สุขภาพ

โรค Fibromyalgia กับ 9 อาการที่ต้องระวัง

โรค Fibromyalgia กับ 9 อาการที่ต้องระวัง

โรค Fibromyalgia เป็นโรคใหม่ที่มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันกับคนในวันเรียนและทำงานแต่มีแนวโน้มไปทางคนทำงานเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญคือโรคนี้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย แต่เน้นไปที่คนที่มีภาวะเครียดสูงตลอดเวลา ทำงานหนักและพักผ่อนน้อย

โดยโรคนี้จะเป็นภาวะความเจ็บปวดที่ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเช่น ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, ไวต่อความรู้สึกและความอ่อนเพลีย ซึ่งอาจจะเกิดแค่อาการเดียวต่อวันหรือเกิดขึ้นได้ทุกอาการร่วมกันในวันเดียวก็ได้ ถึงโรคนี้จะไม่ถึงขั้นเสียชีวิตแต่เป็นโรคที่ทำให้รู้สึกรำคาญใจไม่น้อย ที่สำคัญโรคนี้ผู้หญิงนั้นมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายนะ โดยวันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับอาการของโรคนี้กันถ้าพร้อมแล้วกันไปดูกันเลย

กลุ่มกล้ามเนื้อและร่างกาย

  • เจ็บกล้ามเนื้อ เจ็บไปทั่วร่างกายโดยเฉพาะบริเวณหลังและคอ
  • กล้ามเนื้อกระตุกและมีอาการเหน็บชาในบางส่วนบ่อยครั้ง รวมถึงการเป็นตะคริวที่ขาในช่วงเช้า
  • กล้ามเนื้อต่าง ๆ เกิดอาการบวมแบบไร้สาเหตุ
  • เมื่อให้มือสัมผัสส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็รู้สึกถึงอาการเจ็บแบบแปล๊บ ๆ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบกะทันหัน
  • ปวดกล้ามเนื้อหนักจนทำให้เกิดปัญหาการทรงตัว

กลุ่มปัญหาการนอนหลับ

  • นอนไม่หลับติดต่อกัน 1 – 2 คืน หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน
  • นอนกัดฟัน เคี้ยวฟันแบบไม่รู้ตัว
  • มีอาการ Hypnic หรือกระตุกระหว่างหลับ จนทำให้สะดุ้งตื่นและนอนไม่หลับอีกเลย
  • รู้สึกเมื่อยล้ามากจนส่งผลให้นอนไม่หลับ

กลุ่มอาการภูมิแพ้

  • มีอาการคันและเกิดผื่นจำนวนมากบนผิวหนัง
  • มีอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก น้ำมูกไหล หูอื้อและจามอยู่ตลอดเวลา
  • หายใจถี่ หายใจหอบแบบกะทันหัน และรู้สึกเหนื่อยมากผิดปกติ
  • สั่งน้ำมูกหรือขากเสลดออกมาเป็นสีเขียวเข้ม

กลุ่มปัญหาทางเดินอาหาร

  • ท้องอืด ท้องเดิน มีลมในกระเพราะอาหารปริมาณมาก
  • ปวดท้องจะถ่าย แต่เข้าห้องน้ำแล้วไม่ถ่ายหรือถ่ายน้อย
  • ท้องเสียบ่อย หรือเมื่อทานเสร็จไม่นานก็รู้สึกอยากถ่ายทันที
  • ปัสสาวะบ่อยทั้งที่ดื่มน้ำไม่มาก
  • มีอาการลำไส้แปรปรวน

กลุ่มอาการทางประสาท

  • มีความไวต่อแสง กลิ่น และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่มากกว่าคนทั่วไป จึงทำให้เป็นไมเกรนบ่อย
  • ตาบอดในที่แสงน้อย
  • การประสานงานของสมองไม่สมดุล ทำให้เกิดปัญหากับการทรงตัวและคิดไม่ทันคนปกติ
  • เริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ลิ้นแข็ง
  • อาจคุมคามไปสู่โรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้

กลุ่มปัญหาโรคภัย

  • มีอาการโรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ, หัวใจรั่ว
  • มีอาการอ่อนเพลียทุกวัน ทั้งที่นอนนานหรือไม่ได้ทำงานก็ยังอ่อนเพลีย
  • ปัสสาวะบ่อย อยากของหวาน น้ำตาลในเลือดสูง

กลุ่มปัญหาภายนอกร่างกาย

  • ผิวหยาบกร้านลงทั้งที่บำรุงสารพัด
  • เกิดสิวจำนวนมาก
  • ผมร่วงแบบเห็นได้ชัด
  • เกิดรอยช้ำเขียวแบบไม่รู้สาเหตุ
  • เป็นแผลง่าย เลือดออกง่ายแต่หยุดยาก

กลุ่มปัญหาอาการทางจิต

  • อารมณ์แปรปรวนง่าย
  • มีความกังวลใจทุกเรื่อง วิตกจริตตลอดเวลา
  • อารมณ์เกี้ยวกราด โกรธง่ายและอาจจะทะเลาะกับคนข้างได้ง่าย

