8 ลำดับการแต่งหน้าที่ถูกต้อง

8 ลำดับการแต่งหน้าที่ถูกต้อง

ใครที่ชอบแต่งหน้าเป็นประจำแทบจะทุกวันบ้างรึเปล่า เอาจริง ๆ ก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่เลยนะ ที่สาว ๆ หลายคนจะชอบแต่งหน้าเพิ่มความเป๊ะให้หน้าดูสวยปัง เพราะว่าแค่ใช้เรื่องสำอางเติมนั่นนิดเติมนี่หน่อย ก็ช่วยกลบจุดด้อยต่าง ๆ บนใบหน้าให้หายวับ แถมยังช่วยเสริมพลังความสวยให้ส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าดูสวยเด่นขึ้นอีกด้วย

แต่เรามั่นใจว่าต้องมีสาวบางคนที่ต่อจะให้ตั้งใจแต่งหน้าแบบสุดพลัง หรือใช้เครื่องสำอางคุณภาพดีเบอร์แรง ก็ยังแต่งหน้าออกมาดูไม่ปังอย่างที่หวังไว้ แล้วสาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็อาจเป็นเพราะพวกเธอแต่งหน้าไม่ถูกวิธีก็ได้นะ วันนี้เราเลยลิสต์ 8 ลำดับการแต่งหน้าที่ถูกต้อง มาให้ทั้งมือใหม่หัดแต่งหน้า รวมทั้งคนที่อยากแต่งหน้าให้เป๊ะขึ้นได้ลองดู จำ และนำไปทำตามกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ทามอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

ก่อนจะเริ่มต้นลงเครื่องสำอางสารพัดชิ้นลงบนผิว ถ้าสาว ๆ ไม่อยากเจอกับปัญหาแต่งหน้าไม่ติด หรือผิวหน้าดูไม่เรียบเนียน / ตกร่อง / เป็นขุย ก็ห้ามมองข้ามสเต็ปการบำรุงผิวก่อนแต่งหน้าเด็ดขาดเลยนะ โดยเฉพาะใครก็ตามที่มีสภาพผิวแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ควรทา “มอยส์เจอไรเซอร์” เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

ทาไพรเมอร์ปรับผิวเรียบเนียน เมคอัพติดผิวมากขึ้น

อากาศเมืองไทยมันทั้งร้อน ทั้งอบอ้าว จนทำให้เหงื่อออกและผิวมันง่ายขึ้นกว่าเดิมไปอีก แบบนี้ถ้าแต่งหน้าแบบไม่ถูกวิธีก็อาจทำให้รองพื้นและเมคอัพส่วนอื่น ๆ ไหลกองมารวมกันได้ สเต็ปการเตรียมผิวก่อนลงรองพื้นที่สำคัญและจำเป็นมาก ๆ เลยก็คือการทา “ไพรเมอร์” นั่นเองค่ะ

ลงรองพื้นทีละนิดแล้วค่อย ๆ เพิ่มเลเยอร์

คราวนี้ก็ได้เวลามาเสกงานผิวสวยเนียนกริบด้วย “รองพื้น” บ้างแล้วนะ เราต้องบอกเลยว่าจริง ๆ แล้วการลงรองพื้นให้ผิวสวยเนียนเป็นธรรมชาติ สามารถลงรองพื้นด้วยนิ้วมือของตัวเอง หรือจะลงรองพื้นด้วยแปรงแต่งหน้าก็เลือกได้ตามความถนัดเลย โดยการใช้นิ้วมือลงรองพื้นก็เหมาะกับวันที่ต้องการแต่งหน้าบาง ๆ เบา ๆ ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ส่วนการใช้แปรงลงรองพื้นก็จะเหมาะกับการแต่งหน้าที่อยากได้งานผิวแบบ Full-coverage กลบผิวเนียนกริบแบบไม่เหลือร่องรอย แล้วสิ่งที่เราอยากเตือนสาว ๆ ทุกคนไว้เลยก็คือการลงรองพื้นที่ถูกต้อง ควรลงรองพื้นทีละน้อย ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มเลเยอร์บนผิวบริเวณที่ต้องการการปกปิดเพิ่มมากขึ้นทีหลัง เท่านี้ก็ได้งานผิวสวย ๆ แบบไม่ดูหนาโบ๊ะเกินไปแล้ว

