สุขภาพ

7 เมนูที่คนเป็นกรดไหลย้อน ไม่ควรกิน

7 เมนูที่คนเป็นกรดไหลย้อน ไม่ควรกิน

โรคกรดไหลย้อนมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แถมยังเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน ทำให้เมื่อเราเป็นโรคกรดไหลย้อนนั้นก็จะต้องระวังในเรื่องอาหารการกินมากกว่าเดิม วันนี้เราเลยแอบไปรวบรวม 7 เมนูที่คนเป็น กรดไหลย้อน ไม่ควรกิน มาให้ลองเช็กกัน มีทั้งเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ล้วนเป็นตัวการกระตุ้นให้อาการกรรดไหลย้อนกำเริบหนักกว่าเดิม โดยมีดังต่อไปนี้

อาหารไขมันสูง

เริ่มต้นเปิดเมนูที่เหล่าคนที่เป็นกรดไหลย้อนต้องวิ่งหนี้ไปให้ไกล ก็คือ อาหารไขมันสูง อย่างของทอด ๆ มัน ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ เบอร์เกอร์ ลูกชิ้นทอด หรือแม้แต่ขนมกรุบกรอบและขนมหวานที่มาส่วนผสมของเนย ก็ต้องรีบบอกลาเมนูอาหารพวกนี้ด่วน ๆ เพราะเมนูที่ผ่านการทอดหรือผัดด้วยน้ำมันปริมาณมาก จะยิ่งกระตุ้นให้กรดในกระเพาะอาหารสูงและทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบหนักกว่าเก่า

ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต อาหารที่หลายคนชื่นชอบ แต่อาจไม่ใช่สำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อน เพราะช็อกโกแลตมีส่วนประกอบของสารเมทิลแซนทีน (Methyl-xanthine) ที่ทำให้หูรูดของหลอดอาหารเกิดการคลายตัว และกระตุ้นให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารมากขึ้น จนเกิดอาการแสบร้อนกลางอกเพราะกรดไหลย้อนได้ง่ายกว่าเดิม

อาหารรสจัด

อาหารรสจัด เป็นเมนูที่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนสักเท่าไหร่ เพราะเวลากินอาหารรสจัดเหล่านี้เข้าไปแล้ว ก็จะยิ่งกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหารให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม รู้แบบนี้แล้วก็ลองเปลี่ยนมากินอาหารแบบไม่ต้องปรุงบ้างก็ดีนะ

ผลไม้ตระกูลซิตรัสและมะเขือเทศ

สำหรับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ไม่ใช่ว่าจะกินผัก ผลไม้ได้ทุกชนิดนะ เพราะผักและผลไม้บางอย่างอาจกระตุ้นให้อาการกรดไหลย้อนมันแย่ลงกว่าเดิมได้อย่าง ผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น ส้ม เกรปฟรุต เลมอน มะนาว สับปะรด ฯลฯ และมะเขือเทศ ก็เป็นผักและผลไม้ที่ควรเลี่ยงด้วยเหมือนกัน เพราะว่ามะเขือเทศและผลไม้ตระกูลซิสตรัสที่มีรสเปรี้ยวจัดเป็นผลไม้ที่มีกรดสูง ถ้ากินเข้าไปเยอะ ๆ อาจยิ่งกระตุ้นให้เกิดกรดในกระเพาะในอาหารมากขึ้น

น้ำอัดลม / โซดา

เครื่องดื่มประเภทโซดา หรือ น้ำอัดลม ถือเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคนี้ แถมใครที่ติดดื่มน้ำอัดลมมาก ๆ ก็อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากดื่มเครื่องดื่มที่มีโซดาหรือน้ำอัดลมเข้าไปเยอะ ๆ ก็จะยิ่งเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้ท้องอืด มีอาการเรอบ่อยและมีกรดไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารได้

ชา / กาแฟ

เราเชื่อว่าต้องมีหลายคนที่ติดชา / กาแฟ ยิ่งช่วงเช้า ๆ ต้องดื่มสักแก้ว เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นตัวและรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แต่ทั้งชา และกาแฟ ก็จัดอยู่ในเมนูเครื่องดื่มที่คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรเลี่ยงให้ห่าง เพราะสารคาเฟอีนที่อยู่ในชาและกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดของหลอดอาหารคลายตัว เลยเปิดทางให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารขึ้นมายังหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล ฯลฯ เรียกง่าย ๆ ว่าเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด ดื่มเข้าไปแล้วจะยิ่งกระตุ้นให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหารมากขึ้น ส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้ง่าย ๆ

แหล่งที่มา : sistacafe.com

8 ผลเสียจากการไม่อาบน้ำหลายวันติดกัน

8 ผลเสียจากการไม่อาบน้ำหลายวันติดกัน

ไม่ว่าอากาศในแต่ละวันจะเป็นอย่างไร จะร้อนหรือหนาว ยังไงการอาบน้ำยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเช่นเดิม เพราะผลเสียจากการไม่อาบน้ำติดต่อกันหลายวัน ไม่ได้ส่งผลให้ร่างกายมีกลิ่นตัวหรือผิวแห้งกร้านเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายผลเสียที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย วันนี้เราได้รวบรวม 8 ผลเสียที่เกิดจากการไม่อาบน้ำหลาวันมาแชร์ให้ทุกคนได้รู้กัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

กลิ่นตัวเหม็น

โดยปกติแล้ว แม้จะอาบน้ำในตอนเช้า แต่ระหว่างวันก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ ดังนั้นหากไม่อาบน้ำหลายวันติดต่อกัน ก็ย่อมทำให้ร่างกายมีเหงื่อไคลเพิ่มและส่งกลิ่นเหม็นที่รุนแรงอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย เนื่องจากในแต่ละวันร่างกายไม่เพียงแต่มีเพียงเหงื่อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และฝุ่นควันที่เผชิญอีกด้วย

ผิวแห้งกร้าน

การที่ผิวหนังเต็มที่ไปด้วยคราบสกปรก รวมทั้งการที่เชื้อโรคและเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ได้ถูกผลัดออกมาจากการไม่อาบน้ำหลายวัน ย่อมส่งผลเสียต่อผิวอย่างหนัก ทำให้ผิวแห้งกร้าน ระคายเคือง และบางรายอาจถึงขั้นเกิดผิวตกสะเก็ดเลยทีเดียว