กลุ่มอาการของผู้หญิง

  • ปวดประจำเดือนทุกครั้งที่เป็น มีประจำเดือนมากผิดปกติ
  • พยายามลดน้ำหนักเท่าไหร่ก็ไม่ลง
  • เหงื่อออกช่วงตอนกลางคืน ทั้งที่นอนในห้องแอร์
  • อยากอาหารหนักมาก

เป็นอย่างไรกันบ้างสาว ๆ มีอาการดังกล่าวบ้างไหมเอ่ย ถ้าตรวจดูแล้วมีอาการอยู่ในเกือบทุกกลุ่มควรเข้าปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อไม่นำไปสู่โรคร้ายที่น่ากลัว แต่ถ้าสาว ๆ ไม่มีอาการมากนั้นวิธีป้องกันตัวเองก็คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นการเสริมแมกนีเซียม, วิตามินบี 12 และวิตามินดีให้มาก ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอด้วยโยคะจะเหมาะที่สุด พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความตึงเครียด ใช้ชีวิตให้สนุกขึ้นนั่นเอง

ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

อยู่อย่างไรให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง สุขภาพดี

New Normal ด้านสุขภาพหลัง COVID-19

การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ กับโลกทั้งใบอย่างชัดเจน ผู้คนจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจรักษาสุขภาพ และเริ่มใส่ใจกับปัญหาสุขภาพของตัวเองมากยิ่งขึ้น  ความปกติแบบใหม่ ( New Normal) หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อเรายังต้องอยู่กับ COVID-19 ไปจนกว่าจะมีค้นพบยาหรือวัคซีนป้องกันสำเร็จ    เราจะให้ความใส่ใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

  1. Good Health : เราให้ความสำคัญกับสุขอนามัยมากขึ้น

เราเรียนรู้และปรับพฤติกรรมเพื่อสู้กับเชื้อโรคมากกว่าที่ผ่านมา เราหันมาใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้านหรืออยู่ในที่ชุมชน รวมทั้งเราล้างมือกันบ่อยขึ้น หลายคนพกเจลแอลกอฮอลล์ติดตัวเสมอ ระมัดระวังการจับ สัมผัสสิ่งต่างๆ เมื่ออยู่ในที่สาธารณะกันอย่างจริงจัง  และเกิด Proactive Healthcare Platform แพลทฟอร์มการดูแลสุขภาพและการป้องกันความเจ็บป่วยนั้นมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โครงสร้างพื้นฐานของเมือง อาคาร บ้านจะต้องมีบริการและแพลตฟอร์มสุขภาพและสุขภาพจิตเป็นบริการพื้นฐาน

  1. Physical Distancing : เราคำนึงถึงการเว้นระยะห่างทางกายภาพ

เราพบว่าโรคติดต่อจำนวนไม่น้อย รวมถึงไวรัส COVID-19 ติดต่อถึงกันผ่านการจับมือ สัมผัส ถูกเนื้อต้องตัวกัน หรือแม้แต่การยืนพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ที่อาจมีละอองน้ำลาย หรือสารคัดหลั่งกระเด็นออกมาโดนร่างกายของเราได้ และนำมือนั้นไปเช็ด ขยี้ ลูบดวงตา จมูกหรือปาก หากละอองน้ำลายหรือสารคัดหลั่งมีเชื้อโรคปะปนอยู่ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย

เมื่อได้รับรู้ถึงช่องทางหรือความเสี่ยงที่จะรับเชื้อ ทำให้เราเริ่มหาทางป้องกันการรับเชื้อด้วยตัวเอง เช่น เราจะเริ่มขยับตัวถอยห่าง เมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้าใกล้ตัวเรา หรือหากมีใครสักคนในบริเวณนั้น ไอ จาม เราจะระมัดระวังตัวมากขึ้น รวมไปถึงมาตรการป้องกันตัวเองที่ภาครัฐออกมา อย่างเช่น การเว้นระยะห่างทางกายภาพกับบุคคลอื่น (Physical distancing) มีการงดเว้นสัมผัสใกล้ชิดกัน การจัดที่นั่งในที่ทำงานที่มีระยะห่างระหว่างพนักงาน การลดจำนวนคนโดยสารลิฟต์ ฯลฯ

  1. Privacy : เราต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างของไวรัส COVID-19 ทำให้หลายคนเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัยหากต้องออกมาอยู่ในที่สาธารณะ หรือคนพลุกพล่าน ทำให้มองหาพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น การเว้นระยะห่างทางกายภาพ (Physical Distancing) หรือการงดเว้นการร่วมกลุ่ม รวมตัวกัน การรณรงค์อยู่บ้านเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อ จึงกลายเป็นกฎข้อบังคับสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส ถึงแม้ว่ามาตรการนี้ก็จำกัดการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันไป

แต่ในขณะที่เราถูกจำกัดการทำกิจกรรมบางอย่าง เราก็ได้รับสิทธิ์ให้ทำบางอย่างมากขึ้นนั้นคือ การได้พื้นที่ส่วนตัวกลับคืนมา ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากขึ้น ได้เวลาส่วนตัวคืนมามากขึ้น

