันไปด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

เคล็ดลับช่วยในการฝึกซ้อมวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ห้ามพลาด

เคล็ดลับช่วยในการฝึกซ้อมวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ห้ามพลาด

แน่นอนการวิ่งยังคงเป็นเทรนด์รักสุขภาพและการออกกำลังกายที่ยังคงได้รับความนิยมสูงมาก เพราะคนดังหลายคนหันมาให้ความสำคัญกับการวิ่ง และนั่นก็อาจเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดนักวิ่งมือใหม่มากขึ้นดังนั้นเราจึงขอเอาเคล็ดลับที่ใช้ในการฝึกซ้อมวิ่งสำหรับนักวิ่งมือใหม่มาแชร์ให้ได้ลองไปปรับใช้ดู เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการวิ่งอย่างมากเลยทีเดียว

ตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน

ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่ง เราควรตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก วิ่งเพื่อทำลายสถิติที่ตัวเองวางไว้ หรือวิ่งด้วยเป้าหมายใด ๆ ก็ตาม เพราะวิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจในการวิ่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถวิ่งได้บรรลุตามเป้าหมายอีกด้วย

พักผ่อนในแต่ละวันให้เพียงพอ

การออกกำลังกายด้วยวิธีใดหรือด้วยเป้าหมายใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพออย่างน้อยในแต่ละวันร่างกายควรพักผ่อนให้ได้ประมาณ 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ไม่ควรพักน้อยกว่า 4 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมในขณะที่กำลังวิ่งได้

ให้ความสำคัญกับการวอร์มร่างกาย

การวอร์มร่างกายทั้งก่อนและหลังวิ่งคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดเพราะถือเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นการเพิ่มอุณหภูมิของกล้ามเนื้อส่งสัญญาณเตือนระบบกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นและข้อต่อ และช่วยเตรียมสภาพจิตใจเพื่อให้ปล่อยวางความเครียดต่าง ๆ ก่อนวิ่งได้นั่นเอง

ฝึกซ้อมในระยะทางและเวลาที่เหมาะสม

ในช่วงแรกของการฝึกซ้อมวิ่งนั้น ในสัปดาห์แรกควรเริ่มจากการวิ่งสลับกับการเดินอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 – 15 นาที จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มเวลาในการวิ่งให้นานขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มระยะทางในการวิ่ง แนะนำให้พยายามเลือกสถานที่ที่ชอบและหาเพื่อนวิ่งด้วยจะดีมาก เพราะจะช่วยให้สนุกกับการวิ่งและสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

ใช้เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับการวิ่ง

เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับใส่ในการวิ่งนั้นคือ กางเกงรัดกล้ามเนื้อและสปอร์ตบรา ซึ่งควรเลือกใช้สปอร์ตบราที่มีความกระชับ จะช่วยซัพพอร์ตในส่วนของหน้าอกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการกระแทกได้ ในส่วนของกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นจะช่วยลดการสั่นตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยลดอาการบาดเจ็บหรือตะคริวได้ดี

ใช้รองเท้าที่เหมาะกับเท้าของตัวเอง

ในส่วนของรองเท้าที่ใช้ในการวิ่งนั้น ควรเป็นรองเท้าที่ใช้สำหรับวิ่งโดยเฉพาะ และควรเลือกคู่ที่เหมาะกับหน้าเท้าของตัวเองด้วย จะส่งผลดีต่อสุขภาพเท้าและลดอาการบาดเจ็บในขณะวิ่งได้ ไม่แนะนำให้ใช้รองเท้าผ้าใบแฟชั่นหรือรองเท้าที่คับจนเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่อเท้าได้ง่ายมาก

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวัน

ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวัน

สาว ๆ คนไหนที่มีความตั้งใจที่จะออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมัน แต่มีอุปสรรคทางด้านร่างกาย อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับอาการเหนื่อยง่ายหรือเหนื่อยหอบ แนะนำให้ลองใช้วิธีการเดินเล่นประมาณ 10 นาที จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่แพ้การออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ เลย วันนี้เราจึงรวบรวม 10 ข้อดีที่ได้จากการเดินเล่น 10 นาทีต่อวันมาแบ่งปันให้สาว ๆ ได้อ่านกันค่ะ รับรองว่าได้มากกว่าการเบิร์นไขมันอย่างแน่นอน