กลบรอยสิว / จุดด่างดำด้วยคอนซีลเลอร์

การเลือกใช้คอนซีลเลอร์สำหรับกลบจุดด่างดำและรอยคล้ำบนใบหน้าแต่ละส่วน ก็ต้องเลือกชนิดของคอนซีลเลอร์แตกต่างกันไปด้วยนะ สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการปกปิดใต้ตาแพนด้าที่ทำให้หน้าดูโทรม ก็ควรเลือกใช้คอนซีลเลอร์เนื้อลิควิดที่สว่างกว่าผิว 1 เฉด เพื่อให้บริเวณใต้ตาดูสว่างสดใสมากขึ้น ส่วนพวกรอยสิวหรือจุดด่างดำต่าง ก็ควรเลือกใช้คอนซีลเลอร์เนื้อครีมที่มีโทนสีพอดีกับผิวจะดีที่สุดค่ะ เพราะรอยดำต่าง ๆ พวกนี้ถ้าใช้คอนซีลเลอร์สีสว่างอาจทำให้เห็นชัดกว่าเดิมแทน

คอนทัวร์ > บลัชออน > ไฮไลท์ เพิ่มสีสันและมิติให้ใบหน้า

ถ้าอยากแต่งหน้าให้สวยปัง แค่กลบผิวให้เนียนกริบอย่างเดียว ใบหน้าก็อาจดูขาดสีสันหรือดูลอย ๆ ได้เหมือนกันนะคะซิส! เพราะฉะนั้นขั้นตอนการแต่งหน้าสเต็ปต่อไปที่ต้องทำก็คือการเติมสีสันให้พวงแก้มด้วยบลัชออน พร้อมคอนทัวร์เก็บกรอบหน้าและไฮไลท์ส่วนต่าง ๆ เพื่อทำให้ใบหน้าดูมีมิติและสวยพุ่งมากกว่าเดิมนั่นเอง

อายแชโดว์ > อายไลเนอร์ > มาสคาร่า แต่งตาให้สวยปิ๊ง

งานผิวก็มา งานแก้มก็มาแล้ว คราวนี้ถึงเวลามาแต่งตาเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ดวงตาดูมีเสน่ห์มากขึ้นบ้างแล้ว โดยสเต็ปแรกให้ใช้อายแชโดว์โทนสว่างเฉดสีเดียวกับสีผิวทาเป็นอายแชโดว์เบสก่อน แล้วตามด้วยการใช้อายแชโดว์เฉดสีเข้มสำหรับคัดเบ้าให้ดวงตาดูมีมิติขึ้นกว่าเดิม ส่วนอายแชโดว์สีกลาง ๆ ระหว่างสีอ่อนและสีเข้ม มีไว้ใช้ทาลงไปที่เปลือกตาเพื่อเบลนด์ให้สีของอายแชโดว์ดูเข้ากันนั่นเองค่ะ หลังจากที่ทาอายแชโดว์เสร็จแล้วก็ให้เขียนอายไลเนอร์วิงก์หางยาวตามความต้องการ แล้วปิดท้ายด้วยการดัดขนตาและปัดมาสคาร่าเพื่อให้ขนตางอนเด้งขึ้นได้เลย

เขียนขอบปากก่อนทาลิปสติกช่วยให้ปากอวบอิ่มขึ้น

อวัยวะสำคัญบนใบหน้าที่เห็นเด่นชัดและดึงดูดสายตามากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “ริมฝีปาก” นี่แหละค่ะ แบบนี้ถ้าอยากจะให้เมคอัพที่ตั้งใจแต่งอยู่ตั้งนานสองนาน ออกมาสวยปังคุ้มค่ากับเวลาและความทุ่มเทที่เสียไป ก็ต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเติมสีสันให้ริมฝีปากกันหน่อยนะ

ถ้าอยากให้ริมฝีปากสวยและดูอวบอิ่มขึ้นกว่าเดิม เราขอแนะนำให้ลองใช้เทคนิคการเขียนขอบปากด้วย “ลิปไลเนอร์” ก่อน เพื่อทำให้ขอบปากดูคมชัด ริมฝีปากอวบอิ่ม ที่สำคัญยังช่วยกำหนดเส้นขอบปากทำให้ทาปากได้ง่ายขึ้น และเวลาทาลิปสติกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทาเลอะเทอะหรือทาเกินขอบปากมากเกินไปอีกด้วยนะ