 

  1. Immunity : เราตระหนักได้ว่าการมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงเป็นสิ่งจำเป็น

ภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราเปรียบเหมือนกองกำลังที่คอยปกป้อง ดูแล คุ้มครองร่างกายไม่ให้เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามารุกรานได้ กองกำลังของเราจะจัดการเชื้อโรคได้นั้น ต้องทำให้กองกำลังของเราแข็งแรงเสียก่อน

 

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.bangkokbiznews.com

ข้อควรระวัง!! หลังห้างสรรพสินค้ากลับมาเปิด จากมาตรการผ่อนคลายล็อคดาวน์โควิด-19

ตอนนี้หลายเมืองในประเทศต่างๆ เริ่มผ่อนปรนมาตรการล็อคดาวน์ ด้วยการเปิดห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงภาพยนตร์ ให้คนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ยังไม่ลดลงสร้างความกังวลว่าการคลายมาตรการล็อคดาวน์ จะทำให้การระบาดของโรคโควิด-19 มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะในสถานที่สาธารณะหลายแห่งที่จำเป็นต้องใช้ระบบปรับอากาศ

ก่อนหน้านี้ที่เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน มีการรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการนั่งทานอาหารในร้านเดียวกันกับผู้ติดเชื้อคนอื่น เพราะระบบปรับอากาศพัดเอาลมที่มีละอองสารคัดหลั่งเล็กๆ ของผู้ป่วยไปทั่วบริเวณร้านอาหาร ซึ่งความจริงแล้วการแพร่กระจายของโรคผ่านระบบปรับอากาศไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะเมื่อปี 2003 ที่โรคซารส์ระบาดอย่างรุนแรง ก็พบว่าโรคซารส์สามารถกระจายผ่านระบบปรับอากาศ และท่อน้ำในโรงแรมได้เช่นกัน

เมื่อปี 2019 เคยมีการศึกษาพบว่า การระบายอากาศในอาคารด้วยระดับที่เหมาะสม จะช่วยป้องกันการติดโรคไข้หวัดใหญ่ได้ดี 50-60% เทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค เพราะการระบายอากาศที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดโรคจากการสูดละอองสารคัดหลั่งที่กระจายไปทั่วห้องในเวลานาน ดังนั้นการเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศภายในห้อง จึงเป็นการลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะกระจายออกไปได้ดีที่สุด

ประเทศไทย อาทิตย์หน้าก็จะก้าวเข้าสู่ มาตราการผ่อนคลายล็อคดาวน์ โควิด-19 ระยะที่สอง  ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง  สำหรับห้างที่ปิดมานาน ถ้าเป็นห้างที่มีการเตรียมการปิดล่วงหน้า เขาจะมีการไล่ความชื้นออกจากระบบแอร์ก่อน ปัญหาจะน้อย แต่ถ้าไม่ทันตั้งตัว ปิดทันทีเลย ความชื้นทั้งในตัวชุดคอยล์เย็น ท่อลมและหัวจ่ายต่าง ๆ รวมทั้ง สิ่งของต่าง ๆ ในห้าง จะยังสะสมอยู่ ประกอบกับ สารอาหารต่างๆ ที่ล่องลอยในอากาศ จะไปสะสมเพิ่มเป็นอาหารให้เชื้อต่าง ๆ เจริญเติบโต พอเปิดห้าง  ลมจะเป่าเชื้อที่อยู่ในแผงคอยล์และท่อลมออกมารวม ทั้งที่อยู่ตามสิ่งของ ฟุ้งกระจายออกมาทั่วห้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเปิดห้างชั่วโมงแรก เพราะช่วงแรก ๆ แผงคอยล์เย็นจะแห้ง เชื้อราจะฟุ้งออกมามาก ซึ่งคงจะต้องอาศัยปอดคนจำนวนมากมาช่วยดูดซับออก

ถ้าจำเป็นต้องเข้าห้างหลังโควิด-19  ขอแนะนำว่าควรไปหลังจากเปิดห้างสัก 1 วัน เพื่อให้เวลาแผงคอยล์เย็นแอร์ทำหน้าที่กรองฝุ่นและชะโลมสปอร์เชื้อราให้เปียกและได้ลดเชื้อราในอากาศลงได้บ้าง  และที่สำคัญเราห้ามละเลยมาตรการป้องกันตัวเองไม่ว่าจะเป็น Physical Distancing (การเว้นระยะห่างทางกายภาพ)  การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การล้างมือบ่อยๆ อย่างถูกวิธี

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

www.kovic.co.th

รวมอาหารทานก่อนนอนแล้วหน้าบวม

รวมอาหารทานก่อนนอนแล้วหน้าบวม

สาว ๆ เคยสังเกตกันหรือไม่ว่า ทำไมหน้าของเรานั้นถึงบวมขึ้นในตอนเช้า ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาการเหล่านี้มีได้หลายสาเหตุมาก แต่สาเหตุหนึ่งที่เรามาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ อาหารที่เราทานก่อนนอนนั้นเอง ใครจะไปคิดล่ะว่าอาหารบางอย่างถ้าเราทานก่อนจะนอนนั้น มันจะส่งผลให้หน้าบวมในตอนเช้าได้ โดยในวันนี้เราจะพาสาว ๆ ไปดูกันว่าอาหารอะไรบ้างที่ทานตอนก่อนนอนแล้วหน้าบวมในตอนเช้า ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