เกิดเชื้อราบนผิวหนัง

คราบเหงื่อไคลต่าง ๆ ที่สะสมจากการไม่อาบน้ำ ทำให้เกิดเป็นเชื้อราบนผิวหนังในที่สุด รวมทั้งยังก่อให้เกิดกลากเกลื้อนที่บริเวณหน้าอก หลัง ข้อพับ และลามไปถึงอวัยวะเพศได้ นอกจากนี้ผิวที่เกิดเชื้อรายังสร้างกลิ่นตัวเหม็นมากอีกด้วย

เกิดการสะสมของแบคทีเรีย

ตามผิวหนังของคนเราจะมีแบคทีเรียอยู่ ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อผิวหนัง ในส่วนของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์นั้น ช่วยสร้างเกราะป้องกันให้ผิวมีความชุ่มชื้นและสุขภาพดี ส่วนแบคทีเรียที่เกิดจากการไม่อาบน้ำเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันนั้น หากยิ่งเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้เกิดสิ่งสกปรก และมีเชื้อโรคสะสมจนก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับผิวหนังตามมา

ป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

สาเหตุที่การไม่อาบน้ำติดต่อกันหลายวันทำให้ป่วย นั่นเพราะร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นควัน สิ่งสกปรก และเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ บางครั้งสิ่งสกปรกเหล่านั้นอาจเข้าสู่ตา จมูก และปากจากการขยี้หรือหยิบจับอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วงและป่วยไข้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผิวเป็นผลผื่นคัน

เมื่อไม่อาบน้ำหลายวัน แบคทีเรีย เชื้อโรค และสิ่งสกปรกต่าง ๆ จะสะสมอยู่บนผิวหนังเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง และทำให้เกิดผดผื่นคันตามมา เมื่อเผลอเกาก็อาจจะทำให้ผิวเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย

สิวเห่อขึ้น

ผิวหนังที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรีย ไขมัน ฝุ่นละออง รวมทั้งเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เนื่องจากไม่อาบน้ำหลายวัน ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนอุดตันและสิวเห่อขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและแผ่นหลัง

ผมมันและเป็นรังแค

ในส่วนของเส้นผมและหนังศีรษะย่อมได้รับผลเสียจากการไม่อาบน้ำหลายวันติดต่อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ซึ่งผลจากการไม่อาบน้ำจะทำให้เส้นผมมัน ผมเหนียว และเส้นผมพันกัน อีกทั้งยังก่อให้เกิดรังแคอีกด้วย อย่าลืมว่าในทุก ๆ วันต่อมไขมันบนหนังศีรษะจะทำการผลิตน้ำมันออกมา เมื่อไม่อาบน้ำหรือทำความสะอาดศีรษะ ก็ย่อมทำให้สิ่งสกปรกและความมันยิ่งเพิ่มขึ้น

แหล่งที่มา : www.sanook.com

6 วิธีดูแลสุขภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน

6 วิธีดูแลสุขภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน

โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไร บางคนมองจากภายนอกก็ดูแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาสุขภาพ แต่เมื่อได้ไปพบแพทย์ (ปกติไม่ค่อยตรวจสุขภาพ) อาจจะพบกับโรคร้ายที่คาดไม่ถึงก็ได้ ดังนั้น การเสริมสร้างภูมิต้านทานจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ซึ่งวิธีการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายนั้น ส่วนใหญ่เราก็รู้วิธีกันดี วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไม่ต้องกินวิตามิน แค่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เล็กน้อยก็สุขภาพดีได้แล้ว ซึ่งมีดังต่อไปนี้

กินอาหารเช้า

การกินอาหารเช้ามีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะกับสมองที่เป็นศูนย์กลางควบคุมระบบอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย สมองเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานมากที่สุดและฟุ่มเฟือยที่สุดในร่างกาย (เมื่อเทียบกับขนาด) ในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ สมองก็ใช้พลังงานไปถึง 20-25 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมดแล้ว ดังนั้น การกินอาหารเช้า หรือกินให้ครบ 3 มื้อจึงสำคัญ เพื่อให้มีพลังงานไปเลี้ยงสมอง

ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ

กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายประกอบไปด้วยน้ำ อยู่ในเซลล์ต่าง ๆ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่นอกเซลล์ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ อีก 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าหากร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ เซลล์ต่าง ๆ จะเริ่มทำงานผิดปกติ ระบบการทำงานของร่างกายมีปัญหา และส่งผลต่อสุขภาพในที่สุด

อย่างไรก็ตาม น้ำเปล่า เป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดแล้วสำหรับร่างกาย เพราะน้ำเปล่าไม่มีพลังงาน จะดื่มมากแค่ไหนก็ได้ไม่ทำให้อ้วน ดังนั้น ใน 1 วัน เราจึงควรจิบน้ำบ่อย ๆ ให้ได้ปริมาณวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2-3 ลิตร และงดน้ำหวาน ชา กาแฟ มาดื่มน้ำเปล่าแทน

นอนให้เพียงพอ

การนอน เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย ในขณะนอนหลับ ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นฟู ซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ที่มีปัญหา ถ้าเราพักผ่อนน้อย นอนเพียงวันละ 3-4 ชั่วโมงติดต่อกัน ร่างกายจะเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ มีปัญหาเรื่องความทรงจำ ร้ายแรงที่สุดคือสมองไม่ตอบสนอง ก็ทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมและสั่งการร่างกาย มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นั่นจึงแปลว่าร่างกายคนเราต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอและสมดุลทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดี

ออกกำลังกาย

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สร้างภูมิต้านทาน และยังส่งผลดีต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ แต่ท้ายที่สุดไม่ใช่ทุกคนที่จะลุกมาออกกำลังกาย ซึ่งเราควรออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพในทุกด้าน ทั้งความทนทาน ความแข็งแรง การทรงตัว และความยืดหยุ่น

เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการออกกำลังกายแต่ละด้านจะแตกต่างกันไป แต่ไม่ควรหักโหม เพราะการออกกำลังกายที่ได้ผลดี ควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ นานครั้งละประมาณ 30 นาที จึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ผ่อนคลายความเครียด

บางคนเครียดโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเครียด เพราะคิดว่าตนเองยังยิ้มได้ หัวเราะได้ กินได้นอนหลับ แต่แท้จริงแล้วที่ความเครียดแฝงอยู่ ความเครียดที่เกินรับมือส่งผลถึงร่างกาย สัญญาณแรก ๆ คืออาการปวดหัวอย่างรุนแรงต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน หากเครียดสะสมเรื้อรังเป็นเวลานาน จะทำให้มีอาการจิตตก ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าได้