ทาแป้งฝุ่นโปร่งแสง / ฉีดเปรย์เซตเมคอัพติดทนตลอดวัน

หลังจากที่แต่งหน้า แต่งตา ทาปากเสร็จเรียบร้อยแล้ว สเต็ปการแต่งหน้าอย่างสุดท้ายที่ต้องทำทุกครั้งเลยก็คือการเซตผิวด้วย “แป้งฝุ่นโปร่งแสง” หรือ “เซตติ้งสเปรย์” ที่นอกจากจะช่วยคุมมัน กันเหงื่อ แล้วยังช่วยล็อกเมคอัพให้ติดแน่นทนนานอยู่บนหน้าได้ตลอดทั้งวันด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

วิธีแก้รอยดำจากการเกา

วิธีแก้รอยดำจากการเกา

การเกาผิวหนังของเรานั้นไม่เพียงแต่ทำให้อาการคันไม่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังแถมรอยแดงและรอยดำเพิ่มขึ้นอีกด้วย หลาย ๆ คนมีปัญหาผิวลายหรือผิวมีจุดด่างดำที่เกิดจากการเกาไม่รู้ตัว จนทำให้ผิวไม่เรียบเนียน ดึงเอาความมั่นใจในการแต่งตัวไปเยอะเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะนำเอาวิธีแก้ปัญหารอยดำที่เกิดจาการเกามาแบ่งบันกัน ซึ่งแต่ละวิธีจะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

หลีกเลี่ยงการเกาให้ได้มากที่สุด

เชื่อว่าเมื่อมีอาการคันจากการโดนแมลงกัดต่อยหรือสัมผัสกับใบไม้บางชนิด ทำให้หลายคนไม่สามารถยับยั้งการเกาได้เลย ดังนั้นหากต้องการให้ผิวสวยเนียนไม่มีจุดด่างดำจากการเกา จึงจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเกาให้ได้มากที่สุด แล้วหันมาใช้วิธีการทายาที่ช่วยบรรเทาอาการคันแทน วิธีนี้ช่วยให้หายคันได้ดี แถมยังไม่ต้องเสี่ยงมีจุดด่างดำบนผิวที่เกิดจากการเกาอีกด้วย

หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด

แสงแดด คือตัวการที่ทำให้ผิวคล้ำได้ง่ายมาก ๆ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำหีรอยดำที่เกิดจากการเกายิ่งเด่นชัดมากขึ้น และจะทำให้การรักษาเห็นผลได้ช้า สำหรับใครที่มีรอยดำบนผิวจากการเกา ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF สูงก่อนออกจากไปข้างนอกทุกครั้ง

ทานอาหารบำรุงผิว

อาหารที่มีส่วนช่วยลดรอยดำบนผิวจากการเกาคือ ผักและผลไม้หลากหลายชนิด เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี และสารอาหารที่สำคัญสำหรับผิวอีกหลายชนิดเลยทีเดียว นอกจากจะช่วยลดรอยดำบนผิวได้แล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

ขัดผิวสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

ในหนึ่งสัปดาห์สาว ๆ ควรขัดผิวให้ได้ประมาณ 2 ครั้ง จะช่วยลดรอยดำบนผิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งการขัดผิวแนะนำให้ใช้มะขามเปียกละลายน้ำในน้ำจนเป็นน้ำข้น ๆ จากนั้นนำมาขัดเบา ๆ ให้ทั่วผิว ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงใช้ใยบวมขัดซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะล้างออกให้สะอาด วิธีนี้ช่วยผลัดเซลล์ผิวจนทำให้รอยดำจางลงอย่างเห็นได้ชัด

ทาน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีกรดลอริคที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวและช่วยให้รอบดำบนผิวจางลง แนะนำให้สาว ๆ ทาน้ำมันมะพร้าวตงบริเวณรอยดำก่อนนอนทุกคืนโดยไม่ต้องล้างออก ตื่นเช้าขึ้นมาค่อยอาบน้ำทำความสะอาด วิธีนี้ช่วยให้รอยดำจางลงได้ดี