อาหารคู่บ้านคู่เมืองของคนไทย ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีติดบ้านเอาไว้ แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนี่ยแหละที่ทำให้เราหน้าบวมได้ในตอนเช้า เพราะในเส้นรวมถึงเครื่องปรุงที่เราใส่ลงไปนั้น มีโซเดียมในปริมาณสูง  ซึ่งพอเราทานจนอิ่มแล้วนอนต่อทันที จะทำให้เกลือเหล่านั้นไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ เลยส่งผลให้ใบหน้าของเราดูบวมขึ้น

ขนมขบเคี้ยว

เจ้าพวกขนมขบเขี้ยวต่าง ๆ ที่มีรสหวาน ๆ เค็ม ๆ รสชาติถูกปากนั้น ถ้าหากทานเข้าไปมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน ก็สามารถทำให้หน้าของเรานั้นบวมได้ เพราะว่าในขนมขบเคี้ยวทั้งหลายเหล่านั้นก็มีส่วนประกอบของเกลือและโซเดียมสูงไม่แพ้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเลย อีกทั้งพอทานเข้าไปเยอะ ๆ ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำเอาไว้มากกว่าปกติ เป็นเหตุให้ตัวบวม หน้าบวมได้ง่าย

อาหารฟาสต์ฟู้ด

หนึ่งในอาหารสุดโปรดปราดของใครหลายคน ก็คงหนีไม่พ้นอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งเราจะต้องขอเตือนเอาไว้ตรงนี้เลยว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้ ขนาดทานตอนกลางวันยังทำให้อ้วน น้ำหนักขึ้นได้ง่าย ๆ แล้วไหนจะมีส่วนประกอบของน้ำมัน ทั้งเกลือ ทั้งโซเดียมในปริมาณมาก ซึ่งถ้าทานก่อนนอนล่ะก็ หน้าไม่บวมก็แปลกแล้ว

อาหารสำเร็จรูป / อาหารแช่แข็ง

สาว ๆ ที่มักจะขี้เกียจทำอาหารนั้น อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแช่แข็งจะตอบโจทย์ความต้องการอย่างมาก แต่ต้องแลกกับสุขภาพแย่ ๆ กันนะ เพราะเมนูเหล่านี้พอผ่านการแช่แข็งแล้วถูกนำมาเวฟ ทำให้สูญเสียวิตามินและคุณค่าทางอาหารออกไปได้ ที่สำคัญเมนูอาหารสำเร็จรูปแต่ละอย่าง มักมาพร้อมกับโซเดียมในปริมาณที่สูงกว่าอาหารปรุงสดทั่วไป ถ้าทานมากเกินไปอาจจะไม่แค่หน้านะที่บวม

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ไม่ว่าจะเป็น เบียร์, ไวน์, เหล้าหรือคอกเทล ถ้าดื่มเยอะ ๆ ก็มีแต่จะทำให้สุขภาพของตัวเองแย่ลงเท่านั้น นอกจากนี้การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเกือบทุกคืนยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวของเราขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวต้องดึงน้ำขึ้นมากักเก็บไว้ จนหน้าให้บวมในตอนเช้านั่นเอง ดังนั้น ลด ละ เลิกได้ก็ดีนะ

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com

 

เผาผลาญไขมัน สลายพุงด้วยเครื่องดื่ม

เผาผลาญไขมัน สลายพุงด้วยเครื่องดื่ม

สาว ๆ ทุกคนล้วนต้องการที่จะมีหน้าท้องที่แบนราบ เพราะว่าใส่เสื้อผ้าอะไรก็ตามจะได้ดูดี ดูรูปร่างผอมเพรียว แต่ในความจริงก็มีสาว ๆ จำนวนไม่น้อยเลยที่มีปัญหากับ “เจ้าพุงน้อย ๆ” ที่คอยกวนใจสาว ๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วเจ้าพุงนั้นเกิดมาจากไหนล่ะ พุงเกิดมาจากไขมันที่สะสมจากการทานแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งสาว ๆ ก็อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะเรามีวิธีลดพุงสลายไขมันมาฝากกัน เพียงแค่ดื่มเครื่องดื่มเท่านั้น โดยเครื่องดื่มเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้

ชาเขียวร้อน

อย่างที่รู้กันดีว่า ชาเขียวนั้นมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งชาเขียวจะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำหนักของเราเพิ่มมากขึ้น เร่งการเผาผลาญอาหารและช่วยลดน้ำหนักได้ ดังนั้นชาเขียวจึงเป็นเครื่องดื่มชั้นยอดที่อยากแนะนำให้ดื่ม แต่ถ้าหากอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแนะนำว่าให้ดื่มชาเขียวที่ชงเอง และไม่ควรใส่น้ำตาลเพิ่มด้วย เพราะนอกจากจะไม่ผอมลงแล้วนั้นอาจจะทำให้อ้วนมากกว่าเดิมก็ได้