ดังนั้นความเครียดที่มากเกินรับมือทำให้ร่างกายพัง ก็ต้องหาวิธีผ่อนคลายความเครียด ลองออกไปใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยทำ เปลี่ยนบรรยากาศที่หดหู่อยู่ทุกวันบ้าง ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เยอะเลยทีเดียว

ลด ละ เลิก

การเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวเลยสักอย่าง ยิ่งถ้าติดเข้าให้แล้ว มีแต่โรคภัยไข้เจ็บถามหา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ทางอ้อม ซึ่งการติดบุหรี่ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอด และอีกสารพัดมะเร็งได้มากกว่าคนที่ไม่สูบ

การดื่มเหล้าทำมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคพิษสุราเรื้อรัง และอีกสารพัดโรค ได้มากกว่าคนที่ไม่ดื่มเช่นกัน ดังนั้น ถ้าลดได้ละได้ก็จะดีต่อสุขภาพขึ้นทีละนิด หากเลิกขาดไปได้เลย โอกาสที่จะเป็นโรคร้ายเหล่านี้ก็จะลดลงตามไปด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

7 สัญญาณเตือนว่าเรากดดันตัวเองมากเกินไป

7 สัญญาณเตือนว่าเรากดดันตัวเองมากเกินไป

ขอถามหน่อยช่วงนี้สาว ๆ แต่ละคนมีความสุขกับชีวิตของตัวเองมากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนก็ต้องคดาหวังอยากให้ตัวเองมีชีวิตที่ดี มีความก้าวหน้า ประสบความสำเร็จและสมหวังดั่งใจในทุก ๆ เรื่องเหมือนที่วาดฝันเอาไว้อย่างแน่นอน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่มีใครที่จะสมหวังไปทุกเรื่องทุกเวลาหรอกนะ มันต้องมีเวลาที่กราฟชีวิตพุ่งทะยานไปในทิศทางที่ดี รวมทั้งช่วงที่กราฟชีวิตดิ่งลงต่ำด้วยเช่นกัน

แล้วสำหรับสาว ๆ ที่คาดหวังว่าตัวเองต้องได้มาในสิ่งที่ตัวเองต้องการทุกเรื่อง ก็อาจกลายเป็นสร้างความกดดันจนทำให้ความสุขในชีวิตมันลดลงไปได้ง่าย ๆ เลยนะ เราเลยจะพาไปเช็ค 7 สัญญาณเตือนว่าเรากำลัง “กดดันตัวเอง” มากเกินไป เผื่อรู้ตัวแล้วจะได้รีบปลับเปลี่ยนตัวเองก่อนสายเกินไปนะ

กลัวความผิดหวังจนไม่กล้าเริ่มต้น

คนที่กดดันตัวเองมากจนเกินไป เมื่อพบเจอกับความผิดหวังเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต ก็จะทำให้เขาเหล่านั้นเกิดอาการกลัว เข็ดขยาด ไม่กล้าเริ่มต้นลงมือทำสิ่งไหน เพราะกลัวว่าจะผิดหวังซ้ำซ้อนแบบเดิม ๆ จนเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ใน Comfort Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยเสมอ พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ติดอยู่ในวังวนเดิม ๆ โดยเกิดจากการที่กดดันตัวเองมากเกินไปนี่แหละ

คิดอยู่เสมอว่าตัวเองยังดีไม่พอ

คนเราทุกคนมีทั้งข้อดีข้อเสียอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ 100% หรอก ถ้าหากเราสามารถยอมรับในข้อเสียและพยายามมองหาข้อดีในตัวเอง ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่ชอบกดดันตัวเองว่าต้องเก่งเป็นอันดับหนึ่ง หรือต้องประสบความสำเร็จมากกว่าคนรอบตัว ก็มักจะไม่พอใจในผลลัพธ์ที่ลงมือทำลง ต่อให้ทำดีหรือเต็มที่ก็ยังรู้สึกไม่ดีพออยู่ดี

ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกเครียดตลอดเวลา

สาว ๆ คนไหนที่เป็นพวกชอบกดดันตัวเองมากเกินไป จะทำให้เรารู้สึกเครียดหรือคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ทั้งตอนกินข้าว ตอนนั่งดูทีวี ตอนอาบน้ำ หรือแม้แต่ก่อนที่หลับตานอนก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดี แล้วหากกดดันตัวเองมากเกินไปจนเกินความเครียดสะสม ก็จะส่งผลให้กลายเป็นคนคิดมาก คิดเยอะ ย้ำคิดเกี่ยวกับเรื่องแย่ ๆ ซ้ำไปซ้ำมาแล้วไม่สามารถโฟกัสกับเรื่องอื่น ๆ รอบตัวได้เลย

ชอบคิดแง่ลบหรือพูดจาแย่ ๆ กับตัวเอง

โดยสัญญาณเตือนที่บ่งบอกชัดว่าเธอกำลังกดดันตัวเองมากเกินไป ก็สังเกตได้จากการที่เราชอบมีความคิดไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองห ชอบพูดจาแย่ ๆ หรือใช้คำพูดที่มันบั่นทอนจิตใจกับตัวเองเช่น เธอมันยังดีไม่พอ ต้องทำให้ดีกว่านี้ / ถ้าใช้ชีวิตแบบนี้ก็ไม่มีทางสู้คนอื่นได้หรอก ซึ่งคำพูดแย่ ๆ เหล่านี้ที่พูดกรอกหัวตัวเองบ่อย ๆ แทบจะทุกวัน มันจะคอยบั่นทอนจิตใจและทำให้เราหมดกำลังใจ

โกรธตัวเองทุกครั้งเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่สมหวังดั่งใจ

ถ้าในช่วงเวลาที่สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตไม่สมหวังดั่งใจ แล้วเรารู้สึกทั้งโกรธ ทั้งเกลียด หรือเอาแต่โทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเพราะยอมรับความผิดหวังนั้นไม่ได้ บางคนอาจถึงขั้นทำลายข้าวของหรือทำร้ายตัวเอง นี่ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเรากำลังกดดันตัวเองมากเกินไปแล้วนะ เพราะปกติแล้วคนเรามักจะนำความผิดหวังในอดีต มาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองอยากทำดีขึ้นเรื่อย ๆ และประสบความสำเร็จในสักวัน แต่คนที่กดดันตัวเองมากเกินไปกลับนำความผิดหวังมาคอยตอกย้ำให้หมดกำลังใจ