ทาครีมบำรุงผิวทุกวัน

ครีมบำรุงผิวมีความสำคัญต่อผิวพรรณของเราอย่างมาก ดังนั้นจึงควรทาทุกวัน โดยเฉพาะคนที่มีรอยดำผิวไม่ควรละเลยการทาครีมบำรุงผิวอย่างเด็ดขาด เพราะครีมบำรุงผิวมีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งที่ช่วยปรับผิวให้สว่างไปพร้อม ๆ กับการลดรอยดำให้จางลง

หมั่นทาครีมลดรอยดำหลังอาบน้ำเช้าเย็น

ในส่วนของครีมลดรอยดำควรทาทุกวันหลังอาบน้ำในตอนเช้าและตอนเย็น หมั่นทาบริเวณที่มีรอยดำทุก ๆ วันติดต่อกันจะช่วยให้รอยดำจางลง เนื่องจากครีมลดรอยดำจะมีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี กลูต้าไธโอน และอาร์บูติน ที่มีคุณสมบัติลดรอยดำได้เป็นอย่างดี

แหล่งที่มา : www.sanook.com

How To พุงหายด้วยวิธีง่าย ๆ

How To พุงหายด้วยวิธีง่าย ๆ

แน่นอนว่ารูปร่างนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสาว ๆ อย่างเรามาก ไม่ว่าเราจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ แต่สิ่งที่สาว ๆ กังวลเกี่ยวกับรูปร่างนั่นก็มีมากมายหลายอย่าง ซึ่งสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนกงัวลมากที่สุดก็คือ พุง เพราะใคร ๆ ก็อยากจะมีหน้าท้องที่แบนราบกันอยู่แล้ว แต่กลับมีไขมันสะสมจนมีเจ้าพุงน้อย ๆ ยื่นออกมา ทำให้ใส่เสื้อผ้าออกมาไม่สวย โดยเฉพาะตรงหน้าท้อง

ถึงแม้ช่วงติดจะติดโควิด แต่สาว ๆ หลายคนก็ต้องอยากใส่เสื้อสวย ๆ โชว์เอวเอสกันบ้าง แต่หน้าท้องของเรานั้นมันก็ไม่ค่อยจะเอื้ออำอวยเท่าไหร่ ดังนั้นเรามาลดพุงกันเถอะ ด้วยฮาวทูที่จะช่วยลดพุงด้วยวิธีง่าย ๆ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผล

อย่างที่เรารู้กันดีว่า การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาสุขภาพและสลายพุง แต่ถ้าเรานั้นออกกำลังกายไม่มากพอผลที่ได้ก็จะไม่เป็นตามที่ต้องการ แต่เราก็ไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้นไง  ดังนั้นเพื่อให้ออกกำลังกายได้ในเวลาที่น้อยด้วย ก็คือการ Bodyweight Burn มันคือการออกกำลังกามที่ใช้เวลาเพียงแค่ 21 นาทีและช่วยเผาผลาญไขมันได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน หากใครสนใจก็ลองไปศึกษาวิธีออกกำลังกายตามเน็ตและทำตามกันดูนะ

กินเพื่อลดหน้าท้อง

หนึ่งในความผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำกันในขณะที่ต้องการลดไขมันหน้าท้องก็คือ การไม่ได้ทานโปรตีนมากพอ โดยโปรตีนนั้นเป็นสารอาหารที่สำคัญอันดับหนึ่งที่ช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดน้ำหนัก เพราะจะช่วยลดความอยากและช่วยเพิ่มการเผาผลาญของเราได้

ดังนั้นควรทานโปรตีนที่ดีเช่า ปลา (ปลาทูน่า, ปลาแซลมอนหรือปลาซาร์ดีน) , ไก่, เนื้อวัว, ไข่, นม มาทานเป็นประจำแทนเนื้อสัตว์อื่น ๆ สำหรับมื้อว่างระหว่างเดินทางนะ เราก็ควรทานอาหารที่มีโปรตีนและใยอาหารสูงอย่าง อะโวคาโด, เมล็ด Flaxseed, แบล็คเบอร์รี่ กะหล่ำปลีและพืชตระกูลถั่ว