น้ำสตรอว์เบอร์รี่กับมะนาว

เครื่องดื่มที่สามารถช่วยลดพุง ลดไขมันแถมยังช่วยเรื่องผิวพรรณได้นั้นก็คงหนีไม่พ้น น้ำสตรอว์เบอร์รี่กับมะนาว เพราะในสตรอว์เบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก วิธีการทำคือนำสตรอว์เบอร์รี่และสมุนไพรเช่นสะระแหน่ผสมกับน้ำมะนาวและเทน้ำสะอาดลงไป หมักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที โดยสตรอว์เบอร์รี่นั้นจะช่วยควบคุมฮอร์โมน  ป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งเครื่องดื่มชนิดนี้นอกจากจะดื่มตอนก่อนนอนแล้วนั้น ยังสามารถนำมาดื่มตอนกลางวันแทนน้ำเปล่าได้อีกด้วย

แอปเปิ้ลไซเดอร์

แอปเปิ้ลไซเดอร์คืออะไร แอปเปิ้ลไซเดอร์ก็คือ น้ำส้มสายชูหมักที่เกิดจากการนำแอปเปิ้ลสดหรือน้ำแอปเปิ้ลมาบ่มรวมกับยีสต์นั่นเอง และที่สำคัญสามารถหาซื้อได้ง่ายมากตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ก็มีขาย วิธีทำก็แสนง่ายเพียงแค่นำแอปเปิ้ลไซเดอร์มาผสมใส่ลงไปในน้ำสะอาดสัก 2 – 3 ช้อนโต๊ะ อาจจะหั่นแอปเปิ้ลสดลงไปด้วยก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งแอปเปิ้ลไซเดอร์นั้นมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย มีประสิทธิภาพในการช่วยรักษาโรคอุจจาระร่วง  หดเกร็งและบรรเทาอาการท้องเสียได้ ซึ่งสาว ๆ คนไหนที่ชอบทานข้าวช่วงดึก ๆ นั้นแอปเปิ้ลไซเดอร์ช่วยได้มากเลยทีเดียว

น้ำแตงกวา

คนส่วนใหญ่มักจะชอบนำแตงกวามาวางไว้บนหน้า เพื่อช่วยดูแลผิวหน้า แต่รู้หรือไม่ว่าแตงกวาก็สามารถช่วยสลายไขมัน ลดพุงได้เหมือนกัน เพียงแค่ใส่แตงกวาลงในเครื่องปั่นและปั่นผสมกับน้ำสะอาด โดยในแตงกวานั้นเต็มไปด้วยเส้นใยของวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยในเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วย แนะนำว่าให้ดื่มก่อนนอนทุกคืนเป็นประจำ ซึ่งสำหรับใครที่ทนกลิ่นผักไม่ไหวอาจจะเพิ่มน้ำผึ้งลงไปสักหน่อยก็จะมีรสชาติดีและดื่มง่ายขึ้น

ทั้งหมดนี่ก็คือเครื่องดื่มที่สามารถช่วยในเรื่องสลายไขมันหรือลดพุงได้ ถ้าหากสาวอยากมีหน้าท้องที่แบนราบแต่ไม่อยากออกกำลังกายหรือไม่มีเวลาออกกำลังกาย ก็สามารถทำเครื่องดื่มเหล่าทานได้ โดยเลือกเครื่องดื่มที่สาว ๆ ชอบหรือคิดว่ามันอร่อยได้เลย

ผลไม้ที่ช่วยเรื่องผิวขาวใสในอาหารเสริม

ผลไม้ที่ช่วยเรื่องผิวขาวใสในอาหารเสริม

มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยที่อยากมีผิวที่ขาว กระจ่างใส น่าสัมผัส ทำให้มีผู้คนมากมายต่างพากันหาซื้ออาหารเสริมที่ช่วยเรื่องผิวขาวใส หรือไม่ก็ผันตัวไปเปลี่ยนเจ้าของแบรนด์อาหารเสริมผิวขาวใสแทน ซึ่งในการผลิตอาหารเสริมนั้นจะต้องมีการใส่สารสกัดต่าง ๆ ที่จะช่วยในเรื่องที่เจ้าแบรนด์นั้นต้องการลงไป อาหารเสริมเพื่อผิวขาวใสก็เช่น โดยส่วนโรงงานอาหารเสริมที่รับผลิตอาหารเสริมประเภทนี้เน้น จะแนะนำให้ใช้เป็นสารสกัดผลไม้ลงไปในอาหารเสริม ซึ่งสำหรับผู้ที่กำลังจะริเริ่มทำอาหารเสริมผิวขาวใส แล้วยังไม่รู้จะใช้สารสกัดอะไรดี วันนี้เรามีผลไม้ที่ช่วยเรื่องผิวขาวใสมาให้พิจารณากัน โดยมีดังต่อไปนี้