เกิดอาการนอนไม่หลับกระสับกระส่าย

ถึงแม้ว่าความรู้สึกกดดันตัวเองมันจะเป็นสิ่งที่เกดขึ้นลึก ๆ ในใจ แต่มันส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ด้วยนะ ซึ่งคนที่มีความเครียดหรือกังวลใจ ก็มักจะมีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงทั้งคืน เพราะมีเรื่องรบกวนจิตใจมากมายให้ต้องคิด พอช่วงกลางคืนที่ควรนอนจะนอนแต่ดันนอนไม่หลับ ตอนกลางวันที่ควรตื่นตัวกลับรู้สึกเพลียมาก ๆ จนไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ

คาดหวังในตัวเองน้อยลง จนไร้จุดหมายในชีวิต

ขอเตือนไว้เลยนะว่าใครที่ชอบกดดันตัวเองมาเกินไป มันไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกมีไฟแล้วพร้อมลุยกับเรื่องราวต่าง ๆ ต่อเลยสักนิด แต่ความกดดันที่ได้รับและถูกสะสมมาเป็นระยะเวลานาน มันจะยิ่งทำให้เราตั้งความหวังสูงลิบลิ่ว (โดยไม่ได้มองโลกความจริง) แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็จะรู้สึกผิดหวังหนักมาด้วยเช่นกัน จนเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งที่เรารู้สึกว่าต่อให้ทำดีแค่ไหน ทุ่มเทความพยายามมากเท่าไหร่ ชาตินี้ก็ไม่มีทางไปถึงฝั่งฝันได้หรอก

แหล่งที่มา : sistacafe.com

 

กินให้ Balance ชีวิต ด้วยอาหารสาววัยทำงาน

กินให้ Balance ชีวิต ด้วยอาหารสาววัยทำงาน

สาว ๆ รู้ใช่มั้ยเอ่ยว่า “วัยทำงาน” เป็นวัยที่ร่างกายสมบูรณ์และแข็งแรงมากที่สุด และ “วัยทำงาน” ก็เป็นวัยที่ใช้พลังงานในการดำเนินชีวิตมากที่สุดเช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะหมดไปกับการใช้สมองหรือการใช้ความคิดเป็นหลัก ทำให้ร่างจำเป็นจะต้องมีพลังงานจากอาหารสะสมไว้อย่างพอสมควร

ทั้งนี้จากรูปแบบการใช้ชีวิตของสาวทำงาน ส่วนใหญ่จะไม่ขาดแคลนพลังงานแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามกลับพบว่า สาวออฟฟิศหลายคนมีพลังงานสะสมเกินความจำเป็นที่จะต้องใช้ด้วยซ้ำ จนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน จนอ้วน ลงพุง ขาใหญ่หรือแขนใหญ่ตามมานั่นเอง

วันนี้จึงนำความรู้จากนักโภชนาการบริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด “จันทิมา เกยานนท์” ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการวัยทำงาน ที่จะมาบอกเล่าถึงวิธีการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสาววัยทำงานมาฝาก เพื่อให้ร่างกายเกิดความบาลานซ์ขึ้น ไปดูกันเลยจ้า

แบ่งจานเป็น 4 ส่วน

อันดับแรก ควรจะบาลานซ์การกินด้วยการแบ่ง “อาหารวัยทำงาน” ออกเป็น 4 ส่วน โดยการกินอาหารที่ถูกต้องและเหมาะกับวัยทำงานมากที่สุด คือการกินให้พอดี และไม่กินจนมากเกินไป เพราะพลังงานที่เรารับเข้าสู่ร่างกาย ส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับแค่การใช้นิ้วพิมพ์บนคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปเท่านั้น

ซึ่งหลักในการกินอาหารโดยแบ่งเป็น 4 ส่วน ทำได้ด้วยการกำหนดอาหารในจานทุกมื้อ โดยแบ่งอาหารในจานออกเป็นข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน และผักและผลไม้อีก 2 ส่วน วิธีการทำก็ง่ายแสนง่าย เมื่อเราได้อาหารมาหนึ่งจาน ก็แยกอาหารเป็นกองแล้วดูสัดส่วนได้เลย ถ้าเนื้อสัตว์มีปริมาณมากเป็น 2 ส่วน อันนี้ไม่ต้องบอกนะว่าอ้วนหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันถ้าเราไม่ทานข้าวหรือแป้งเลย ก็ใช่ว่าจะดีกับร่างกาย เพราะเราจะต้องใช้พลังงานไปทำงานต่อไป ตรงนี้ต้องคำนึงถึงด้วยนะ

วิธีการประกอบอาหารก็สำคัญ

สาววัยทำงานต้องสนใจเรื่องการประกอบอาหารด้วยเหรอคะ ? เชฟอาจไม่ต้องตอบ แต่นักโภชนาการตอบว่า “การประกอบอาหารนี้สำคัญมาก ๆ” การประกอบอาหารนี่แหละที่ทำให้เราอ้วนหรือผอมได้ วิธีการประกอบอาหารจะประกอบไปด้วยวัตถุดิบและส่วนผสมหลายชนิด อย่างการทอดไก่ก็จะมีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลักที่ทำให้เกิดไขมันตามมา ทั้งที่จริงแล้ว ไก่ไม่ได้มีไขมันมากมายขนาดนั้น ดังนั้นการนำไก่มานึ่งหรืออบ จะทำให้เราไม่จำเป็นต้องรับไขมันส่วนเกินเข้าสู่ร่างกาย

อาหารรสเผ็ดร้อนช่วยย่อย

มีความเชื่อว่าการกินพริกมาก ๆ จะช่วยให้ผอม ตรงนี้ไม่น่าจะใช่คำตอบทั้งหมด แต่ขออธิบายว่า การกินอาหารรส “เผ็ดร้อน” มีส่วนช่วยในการย่อยอาหารที่เรากินเข้าไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ไม่เหลืออาหารตกค้างและพอกพูนเป็นไขมัน จนกลายเป็นพุงย้วยๆ นั่นเอง

ไม่เพียงแต่พริกเท่านั้นนะ ใบกะเพรา ต้นหอม ขิง ข่า ตะไคร้ หรือเครื่องต้มยำนี่แหละ ก็มีส่วนช่วยทำให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น สาว ๆ ลองหาเมนูที่มีวัตถุดิบรสชาติเผ็ดร้อนผสมด้วยก็จะเป็นการดีนะ

โปรตีนวัยทำงาน สำคัญเว่อร์

อันดับสุดท้ายเป็นเรื่องของ “โปรตีน” ที่สำคัญกับร่างกายสาววัยทำงานมาก ๆ โดยในแต่ละวันสาววัยทำงานควรทานโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เช่นน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ควรทานโปรตีน 60 กรัม เปรียบเทียบได้เท่ากับเนื้อสัตว์ 3 ขีด