หยุดกินอาหารที่ขวางการเบิร์น

นอกจากอาหารที่ควรทานแล้วนั้น เราก็ยังทีอาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงกัน โดยอาหารเหล่านั้นได้แก่ น้ำตาลและไขมันอิ่มตัวเพราะการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่น้ำตาลสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ดังนั้นควรลดการทานน้ำตาล ซึ่งจะถูกผสมในอาหารจำพวกเค้ก โค้ก และซีเรียล นอกจากนี้ยังควรลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตลงด้วย หันไปทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เลือกอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้น ถึงแม้จะมีปริมาณน้ำตาลเท่ากัน แต่ก็ทำให้เราอิ่มได้นานอย่างไม่น่าเชื่อเลย

นอนหลับให้มากขึ้น

ถ้าเรานั้นนอนไม่พอ ทำให้ความเครียดนั้นสูงขึ้น ซึ่งเมื่อความเครียดสูงและระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ สามารถทำให้เรานั้นอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราทานอาหารมากกว่าความต้องการของเรา หรือพูดอีกอย่างก็คือ ทานเกินนั่นเอง ดังนั้นควรนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อคืนนะ

อดทนและมุ่งมั่น

เพื่อให้เรานั้นบรรลุเป้าหมายในการลดน้ำหนักและการเผาผลาญไขมันหน้าท้องนั้น เราจะต้องทำสิ่งที่บอกมาข้างต้นทุกวัน และอย่ายอมแพ้ แม้ว่าเราจะรู้สึกเบื่อกับการออกกำลังกายหรืออยากจะทานอาหารที่เป็นการขัดขวางการออกกำลังแค่ไหนก็ตาม กระบวนการเผาผลาญไขมันของเราจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามทั้ง 5 คำแนะนำในทุก ๆ วัน ไม่นานไร้พุงก่อนปีใหม่อย่างแน่นอน

 

7 ดูแลตัวเองไม่ให้แก่เกินวัยของผู้หญิงอายุ 40

7 ดูแลตัวเองไม่ให้แก่เกินวัยของผู้หญิงอายุ 40

เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่พออายุเริ่มมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มก็มีเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณที่เปลี่ยนไป จนไปถึงเรื่องสุขภาพที่ร่างกายเตรียมจะฟ้องสัญญาณสุขภาพบางอย่างที่เราอาจจะต้องเริ่มดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะผู้หญิงที่เริ่มเข้าวัย 40 เพราะในวัยนี้จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างอย่างชัดเจน ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำ 7 ดูแลตัวเองไม่ให้แก่เกินวัยของผู้หญิงอายุ 40 กัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

ยิ่งอายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญยิ่งทำงานได้น้อยลง ระบบย่อยก็มีแต่จะเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ดังนั้นเมื่อเข้าวัย 40 ควรดูแลตัวเองในเรื่องการรับประทานเป็นหลัก ยิ่งเราเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ก็จะยิ่งช่วยให้สุขภาพดี และชะลอวัย

แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ควรกิน เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ใช้วิธีการผัด และทอดในน้ำมัน ลดการรับประทานเนื้อแดง และเพิ่มการรับประทานผัก และผลไม้ที่ไม่หวานจัดก็จะเป็นวิธีช่วยดูแลตัวเองไม่ให้แก่ก่อนวัยได้

มีน้ำติดตัวไว้เสมอ

สำหรับผู้หญิงวัย 40 ควรดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำ นั้นถือเป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ เป็นอย่างยิ่ง เพราะน้ำจะเป็นตัวไปช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ให้ยังทำงานได้อย่างดี

ที่สำคัญยังส่งผลไปถึงความชุ่มชื่นของผิวพรรณด้วย ดังนั้นการดูแลตัวเองของสาววัย 40 ด้วยการดื่มน้ำก็ถือเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก เพียงแค่พกน้ำติดกระเป๋าจิบตลอดทั้งวัน ก็เป็นการดูแลตัวเองได้แล้ว

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

แม้ว่าการเลือกรับประทานจะเป็นข้อปฏิบัติอันดับหนึ่งที่ควรจะทำ สำหรับวิธีดูแลตัวเองของคนวัย 40 แต่ก็ต้องไม่ลืมการออกกำลังกายควบคู่ด้วย เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพ และความแข็งแรงให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายได้เผาผลาญ และขับของเสียออกจากรูขุมขน และยังมีผลต่อจิตใจที่จะช่วยทำให้จิตใตสดชื่น สดใสได้มากยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นผู้หญิงวัย 40 ควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายควบคู่เป็นประจำ ซักอาทิตย์ละ 3-5 วัน กำลังดี