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ที่ผู้หญิงหลายคนรู้จักกันดี เพราะเป็นผลไม้ที่ขึ้นเรื่องช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เนื่องจากเป็นผลไม้ที่รวบรวมเบอร์เมืองหนาวเอาไว้หลากหลายชนิด อาทิ สตรอว์เบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่สำคัญมากมายหลายชนิด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีในปริมาณที่สูงได้แก่ แอนโทไซยานิน, เคอชิติน, เคมเพอรอล  ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดที่จะทำให้ผิวพรรณสว่างกระจ่างใส ยืดหยุ่นและมีสุขภาพดี

มะเขือเทศ

ผลไม้ทรงกลมสีแดงที่นิยมบริโภคกันทั่วโลก ในมะเขือเทศนั้นมีสารอาหารที่สำคัญต่อผิวพรรณของสุขภาพของเราอย่าง เบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามินซีและอี ที่มีส่วนช่วยทำให้ผิวพรรณกระจ่างใสและชุ่มชื่นแก่ผิว

แอปเปิ้ล

ผลไม้ทดลองแรงโน้มถ่วง ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่หลายคนรู้จักกันดีอย่าง แอปเปิ้ล  เพราะว่าแอปเปิ้ลนั้นไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ นานาชนิด นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหมด โดยมีส่วนช่วยในการชะลอริ้วรอยแห่งวัยต่าง ๆ ทำให้ผิวหนังนั้นสามารถโอบอุ้มน้ำได้ดี และยังมีส่วนสำคัญในการช่วยทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส ซึ่งแอปเปิ้ลนั้นจะถูกใช้กับผลิตอาหารเสริมผิวขาวที่ต้องการความขาวแบบเร่งด่วน

ส้มยูชุ

ส้มสายพันธุ์ขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์และวิตามินต่าง ๆ มากมาย แต่สารอาหารที่สำคัญที่สุดในส้มยูสุก็คงหนีไม่พ้น เบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่น ยกกระชับ สว่างกระจ่างใส และมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง

ทั้งหมดนี้คือผลไม้ที่นำมาผลิตเป็นอาหารเสริมผิวขาวใส แต่ไม่ใช่แค่นั้น ผลไม้เหล่านี้ยังสามารถใช้ในการผลิตเครื่องสำอางได้อีกด้วย ซึ่งโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางก็นิยมใช้ผลไม้เหล่านี้เช่นกัน แต่ถึงแม้ว่าสารสกัดจากผลไม้เหล่านี้จะดีแค่ไหน แต่ถ้าผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานก็เหมือนเอาผลิตภัณฑ์ไปวางไว้บนเส้นด้าย เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าทางโรงงานจะสารสกัดจาผลไม้เหล่านั้นจริง ๆ หรือแอบใส่สารอันตรายเข้าไปด้วยหรือไม่

คนวัยทำงานต้องการวิตามินอะไรบ้าง

คนวัยทำงานต้องการวิตามินอะไรบ้าง

ช่วงวัยที่จะต้องใช้หัวสมองอยู่ตลอดเวลา แถมยังร่างกายยังไม่ค่อยได้พักผ่อนเท่าไหร่ก็คงหนีไม่พ้นวัยทำงาน เพราะเป็นวัยที่มีพละกำลังและมันสมองที่พร้อมสุดในสุดเวลาของชีวิต แต่วันทำงานในปัจจุบันนั้นอาจจะไม่ได้มีความสุขเหมือนยุคก่อน เพราะไหนจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อแข่งกับรถติดในการไปทำงาน การที่ต้องใช้สมองคิดเรื่องงานตลอดเวลา บวกกับการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และการไม่ได้ออกกำลังกายเพราะไม่มีเวลาว่าง ทำให้ร่างกายรับสารอาหารหรือวิตามินต่าง ๆ ไม่ครบถ้วน ซึ่งวิตามินที่เหมาะกับคนวัยทำงานมีดังต่อไปนี้

วิตามินบีรวม

คนวัยทำงานนั้นจำเป็นจะต้องใช้สมองอย่างมากในแต่ละวัน โดยวิตามินบีรวมนั้นจะมีส่วนช่วยให้สมองปลอดโปร่งมากขึ้น ลดความเครียด ส่งผลต่ออารมณ์ในด้านบวก และยังช่วยเรื่องการเผาผลาญพลังงานในเซลล์ ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ฉะนั้นหากวันไหนที่รู้สึกเครียด ๆ ตึง ๆ ไม่สดชื่น ลองหาวิตามินบีรวมมาทานเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกพวกนั้นได้

วิตามินซี

เพราะการทำงานในปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นจะต้องนั่งอยู่จอคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสงจากจอคอมและอากาศที่ไม่ถ่ายเทเท่าที่ควรนั้น อาจะส่งผลให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้ง ไม่ชุ่มชื่น จึงจะต้องทานวิตามินซีเสริมเข้าไป เพราะวิตามินซีจะมีส่วนช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา และการรักษาอาการหวัด และยังเสริมสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวหนังนั้นดูชุ่มชื่น ไม่แห้งตึง ที่สำคัญวิตามินซีนั้นสามารถหาได้ง่ายมากเช่นในผักหรือผลไม้ สังเกตได้จากช่วงพักกลางวันมักจะมีพนักงานออฟฟิตจำนวนไม่น้อยที่ซื้อผลไม้ติดไม้ติดมือเข้าไปทานที่โต๊ะเป็นต้น