แนะนำให้ลองไปตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วคำนวณน้ำหนักเนื้อสัตว์ดูนะคะ ว่ามีปริมาณแค่ไหนอย่างไร ? ที่สำคัญคุณไม่ได้หนัก 60 กิโลกรัมแบบตัวอย่างนะ อย่าเผลอกิน 3 ขีดเชียว อ้วนตายพอดี! ให้ลดหลั่นไปตามความเหมาะสมจ้า เพื่อให้พอดีกับพลังงานที่เราต้องใช้ในแต่ละวัน

แหล่งที่มา : www.thairath.co.th

รวมอาหารกินแล้วสบายท้อง ลดแก๊ส ท้องอืด

รวมอาหารกินแล้วสบายท้อง ลดแก๊ส ท้องอืด

“แน่นท้อง ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะเยอะ ต้องกินยาลดกรดอีกแล้ว” ประโยคเหล่านี้น่าจะเป็นคำพูดติดปากของสาว ๆ หลายคน ทั้งตะคริวท้อง แก๊สกรดเกินในกระเพาะ หรือท้องอืดเป็นประจำจนต้องมียาลดกรดติดกระเป๋า ออกไปข้างนอกต้องใส่เสื้อปิดพุงเพราะท้องใหญ่ มันทำให้เสียความมั่นใจเหมือนกันนะ

นอกจากการกินยาลดกรดแล้ว ที่จริงมันยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดแก๊สในกระเพราะได้ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ กินอาหารที่ช่วยให้ “สบายท้อง” คลายอาการรัดเกร็งของกระเพาะ ว่าแต่จะต้องกินอะไรบ้างละ เรามาเช็คกันเลยกับ 8 อาหารลดแก๊ส ลดท้องอืด

ชาเปปเปอร์มินต์

มินต์ เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์ช่วยระบายแก๊สและกรดเกินในกระเพาะอาหาร ลดอาการตะคริวที่ท้อง แนะนำให้ดื่มเป็นชามินต์อุ่น ๆ จะดีที่สุด เมื่อเราดื่มชาเข้าไปแล้ว มินต์จะทำหน้าที่ลดตำแหน่งที่มีความดันสูงระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะซึ่งเป็นสาเหตุของอาการแสบร้อนกลางอก (heartburn) ช่วยในเรื่องของกรดไหลย้อนได้อีกด้วย

ข้าวขาว

ข้าวขาว เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเพิ่มการดูดซึมของเหลวมากขึ้น ทำให้ลดกรดแก๊สในกระเพาะได้ดี สังเกตว่าคนป่วยที่ระบบลำไส้ยังไม่ค่อยดี เขาจะให้กินข้าวต้มที่ทำจากข้าวขาว เพราะย่อยง่ายไม่ปวดท้องนั่นเอง แต่ในคนที่สุขภาพแข็งแรง กินแค่ข้าวขาวนิ่ม ๆ ไม่จำเป็นต้องเอาไปต้ม ก็ทำให้กระเพาะที่ปวดรุนแรงจากแก๊สผ่อนคลายลง

ขิง

ขิง ถือเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ นอกจากช่วยเพิ่มรสเผ็ดร้อนในอาหารต่าง ๆ แล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการโรคต่าง ๆ มากมาย เช่นเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านเบาหวาน ลดไมเกรน ลดภูมิแพ้กำเริบ นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายอาการปวดเกร็งของกระเพาะ สบายท้องมากยิ่งขึ้นด้วย

หากเริ่มมีอาการท้องอืด จุกเสียด เพียงนำขิงสดหั่นฝานใส่แก้ว เทน้ำร้อนลงไป รอ 2 – 3 นาทีจนน้ำกลายเป็นชาขิง แล้วจิบเรื่อย ๆ จนหมดแก้ว ความอึดอัดท้องจะหายเป็นปลิดทิ้ง

น้ำว่านหางจระเข้

วุ้นว่านหางจระเข้หรืออะโลเวร่า เป็นที่รู้จักกันดีในสรรพคุณช่วยปลอบประโลมผิวจาดบาดแผล ลดผิวไหม้ ผิวคล้ำ เสียจากแสงแดด แต่รู้ไหมว่าน้ำจากต้นว่านหางจระเข้ก็ช่วยปลอบโยน “กระเพาะ” ที่มีกรดแก๊สเกินพิกัดได้เช่นเดียวกัน เมื่อดื่มเข้าไป น้ำว่านหางจระเข้จะเข้าไปเคลือบกระเพาะ ลดอาการปวดท้องและแสบร้อนกลางอกได้ดีสุด ๆ

กล้วย

ขึ้นชื่อสุด ๆ ในด้านผลไม้ให้พลังงาน รสชาติหวานอร่อย สายไดเอทหลายคนกินแทนมื้อเช้าเพื่อลดน้ำหนัก มีสาอาหารมากมาย เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุ มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนครบถ้วน อีกทั้งยังย่อยง่าย ผ่อนคลายอาการปวดกระเพาะ ลดแก๊ส ช่วยในการขับถ่ายได้ดี

ในกล้วยยังมีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ซึ่งโพแทสเซียมจะช่วยป้องกันภาวะลดกรดไหลย้อน ลดกรดเกินในกระเพาะ

ขนมปังปิ้ง

หากลหาย ๆ คนเป็นโรคกระเพาะ กำลังหิว แต่เลยเวลากินข้าวมาแล้ว รู้สึกได้ว่าตอนนี้กรดแก๊สในท้องเยอะมาก กลัวกินอะไรเข้าไปแล้วปวดท้องกว่าเดิม ตัวเลือกหนึ่งที่อยากแนะนำคือ ขนมปังปิ้ง โดนเฉพาะขนมปังที่ปิ้งจนแอบเกรียมนิด ๆ จะช่วยเยียวยาอาการแสบร้อน ปวดกระเพาะได้ดีมาก

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

โยเกิร์ตเป็นแหล่งของแบคทีเรียชนิดดีจำนวนมาก เมื่อลำไส้ได้รับแบคทีเรียชนิดนี้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยผ่อนคลายอาการปวดท้อง สบายท้อง ลดอาการแสบร้อนได้ ใครไม่ชอบรสขมฝาดลิ้นของชาสมุนไพร โยเกิร์ตก็เป็นอีกช้อยส์ที่ควรลองนะ