ช่วยลดน้ำหนัก

การเดินแม้จะดูเป็นการออกกำลังกายที่เหมือนไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย แต่ความจริงคือช่วยเบิร์นไขมันมากถึง 50 กิโลแคลอรีต่อการเดิน 10 นาทีเลยทีเดียว จึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้ดีมาก

เลือดไหลเวียนดี

การเดินส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการขยายและหดตัว จึงช่วยให้เลือดเกิดการไหลเวียนได้ดี ที่สำคัญเมื่อเลือดไหลเวียนดีก็จะทำให้ผิวพรรณแลดูเปล่งปลั่งสดใสยิ่งขึ้น

ป้องกันการเกิดโรคภัยต่าง ๆ

การเดินมีส่วนช่วยป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ได้มากมายเช่น โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคกระดูกพรุน

ชะลอความเสื่อมของร่างกาย

สำหรับใครที่ต้องการยืดระยะเวลาของความเป็นหนุ่มสาวไว้นาน ๆ ขอบอกเลยว่าการเดินมีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุยืนขึ้น

นอนหลับง่าย

สาว ๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับยาก แนะนำให้ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในช่วงเย็นไปกับการเดินเล่น จะส่งผลให้นอนหลับได้ง่ายในช่วงกลางคืน เพราะการเดินช่วยให้จิตใจสงบและเหนื่อยล้า จึงทำให้นอนหลับได้ตั้งแต่หัวค่ำ

ลดความเครียด

การเดินมีส่วนกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารเอ็นโดฟิน ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกดี และบรรเทาความเครียดลงได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิและทำให้มีสติได้ดีอีกด้วย

พัฒนาการทำงานทำงานของสมองและระบบประสาท

การเดินมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร Brain-derived neurotropic factor หรือสารกระตุ้นเซลล์สมอง ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงและรักษาเซลล์สมองที่มีอยู่ให้แข็งแรง พร้อมทั้งทำให้เกิดการแตกสาขาของเซลล์ประสาทในสมองขึ้นมาใหม่อีกด้วย ซึ่งในทางการแพทย์เชื่อว่า สารชนิดนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้และการจดจำ

บำรุงหัวใจ

การเดินมีส่วนช่วยบำรุงหัวใจของคนเราให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยลดความดันโลหิต ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด และลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคหัวใจนั่นเอง

บำรุงกระดูก

เนื่องจากการเดินเป็นรูปแบบการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน ทำให้ร่างกายสามารถใช้กล้ามเนื้อและกระดูกได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า จึงลดโอกาสที่กระดูกจะเสื่อมสภาพได้ อีกทั้งการเดินทุกวันจะช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นและแข็งแรงยิ่งขึ้น

แก่อาการท้องผูก

การเดินมีส่วนช่วยปรับระบบการย่อยอาหารและระบบขับถ่ายให้ไปในคราวเดียวกัน ดังนั้นสาว ๆ ที่มักมีปัญหาเกี่ยวกับท้องผูกหรือถ่ายยากบ่อย ๆ แนะนำให้เดินวันละ 10 นาทีจะช่วยแก้อาการดังกล่าวได้

รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ คงจะไม่มีข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกายอีกต่อไปแล้ว เพราะการเดินก็จัดเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างมาก ดังนั้นอย่าลืมหันมาให้ความสำคัญกับการเดินให้มาก ๆ อย่างน้อยแต่ละวันใช้เวลาเดินออกกำลังกายประมาณ 10 นาทีก็ช่วยเบิร์นไขมันได้อย่างมากมาย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ทำ IF วิธีน้ำหนักไม่ลดแถมเสี่ยงโรค

ทำ IF วิธีน้ำหนักไม่ลดแถมเสี่ยงโรค

ถ้าให้พูดถึงการลดน้ำหนัก หนึ่งในวิธีที่นิยมทำกันก็คือ การทำ IF ซึ่งการทำ IF นั้นเป็นการลดน้ำหนักของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีวิธีการในการทำ ไม่ใช่ทำแบบมั่ว ๆ เพราะถ้าหากทำไปมั่ว ๆ การทำ IF ของเราอาจจะสูญเปล่าได้ ลดหนักที่เราวาดฝันเอาไว้ว่าจะลดก็กลับไม่ได้ลดอยากที่คิด แถมยังเสี่ยงเกิดโรคได้อีกด้วย ดังนั้นเราควรทำ IF ให้ถูกวิธี ถ้าพร้อมแล้วก็ได้ดูกันเลย