วิตามินดี

เนื่องจากคนทำงานส่วนใหญ่นั้นเป็นพนักงานออฟฟิศ ที่วัน ๆ นั้นก็นั่งทำงานอยู่แต่ในออฟฟิศ ทำให้ร่างกายแทบไม่ได้ปะทะกับแสงแดดดี ๆ สักเท่าไหร่ เจอก็แต่แสงแดดตอนเที่ยงที่แรงจนอาจจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ เพราะฉะนั้นคนวัยทำงานจึงจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารเสริมหรืออาหารทั่วไปแทน โดยประโยชน์ของวิตามินดีนั้นก็คือ ช่วยในเรื่องของการดูดซึมของแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกบางและโรคกระดูกพรุน

น้ำมันปลา

น้ำมันปลานั้นไม่ได้มีประโยชน์แค่เฉพาะกับคนวัยทำงานเท่านั้น แต่มันมีประโยชน์กับทุกคน เพราะเป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ที่ประกอบไปด้วย EPA โดย DHA มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ซึ่งเหมาะกับคนวัยทำงานที่ถึงแม้จะนั่งอยู่เฉย ๆ แต่ในสมองนั้นต้องคิดอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด เลือดไม่เกาะตัวเป็นลิ่ม

เพิ่มความฟิตให้คุณผู้ชายด้วยวิตามิน

เพิ่มความฟิตให้คุณผู้ชายด้วยวิตามิน

สำหรับคุณผู้ชายนั้นนอกจากออกกำลังกายและรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่มีประโยชน์นั้น แต่ก็อยากมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีแบบสมบูรณ์ ดังนั้นอาหารเสริมอย่างพวกวิตามินจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชายที่ต้องการมีหุ่นและรูปร่างที่ฟิตเฟิร์ม ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำวิตามินสำหรับผู้ชายที่ต้องการมีหุ่นที่ฟิตเฟิร์มกัน

วิตามินซี

วิตามินซีนั้นนอกจากจะช่วยให้หายจากการเป็นหวัดเร็วเมื่อทานติดต่อกันแล้ว ยังสามารถช่วยให้ผิวของเรานั้นเปล่งปลั่ง ดูเป็นผู้ชายสุขภาพดี ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนอยากจะเป็นผู้ชายที่ดูดี ลุคเกาหลีหน่อย ๆ วิตามินซีช่วยได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญวิตามินซีนั้นสามารถหาได้ง่ายในธรรมชาติ เพราะผลไม้ส่วนใหญ่ที่เราทานอุดมไปด้วยวิตามินซีอยู่แล้ว หากอยากเป็นผู้ชายผิวดีแล้ว ควรรีบทานผลไม้ที่มีวิตามินซีให้ไวเลยจะดีกว่า

วิตามินดี

วิตามินดี จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างแคลเซียมได้ดีขึ้น โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสังเคราะห์วิตามินดีจากการตากแดดอ่อน ๆ ในระหว่างวัน ซึ่งถ้าหากเป็นผู้ชายเจ้าสำอางหรือต้องทำงานในที่ที่ไม่โดนแสงแดดเลย การทานวิตามินดีเสริมจึงเป็นจึงเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว เพราะจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้ชายวัยทองอีกด้วย

แคลเซียม

ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะใช้งานร่างกายของตัวเองอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะพวกที่ชอบใช้แรง กระดูกในร่างกายจะสึกหรอไปบ้างก็ไม่แปลกใจ ดังนั้นควรเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งการทานแคลเซียมจะช่วยรักษากระดูกได้ดี โดยเฉพาะผู้ที่ประสบอุบัติเหตุจนต้องผ่าตัดกระดูกด้วยแล้ว แคลเซียมเสริมจึงสำคัญในการสมานเข้ากันได้เร็วขึ้น

วิตามินบีรวม

วิตามินบีรวมมีผลอย่างมากในการช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป็นคนที่ต้องทำงานใช้สมองอยู่ตลอดเวลา การทานอาหารที่มีประโยชน์และการผ่อนคลายนั้นอาจจะไม่ได้ทำได้มากกับคนที่พักผ่อนอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นจะต้องทานอาหารหรือวิตามินเสริมที่บำรุงสมองอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิตามินบีรวม เพราะนอกจากจะช่วยให้สมองของเราสดชื่นแล้ว ยังช่วยลดโอกาสในการเกิดอาการปลายประสาทอักเสบอีกด้วย

แมงกานีส

ถ้าหากอยากเป็นผู้ชายที่หุ่นดี ที่ทานยังไงก็ไม่อ้วนควรมองหาอาหารเสริมหรือวิตามินเสริมที่มีส่วนประกอบของแมงกานีส เพราะแมงกานีสจะช่วยให้ระบบเผาผลาญไขมันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับช่วยให้สารสื่อประสาทในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งสามารถพบแมงกานีสได้ในผักใบเขียว ธัญพืชต่าง ๆ และเครื่องในสัตว์ จำพวกตับอ่อน ม้ามเป็นต้น นอกเหนือจากนั้นคนที่มีอาการของโรคไทรอยด์ยิ่งจำเป็นจะต้องได้รับสารอาหารตัวนี้ เพราะอาการของโรคจะส่งผลโดยตรงกับระบบเผาผลาญในร่างกาย หากไม่รักษาสมดุลเอาไว้ อาจจะก่อเกิดอันตรายกับร่างกายได้