น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล

หลายคนดื่มน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลทุกเช้าเพื่อควบคุมน้ำหนัก น้ำส้มสายชูชนิดนี้หมักจากแอปเปิ้ล จึงมีคาความเป็นกรดสูง มีความเชื่อว่าบางครั้งการที่สาว ๆ มีอาการปวดท้อง แสบกระเพาะ เป็นเพราะว่าในท้องมีกรดน้อยเกินไป จึงต้องเติมกรดเพิ่มให้พอดี ก็จะช่วยลดกรดแก๊ส ต้นเหตุอาการแสบร้อนกลางอกได้

น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลยังมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ทั้งนี้ขอเตือนคำโต ๆ ว่ากินเพียว ๆ เด็ดขาด เพราะอย่างที่บอกว่ากรดสูงมาก กระเพาะอาจระคายเคืองหรือเป็นแผลได้ ให้ผสม 1 – 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำร้อน 1 ถ้วย เติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

วิตามินบี 5 กับเรื่องที่ควรรู้

วิตามินบี 5 กับเรื่องที่ควรรู้

วิตามินบี 5 คืออะไร

กรดแพนโทเทนิก (Pantothenic acid) หรือที่ใครหลายคนรู้จักในชื่อ วิตามินบี 5 ซึ่งเจ้าวิตามินบี 5 เนี่ยเป็นกรดวิตามินชนิดหนึ่งที่สามารถละลายในน้ำได้ วิตามินตัวนี้นั้นจะมีส่วนช่วยในเรื่องที่หลาย ๆ คนไม่อยากให้เกิดขึ้นนั่นก็คือเรื่อง “สิว” และนอกจากเรื่องสิววิตามินบี 5 ยังดูแลในเรื่องของผิวอีกด้วย

โดยจะพบวิตามินบี 5 ได้จากเนื้อสัตว์ ไก่ ตับ หัวใจ ธัญพืชไม่ขัดสี รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่ว ผักสีเขียว กากน้ำตาลไม่บริสุทธิ์เป็นต้น

วิตามินบี 5 มีหน้าที่อะไร

วิตามินบี 5 นั้นมีหน้าที่ในการช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ต่าง ๆ การเจริญเติบของร่างกาย และการพัฒนาของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากต่อการทำงานของต่อมหมวกไต รวมไปถึงการสร้างภูมิต้านทานและใช้พาบาและโคลีนของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนไขมันและน้ำตาลในเลือดให้กลายเป็นพลังงานอีกด้วย

การทานวิตามินบี 5

การทานวิตามินบี 5 นั้น โดยสำหรับคนปกติทั่วไปสามารถทานวิตามินบี 5 ในปริมาณเพียงแค่ 10 – 300 มิลลิกรัมต่อวันก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว ซึ่งสามารถทานวิตามินบี 5 ได้จากอาหารทั่วไปที่รับประทานกันทุกวัน แต่สำหรับคนที่ต้องการวิตามินบี 5 มากเป็นพิเศษเช่น คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือคนที่มีอาหารเหน็บชาที่มือและเท้าบ่อย ๆ แนะนำให้ทานวิตามินบี 5 ที่ปริมาณ 1000 กรัมต่อวันถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ผลเสียของการทานวิตามินบี 5 มากเกินไป

ซึ่งผลเสียของการรับประมาณวิตามินบี 5 มากเกินขนาดนั้นในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีอาการเป็นพิษต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณที่ติดต่อกัน แต่ศัตรูของวิตามินบี 5 ก็มีนะซึ่งศัตรูของวิตามินบี 5 ก็คือ ความร้อน กระบวนการแปรรูอาหาร แอลกอฮอล์ การบรรจุกระป๋อง คาเฟอีน ยานอนหลับ ยาในกลุ่มซัลฟา และฮอร์โมนเอสโตเจน ถ้าหากขาดวิตามินบี 5 ไปนั้นก็จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แผลในลำไส้เล็ก โรคเลือดและโรคผิวหนัง

ประโยชน์ของวิตามินบี 5

  • ช่วยลดอาการอักเสบ ลดการเกิดของสิว รักษาแผลให้เร็วยิ่งขึ้น เพราะแน่นอนว่าเวลาที่เราเกิดแผลนั้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้น ระยะเวลาในการรักษาของแต่ละคนนั้นจะไม่เท่ากัน ซึ่งเจ้าวิตามินบี 5 จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ซึ่งถ้าแผลหายเร็วขึ้นนั้นก็จะมีโอกาสเกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็นน้อยลงด้วย
  • ช่วยรักษาอาการช็อคหลังการผ่าตัดได้ โดยทั่วไปแล้วหลังการผ่าตัดคนไข้ส่วนใหญ่อาจเกิดอาการช็อค ไม่ว่าจะเป็นการเกร็งที่มือ แขน หรือขา ซึ่งถ้าหากร่างกายได้รับวิตามินบี 5 ที่เพียงพออาการเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น
  • ช่วยลดผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะ ไม่ว่าจะเป็นอาการอยากอาเจียน เวียนหัว หรือผื่นขึ้น วิตามินบี 5 สามารถจัดการกับอาการเหล่านี้ได้ ผลมาจากร่างกายที่มีวิตามินบี 5 เพียงพอสามารถขับสารของยาดังกล่าวออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดการสะสมของไขมัน เนื่องจากวิตามินบี 5 เป็นตัวที่จะช่วยเปลี่ยนไขมันและน้ำตาลให้เป็นพลังงานอยู่แล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดไขมันสะสมหรือเซลล์ลูไลท์ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็จะน้อยลงหรือไม่มีเลยก็ได้
  • สร้างแอนติบอดี้ให้กับร่างกาย วิตามินบี 5 นั้นช่วยให้ร่างกายของเรามีภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้นได้ เพราะแอนติบอดี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีความสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายได้
  • วิตามินบี 5 ช่วยเพิ่มความสดชื่นแก่ร่างกายและช่วยป้องกันการอ่อนเพลียได้

 6 สาเหตุที่ลดน้ำหนักไม่ได้

 6 สาเหตุที่ลดน้ำหนักไม่ได้

มีใครเคยเจอกับปัญหาอย่างเช่น ฉันอยากลดน้ำหนัก แต่ลดกี่ครั้งก็ทำไม่สำเร็จสักทีเลย โดยไม่รู้ว่าสาเหตุมันมาจากตรงไหน ทำให้เราจมอยู่กับลูปเดิม ๆ วนไปวนมา ในขณะที่เพื่อนในกลุ่มหรือคนที่รู้จักก็กลับผอมลงเรื่อย ๆ อย่างที่เราอยากจะทำให้ได้เหมือนคนนั้นบ้าง