บำรุงผิวเป็นประจำ

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายจากภายใน นั่นคือการดูแลผิวพรรณภายนอกให้ยังดูสวย และแลดูอ่อนกว่าวัย การบำรุงผิวเป็นประจำเป็นวิธีดูแลตัวเองไม่ให้แก่ก่อนวัย และอาจจะหลอกตาให้คนอื่นไม่รู้ว่าอายุเราแตะหลักสี่ไปแล้วเรียบร้อย ขอแนะนำให้เลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เติมความชุ่มชื้นให้ผิว และมีส่วนผสมของคอลลาเจน เพื่อเติมเต็มความแข็งแรงของผิวที่อาจจะหายไปบ้าง

แต่งตัวอยู่เสมอ

บางทีพอสาว ๆ เริ่มจะทำงานมานาน อายุมากขึ้น ก็จะเริ่มละเลยกับการแต่งตัวให้สวยงาม แต่สาว ๆ โดยเฉพาะวัย 40+ อาจจะไม่รู้ว่าทุกวันนี้ที่เรารู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว ไม่สดชื่น สาเหตุอย่างหนึ่งอาจจะจากการแต่งตัวที่จืดชืด ซ้ำ ๆ กันทุกวันก็ได้นะ

โดยขอแนะนำว่า  ควรเติมความสนุกสดใสให้กับตัวเองด้วยการหันมาแต่งตัวให้สนุกขึ้นบ้าง หยิบชิ้นนั้น มาแมทซ์ชิ้นนี้ตามแต่ที่ใจเราชอบ หรือใครที่ยังไม่มั่นใจอาจจะลองเปลี่ยนเครื่องประดับ เปลี่ยนรองเท้า หรือง่ายที่สุด ลองเปลี่ยนสีลิปสติกให้แสบ แซ่บ ซ่า แต่ก็ยังเป็นตัวเอง และมีความสุข รับรองว่าทุก ๆ วันของสาว ๆ จะต้องแฮปปี้สุด ๆ อย่างแน่นอน

นัดเพื่อน พบปะสังสรรค์

ผู้หญิงในวัย 40 ขึ้นไปส่วนใหญ่ก็มักจะแต่งงาน มีครอบครัว ทำให้นอกจากงานนอกบ้านแล้ว ก็ยังต้องรับภารกิจในบ้านด้วย ทำให้หลาย ๆ ครั้งอาจจะรู้สึกเหนื่อย หมดไฟ ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรทั้งนั้น ขอแนะนำให้ลองจัดสรรเวลา หาช่องว่างไปพักผ่อนเมาท์มอยกับเพื่อนสาว วางทั้งเรื่องงาน และเรื่องที่บ้านเอาไว้ซักนิด ใช้ช่วงเวลาในการเมาท์มอย ทานข้าวกับเพื่อน ๆ ให้เป็นเวลาของตัวเองจริง ๆ

หางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำดูบ้าง

อายุ 40 แล้วควรดูแลตัวเองให้รอบด้านทั้งสุขภาพ ความงาม จิตใจ และอย่าลืมเพิ่มเติมทักษะใหม่ ๆ ให้กับตัวเองด้วยนะ เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้สามารถทำได้ตลอดชีวิต ไม่ได้จำกัดไว้แค่ที่วัยไหนเท่านั้น ดังนั้นถ้ายังพอมีเวลา ลองหางานอดิเรกใหม่ๆทำดูบ้าง ก็อาจจะทำให้พบเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ ๆ และอาจจะทำให้เราได้ทักษะใหม่ ๆ ติดตัวเพิ่มเติม ฝึกสมองไม่ให้หยุดนิ่งไปได้ด้วยอีกทางหนึ่ง

How To การดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย

How To การดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย

เพราะผิวพรรณในแต่ละช่วงวัยนั้นมีความแตกต่างกัน อย่างที่สังเกตกันก็คือในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นนั้นผิวพรรณของเราจะเต่งตึง กระชับ พอเริ่มอายุมากขึ้นไปอยู่ในช่วงวัยกลางคน ริ้วรอยต่าง ๆ  ก็จะเริ่มปรากฏขึ้นมาให้เห็นเช่นรอยตีนกา หรือผิวหนังที่เริ่มหย่อนคล้อย อย่างที่เห็นในแต่ละวัยนั้นมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน ฉะนั้นการดูแลผิวพรรณก็จะต้องแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน

ดังนั้นในวันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับ How To การดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย ว่าแต่ละช่วงวัยนั้นจะต้องมีการดูแลผิวพรรณอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ช่วงอายุ 15 – 20 ปี

จะเป็นช่วงที่จะเป็นจากวัยเด็กเป็นวัยรุ่น ดังนั้นมันก็จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างในตัวเปลี่ยนแปลงไปเช่น มีสิวขึ้นบนใบหน้า แต่อยากคิดว่าเพราะไม่ล้างหน้า หรือหน้าสกปรกนะ มันมีได้อีกหลายปัจจัยที่ทำให้สิวขึ้น เพราะ สิวช่วงวัยนี้จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ และอะไรอีกหลายอย่างเช่นอดนอน หรือเครียด เพราะบางคนล้างน้ำทุกวันสิวก็เกิดขึ้นได้

แต่สิ่งพวกนี้มันจะหายไปได้เอง ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมันเช่น บีบ แกะ หรือกดสิว เพราะมันจะทำให้เกิดรอยดำและอักเสบได้ ดังนั้นการดูแลผิวในวัยนี้ ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ เช้าเย็น หลีกเลี่ยงของที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เช่น คลีนเซอร์ โทนเนอร์ และพยายามนอนให้เร็วอย่านอนดึก และอย่าเครียดมากด้วยนะ

ช่วงอายุ 20 ขึ้นไป

เพื่ออายุขึ้นเลข 2 ขึ้นมา สิวที่ขึ้นบนใบหน้าก็เริ่มลดน้อยลง ยกเว้นคนที่สิวขึ้นช้าว่าปกติ คนที่ผิวหน้ามัน หรือคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ในวัยนี้การดูแลใบหน้าก็จะสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นใช้ครีมแต้มสิว ใช้โฟมล้างหน้า

แต่ที่สำคัญต้องล้างหน้าให้สะอาดโดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งหน้าจัดหรือแต่งเป็นประจำทุกวันต้องดูเรื่องนี้เป็นพิเศษเพราะว่าอาจจะมีเครื่องสำอางหลงเหลืออยู่บนใบหน้า ทำให้เกิดสิวใหม่ หรือเป็นสิวอุดตันเลยก็ได้ นอกจากนี้การทาครีมกันแดดก็ช่วยดูแลผิวไม่ให้หน้าเราดูหมองคล้ำไปอีกด้วย

ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป

ผิวหน้าของสาววัยนี้จะมีอุปสรรคสำคัญที่จะมากวนใจสาว ๆ ไม่ต่างจากสิว นั่นก็คือ ริ้วรอยใต้ตา รอยตีกาและรอยย่นบนหน้าผาก ที่เริ่มจะมาให้เห็นชัดขึ้นทุกวัน นอกจากนั้นผิวพรรณที่เคยดูอ่อนวันสดใสก็จะเริ่มจางหายไปเรื่อย ๆ ไหนจะรูขุมขนที่เพิ่มขึ้นอีก การดูแลผิวหน้าในช่วงวัยจึงต้องครบเครื่องแบบจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการขัดหน้าหรือมาส์กหน้า ที่จะช่วยในการจัดการหลุดลอกของผิวชั้นนอก และดูดซึมสิ่งสกปรกที่ติดตามรูขุมได้ ซึ่งจะทำให้ใบหน้าของเรานั้น สะอาด กระชับเต่งตึงและดูสดใสมากขึ้น สำหรับสาววัยนี้ถ้าเริ่มสังเกตเห็นว่าตัวเองนั้นเริ่มมีริ้วรอยแล้ว ควรเริ่มดูแลผิวหน้าเลยเพราะถ้าไปเริ่มตอนที่มันชัดแล้วอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยกว่าจะมันจะดีขึ้น