ทำไมถึงทานวิตามินเสริมแล้วไม่สบาย

ทำไมถึงทานวิตามินเสริมแล้วไม่สบาย

วิตามินนั้นเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายของคนเราจำเป็นจะต้องได้รับในทุกวัน แต่ก็มีหลายคนที่ได้รับวิตามินบางประเภทไม่เพียงพอ ทำให้จะต้องหาวิตามินเสริมมาทานเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้อง ซึ่งการทานวิตามินเสริมนั้นก็มีข้อดี แต่บางคนกลับทานแล้วรู้สึกไม่สบาย อาจจะเพราะเราทานไม่ถูกวิธี หรือวิตามินเสริมไปทำปฏิกิริยาอย่างอื่นในร่างกาย ดังนั้นวันนี้เรามาหาคำตอบกันว่า ทำไมเราถึงไม่สบายเวลาทานวิตามินเสริม

วิตามินมีธาตุเหล็กมากเกินไป

ธาตุเหล็กนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าหากร่างกายธาตุเหล็กไปนั้น จะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง, ร่างกายไวต่อเชื้อโรคมีโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย, หายใจติดขัด เจ็บหน้าอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำกิจกรรมบางอย่างที่ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก ๆ มีอาหารใจสั่นง่าย แม้จะเดินในระยะที่ใกล้ ๆ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขาดธาตุเหล็กนั้น อาจจะส่งผลให้เกิดการตกเลือดจนเสียชีวิตหรือทารกเสียชีวิตได้ แต่การทานวิตามินที่ธาตุเหล็กมากจนเกินไปนั้นก็จะส่งผลเสียได้เหมือนกัน โดยการทานวิตามินที่มีธาตุเหล็กมากเกินไปนั้นจะเกิดอาการคลื่นไส้ โดยเฉพาะเวลาที่ทานนอกมื้ออาหาร ถึงแม้ว่าการทานธาตุเหล็กตอนท้องว่างนั้นจะช่วยในเรื่องการดูดซึมได้ดีที่สุด แต่ก็ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้เมื่อทานเข้าไปในปริมาณมาก ดังนั้นควรทานควบคู่ไปกับอาหาร

ทานพร้อมกับยาชนิดอื่น

มีงานวิจัยบางแห่งพบว่า วิตามินบีรวมนั้นอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงเมื่อกินขณะที่ระดับเอสโตรเจนสูงขึ้น (อาจจะเกิดจากยาคุม) ซึ่งเป็นไปได้ว่าวิตามินอาจจะมีปฏิกิริยาต่อยาชนิดอื่น เพราะฉะนั้นเวลาจะทานวิตามินควรที่จะต้องปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญเสียก่อน เพื่อให้เกิดความแน่ใจในการกินวิตามินกับยาชนิดอื่นนั้นจะไม่ส่งผลอันตรายและกระทบต่อฤทธิ์ของยาอีกชนิดหนึ่ง เพราะถ้าเกิดผลกระทบต่อยาอีกชนิดหนึ่งนั้นจะทำให้ยาชนิดนั้นไม่สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ ทำให้อาการป่วยหรือไม่สบายนั้นไม่ดีขึ้นหรืออาจแย่ลงได้

ทานตอนท้องว่าง

วิตามินโดยส่วนใหญ่นั้นจะมีฤทธิ์เป็นกรดอย่างเช่น วิตามินซีหรือโฟเลต เมื่อเราทานตอนท้องว่างนั้นจะส่งผลให้เราเกิดอาหารคลื่นไส้และเวียนศีรษะ ซึ่งอาจจะเกิดการเปลี่ยนสภาพกรดให้เป็นด่างขึ้นได้ เมื่อเราทานวิตามินควบคู่ไปกับของว่างหรืออาหารในปริมาณที่น้อย ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีควรทานวิตามินควบคู่ไปกับอาหารเต็มมื้อ นอกจากนี้วิตามินที่สามารถละลายในน้ำมันอย่างวิตามินเอ ดี อีและเคนั้นจะดูดซึมได้ดีกว่าหากไม่ได้ทานควบคู่กับอาหาร

ทานผิดเวลา

วิตามินบางชนิดนั้นอาจจะช่วยเติมเต็มกันและกัน แต่ในบางครั้งก็สามารถแทรกแซงการดูดซึมอาหารของวิตามินซีอีกชนิดหนึ่ง เช่น ธาตุเหล็กนั้นจะดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อทานควบคู่ไปกับวิตามินซี แต่ถ้าหากทานธาตุเหล็กคู่กับแคลเซียมนั้นจะส่งผลในทางตรงกันข้าม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทานวิตามินในแต่ชนิด