ถึงจะไปถามวิธีการมาคนนั้นก็ใช่วิธีเดียวกันกับเรา หรือบางคนอาจจะได้วิธีใหม่ ๆ มาก็ทำไม่สำเร็จสักที เพราะเมื่อเราลดแล้วก็จะเลิกพออ้วนอีกก็กลับมาลดอีก แบบนั้นมันไม่นับว่าทำสำเร็จหรอกนะ เพราะจะต้องทำเรื่อย ๆ เมื่อสาว ๆ อ้วนขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้สาว ๆ นั้นลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที ในวันนี้เราจึงไปพาไปส่องสาเหตุเหล่านั้น ถ้าอยากรู้ว่ามีสาเหตุอะไรบ้างก็ไปดูกันเลย

เพื่อนชวนหิว

มา!! มาเริ่มสตาร์ทกันที่ข้อแรกกันเลยกับ “เพื่อนชวนหิว” เพื่อนเนี่ยแหละตัวดี ตัวมารร้ายจอมขัดขว้างการลดน้ำหนักของเรา โดยที่เวลาเราบอกเพื่อนทีไรว่า “พวกเธอ ช่วงนี้ฉันลดความอ้วนนะ” มันจะไปสรรหาร้านเด็ด ร้านดัง ร้านอร่อยมาให้ดู หรือชวนกันไปกินชาบู หมูกระทะ ปิ้งย่าง ในช่วงที่เราลดความอ้วนพอดี

ซึ่งจะให้เราแยกตัวกลับหอหรือกลับบ้านไปนั่งกินสลัดคนก็รู้สึกเหงาเกินไป แต่ถ้าไม่ทำอย่างงั้นก็จะไม่ได้ลดกันสักที เพราะฉะนั้นอยากจะต้องหักห้ามใจสักหน่อยในสถานการณ์อย่างนี้ เพราพวกเพื่อนตัวดีของเรานั้นกำลังพาเราไปอ้วนอยู่นั่นเอง

ชอบผัดวันประกันพรุ่ง

ฉันรู้นะว่าพวกเธอน่ะเป็นกันบ่อย เวลาตั้งปณิธานหรือเจตนารมย์ว่าจะลดน้ำหนัก คำสุดแสนยอดฮิตที่จะตามมานั่นก็คือ “พรุ่งนี้ค่อยลดแล้วกัน” พอถึงวันถัดมาก็ยังทำตัวเหมือนเดิม กินเหมือนเดิมพร้อมกับประโยคของเมื่อวาน “พรุ่งนี้ค่อยลดแล้วกัน” พรุ่งนี้ไปเรื่อย ๆ จนจะข้ามปีก็ยังไม่ลด ถ้ายังพูดแบบนี้อยู่ละก็ไม่มีทางที่จะลดได้หรอก แถมจะเพิ่มน้ำหนักให้ตัวเองอีกด้วย

เบื่อกับการออกกำลังกาย

หลายคนอาจจะมีแนวคิดแบบที่ว่า ลดความอ้วนน่ะ ลดได้นะ แต่ไม่อยากออกกำลังกาย ก็คนมันเรียนเหนื่อย ทำงานเหนื่อย กลับมาก็อยากจะกินแล้วก็นอน ขี้เกียจที่จะต้องเตรียมเสื้อผ้าไปออกกำลังกาย แค่ทานอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนได้แค่นั้นไม่ได้เหรอ หรือนอนเฉย ๆ แล้วผอม ตื่นจ้ะ!! เพราะมันเป็นความคิดที่ผิดมาก ๆ ต้องเปลี่ยนความคิดโดยด่วน

ถึงเราจะทานอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนก็ตามแต่พอลดลงไปก็จะเกิดปัญหาแขนขาไม่กระชับ ไม่เฟิร์ม ดังนั้นการออกกำลังกายคือสิ่งที่จะช่วยให้ร่างกายของเรากระชับ เฟิร์ม สวย เรียกได้ว่าทั้งผอมทั้งสวยกันไปเลย

นอนดึก

สาว ๆ คนไหนเป็นบ้างที่เวลากลางคืนนั้นไม่ค่อยอยากจะนอน อาจจะติดทีวี ซีรีย์เรื่องโปรด คุยกับเพื่อน คุยกับแฟนเพลิน จากที่ใจคิดไว้ว่าจะนอนสักสี่ทุ่มตื่นหกโมง กลับกลายเป็นได้นอนประมาณตีหนึ่งตีแปดโมงเช้า แล้วสังเกตกันหรือไม่ เวลาที่เรานอนดึก นอนน้อยเนี่ย เราจะหิวเป็นพิเศษ พอเราหิวมากเราก็จะทานเยอะ พอทานเยอะก็จะอ้วนนั่นเอง ฉะนั้นควรปรับปรุงเวลานอน หรือกิจกรรมที่ต้องทำก่อนนอนนะ

ติดหวาน

เชื่อกันหรือไม่ ว่าการที่เรานั้นติดการทานของหวานนั้นก็สามารถทำให้เราลดความอ้วนไม่สำเร็จเช่นกัน เพราะจะเรียกร้องหาของหวานมาทานตลอด เช่นบางคนทานข้าวน้อยมากเพราะอยากผอม แต่พอทานเสร็จเดินผ่านร้านชานมไข่มุก หัวใจมันก็เรียกร้องเดินเข้าสั่งแบบไม่ลังเลเป็นต้น นอกจากจะลดความอ้วนไม่สำเร็จแล้วนั้น ของหวานยังเป็นตัวทำให้ลงพุงอีกด้วย

ท้อแท้ง่ายเกินไป

บางคนนั้นอยากที่จะลดน้ำหนักลงเร็ว ๆ แบบอาทิตย์หนึ่งลดไป 5 กิโลแบบนี้ ต้องขอให้ทำความเข้าใจกันใหม่ การลดน้ำหนักแบบรวดเร็วนั้นไม่ใช่วิธีการลดน้ำหลักที่ถูกต้อง ตรงกันข้ามจะทำให้น้ำหนักนั้นเด้งกลับมามากกว่าเดิม หรือที่รู้จักกันในชื่อโยโย่เอฟเฟคนั่นเอง