IF คืออะไร

Intermittent Fasting หรือ IF เป็นวิธีลดน้ำหนักที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ เพราะเป็นการเริ่มต้นควบคุมอาหารอย่างง่าย ๆ โดยการควบคุมแคลอรีและจำกัดเวลาในการรับประทานอาหาร โดยมีหลากหลายวิธีในการปฏิบัติ แต่วิธีที่ได้รับความนิยมก็คือจำกัดเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง และงดมื้ออาหาร 16 ชั่วโมง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ เราสามารถรับประทานอาหารได้เวลา 6.00 – 14.00 น. โดยหลังจาก 14.00 น. เป็นช่วงงดอาหาร ดื่มได้เพียงแต่น้ำเปล่า หรือกาแฟ ชา ที่ไม่ใส่น้ำตาล (งดเว้นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ในช่วงงดมื้ออาหาร เพราะจะกระตุ้นให้เกิดความหิวและอยากน้ำตาลได้)

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ หากทำ IF ไม่ถูกวิธี

  • อดอาหารมากเกินไปจนเสี่ยงขาดสารอาหาร
  • รับประทานอาหารมากเกินไป เพราะต้องรีบกินก่อนถึงช่วงเวลางดมื้ออาหาร
  • เลือกเวลาในการกิน และงดการกินผิดเวลา อาจเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับลำไส้
  • นอนดึก ในคนกลุ่มที่เข้านอนดึกมีความเสี่ยงในความอ้วนง่ายอยู่แล้ว เนื่องจากระบบฮอร์โมนที่ซ่อมแซมร่างกาย และระบบความอิ่มในร่างกายจะรวนทำให้คนนอนดึกไม่สามารถงดมื้ออาหารได้ต้องกินอาหารหวาน และนำไปสู่ความอ้วน
  • ไม่ออกกำลังกาย เนื่องจากในการลดความอ้วนไม่ใช่แค่การควบคุมแคลอรี แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบการเผาผลาญที่ถาวรขึ้นด้วย ในส่วนนี้คือการสร้างกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการโยโย่ขึ้นภายหลัง
  • ยังติดหวาน หากทำ IF แล้วยังติดกินอาหารหรือขนมหวาน ๆ อยู่ อาจเสี่ยงติดหวาน ซึ่งเมื่อทำการงดมื้ออาหารจะทำให้เกิดอาการโหยน้ำตาล และอาจทำให้กินของหวาน ๆ มากกว่าเดิม

ประโยชน์ของ IF

  • อนุมูลอิสระในร่างกายลดลง
  • การอักเสบซ่อนเร้นในร่างกายลดลง
  • ชะลอวัย อ่อนเยาว์ขึ้น เป็นผลมาจากอนุมูลอิสระ และการอักเสบในร่างกายลดลง
  • ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีมากยิ่งขึ้น (ถ้าร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาจเสี่ยงโรคเบาหวาน)
  • ช่วยทำให้ยีนส์ที่ดีบางตัวแสดงออกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ทำให้เราฉลาดขึ้น ความจำดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

ทำ IF อย่างไรให้ถูกวิธี

  • ตั้งระยะเวลาในการกิน และงดมื้ออาหาร ให้เป็นไปตามนาฬิกาชีวิต กล่าวคือ หากเลือกสูตรกิน 8 ชม. งดมื้ออาหาร 16 ชม. ไม่ควรเลือกช่วงเวลากินอาหารตอนดึก ๆ ควรเลือกกินอาหาร 8 ชม. ในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตปกติ เช่น ตอนเช้า บ่าย เย็น
  • ในช่วงที่กินอาหารได้ ควรกินอาหารให้เพียงพอ แต่เน้นอาหารคลีน โปรตีนสูง ไขมันต่ำ ผักผลไม้ต่าง ๆ ให้สารอาหารครบถ้วน รวมถึงคาร์โบไฮเดรตที่ยังต้องกินอยู่ แต่เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต แทนคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว และลดของหวานต่าง ๆ
  • ไม่ลดปริมาณอาหารลงจนมากเกินไปจนกลายเป็นการอดอาหารทั้งตอนที่กินอาหารได้ และช่วงที่ตั้งใจงดมื้ออาหาร
  • ช่วงงดมื้ออาหาร ยังสามารถรับประทานอาหารที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำมาก ๆ ได้เช่น น้ำเปล่า หรือกาแฟดำ แต่ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม วันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 – 5 ครั้ง

แหล่งที่มา : www.sanook.com