ซึ่งการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นจะทำให้สาว ๆ มีความรู้สึกท้อแท้ได้ง่ายมีความคิดอยู่ในหัวตลอดว่าต้องทำอีกนานแค่ไหนกว่าน้ำหนักจะลง เพราะฉะนั้นสาว ๆ จะต้องใจเย็น ๆ อย่าท้อแท้กับสิ่งที่ทำง่าย ๆ ลองทำไปสักหนึ่งเดือนก่อน ถ้าไม่เห็นผลค่อยมาหาวิธีใหม่กันเนอะ

โรค Fibromyalgia กับ 9 อาการที่ต้องระวัง

โรค Fibromyalgia กับ 9 อาการที่ต้องระวัง

โรค Fibromyalgia เป็นโรคใหม่ที่มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันกับคนในวันเรียนและทำงานแต่มีแนวโน้มไปทางคนทำงานเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญคือโรคนี้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย แต่เน้นไปที่คนที่มีภาวะเครียดสูงตลอดเวลา ทำงานหนักและพักผ่อนน้อย

โดยโรคนี้จะเป็นภาวะความเจ็บปวดที่ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเช่น ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, ไวต่อความรู้สึกและความอ่อนเพลีย ซึ่งอาจจะเกิดแค่อาการเดียวต่อวันหรือเกิดขึ้นได้ทุกอาการร่วมกันในวันเดียวก็ได้ ถึงโรคนี้จะไม่ถึงขั้นเสียชีวิตแต่เป็นโรคที่ทำให้รู้สึกรำคาญใจไม่น้อย ที่สำคัญโรคนี้ผู้หญิงนั้นมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายนะ โดยวันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับอาการของโรคนี้กันถ้าพร้อมแล้วกันไปดูกันเลย

กลุ่มกล้ามเนื้อและร่างกาย

  • เจ็บกล้ามเนื้อ เจ็บไปทั่วร่างกายโดยเฉพาะบริเวณหลังและคอ
  • กล้ามเนื้อกระตุกและมีอาการเหน็บชาในบางส่วนบ่อยครั้ง รวมถึงการเป็นตะคริวที่ขาในช่วงเช้า
  • กล้ามเนื้อต่าง ๆ เกิดอาการบวมแบบไร้สาเหตุ
  • เมื่อให้มือสัมผัสส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็รู้สึกถึงอาการเจ็บแบบแปล๊บ ๆ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบกะทันหัน
  • ปวดกล้ามเนื้อหนักจนทำให้เกิดปัญหาการทรงตัว

กลุ่มปัญหาการนอนหลับ

  • นอนไม่หลับติดต่อกัน 1 – 2 คืน หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน
  • นอนกัดฟัน เคี้ยวฟันแบบไม่รู้ตัว
  • มีอาการ Hypnic หรือกระตุกระหว่างหลับ จนทำให้สะดุ้งตื่นและนอนไม่หลับอีกเลย
  • รู้สึกเมื่อยล้ามากจนส่งผลให้นอนไม่หลับ

กลุ่มอาการภูมิแพ้

  • มีอาการคันและเกิดผื่นจำนวนมากบนผิวหนัง
  • มีอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก น้ำมูกไหล หูอื้อและจามอยู่ตลอดเวลา
  • หายใจถี่ หายใจหอบแบบกะทันหัน และรู้สึกเหนื่อยมากผิดปกติ
  • สั่งน้ำมูกหรือขากเสลดออกมาเป็นสีเขียวเข้ม

กลุ่มปัญหาทางเดินอาหาร

  • ท้องอืด ท้องเดิน มีลมในกระเพราะอาหารปริมาณมาก
  • ปวดท้องจะถ่าย แต่เข้าห้องน้ำแล้วไม่ถ่ายหรือถ่ายน้อย
  • ท้องเสียบ่อย หรือเมื่อทานเสร็จไม่นานก็รู้สึกอยากถ่ายทันที
  • ปัสสาวะบ่อยทั้งที่ดื่มน้ำไม่มาก
  • มีอาการลำไส้แปรปรวน

กลุ่มอาการทางประสาท

  • มีความไวต่อแสง กลิ่น และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่มากกว่าคนทั่วไป จึงทำให้เป็นไมเกรนบ่อย
  • ตาบอดในที่แสงน้อย
  • การประสานงานของสมองไม่สมดุล ทำให้เกิดปัญหากับการทรงตัวและคิดไม่ทันคนปกติ
  • เริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ลิ้นแข็ง
  • อาจคุมคามไปสู่โรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้

กลุ่มปัญหาโรคภัย

  • มีอาการโรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ, หัวใจรั่ว
  • มีอาการอ่อนเพลียทุกวัน ทั้งที่นอนนานหรือไม่ได้ทำงานก็ยังอ่อนเพลีย
  • ปัสสาวะบ่อย อยากของหวาน น้ำตาลในเลือดสูง

กลุ่มปัญหาภายนอกร่างกาย

  • ผิวหยาบกร้านลงทั้งที่บำรุงสารพัด
  • เกิดสิวจำนวนมาก
  • ผมร่วงแบบเห็นได้ชัด
  • เกิดรอยช้ำเขียวแบบไม่รู้สาเหตุ
  • เป็นแผลง่าย เลือดออกง่ายแต่หยุดยาก

กลุ่มปัญหาอาการทางจิต

  • อารมณ์แปรปรวนง่าย
  • มีความกังวลใจทุกเรื่อง วิตกจริตตลอดเวลา
  • อารมณ์เกี้ยวกราด โกรธง่ายและอาจจะทะเลาะกับคนข้างได้ง่าย

กลุ่มอาการของผู้หญิง

  • ปวดประจำเดือนทุกครั้งที่เป็น มีประจำเดือนมากผิดปกติ
  • พยายามลดน้ำหนักเท่าไหร่ก็ไม่ลง
  • เหงื่อออกช่วงตอนกลางคืน ทั้งที่นอนในห้องแอร์
  • อยากอาหารหนักมาก

เป็นอย่างไรกันบ้างสาว ๆ มีอาการดังกล่าวบ้างไหมเอ่ย ถ้าตรวจดูแล้วมีอาการอยู่ในเกือบทุกกลุ่มควรเข้าปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อไม่นำไปสู่โรคร้ายที่น่ากลัว แต่ถ้าสาว ๆ ไม่มีอาการมากนั้นวิธีป้องกันตัวเองก็คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นการเสริมแมกนีเซียม, วิตามินบี 12 และวิตามินดีให้มาก ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอด้วยโยคะจะเหมาะที่สุด พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความตึงเครียด ใช้ชีวิตให้สนุกขึ้นนั่นเอง

ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

อยู่อย่างไรให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง สุขภาพดี