ดังนั้นควรจะเริ่มการมาส์กก่อน ให้เลือกจากมาส์กที่มีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ในด้านการเลือกครีมบำรุงผิวของสาวช่วงวัยนี้ ควรจะเน้นเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นพิเศษ เพราะว่าผู้หญิงวัยนี้ผิวหน้าจะเริ่มแห้งมากขึ้น เนื่องจากน้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้า ผลิตได้น้อยลง แล้วทาครีมกันแดดก็ควรทาเป็นประจำทุกวัน ในส่วนของรอบดวงตาควรใช้เป็นอายครีม เผื่อทำให้รอบดวงตาชุ่มชื้นและสดใสขึ้น จะได้ไม่มีใครเรียกเราว่า “ป้า” ได้ไปเลย

แมทช์สีเสื้อผ้ายังไงให้เหมาะกับหน้าหนาว

แมทช์สีเสื้อผ้ายังไงให้เหมาะกับหน้าหนาว

ลมหนาวพัดผ่านจนมาถึงปีใหม่แล้วนะ ได้เวลาเอาเสื้อผ้าหนา ๆ เสื้อโค้ดตัวใหญ่ ๆ ที่ไม่ค่อยจะได้ใส่กันสักเท่าไหร่มาใส่กันแล้ว เพราะว่าหน้าหนาวนั้นมันเป็นหน้าของแฟชั่น สาว ๆ ที่อินเทรนด์อยู่ตลอดเวลาก็ต้องใส่เสื้อผ้าให้เข้าตรีมหน้าหนาวกันหน่อย

แต่นอกจากเสื้อผ้าที่จะแต่งในหน้าหนาวแล้วนั้น การแมทช์สีต่าง ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันนะ เพราะว่าถึงจะแต่งตัวเท่ เก๋แค่ไหน แต่ถ้าสีบนตัวมันไม่แมทช์กันซะเลยก็จะทำให้เสื้อผ้าที่ใส่นั้น OUT!! ได้นะ ดังนั้นอย่ามัวรอช้าไปดูไอเดียการแมทช์สีเสื้อผ้าในหน้าหนาวกัน

สีเดียวทั้งชุดไปเลย

วิธีแมทช์นี้หมาะสำหรับสาว ๆ มือใหม่หันแต่งตัวเป็นอย่างมาก เพราะว่าเวลาที่จะหยิบชุดแฟชั่นออกมาเพื่อที่จะแต่งสวย ถ้าไม่ดูตามแบบที่หามาจากในเน็ต ก็จะต้องปรึกษาเพื่อนเอาว่าควรใส่สีอะไรดี เหมือนอยู่คนเดียวหรือไม่มีต้นแบบนั้นก็จะรู้สึกกลัวในการผสมสีและเกิดความไม่มั่นใจว่าชุดที่แต่งออกมาจะดูดีหรือยัง ดูแปลกตาหรือเปล่า

ดังนั้นเพื่อลบความไม่มั่นใจนั้นออกไป แนะนำว่าให้ใส่ชุดโทนนสีเดียวกันไปเลย อย่างเช่น อยากจะใส่สีหวานเพื่อให้รู้สึกอบอุ่น ก็ใส่ด้านบนเป็นสีชมพูอ่อน ด้านล่างเป็นสีชมพูเข้มก็ไม่เลวนะ

น้ำตาลแมทช์ขาว

สีน้ำตาลนั้นไม่ได้เหมาะแค่กับฤดูใบไม้ร่วงที่จะให้การกลืนไปกลับความงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่สาว ๆ สามารถจะนำสีน้ำตาลมาใส่ให้ดูอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวได้

เพื่อไม่ให้สีน้ำตาลนั้นทำให้ออกเป็นธีมของฤดูใบไม้ร่วงมากเกินไป ให้นำไปแมทช์คู่กับสีขาวที่จะให้ความรู้สึกคล้ายกับหิมะ ก็จะให้ความรู้สึกอยู่ในฤดูหนาวที่แฝงไปด้วยความนุ่มนวลและความงามของธรรมชาติของฤดูใบไม้ร่วงไปในตัว

ขาวแมทช์ดำ

พอถึงฤดูใหม่ที สาว ๆ ที่ชอบการแต่งตัวนั้นก็มักจะเปลี่ยนโทนสีการแต่งตัวให้เข้ากับฤดูกาลนั้นกันอยู่ตลอด แต่ถ้าสาว ๆ ที่ชอบแต่งตัวแต่ขี้เกียจเปลี่ยนบ่อย ๆ ล่ะ แน่นอนว่าที่คลาสสิกและฮอตอิตทุกฤดูกาลนั่นก็คือสี ขาวและดำ นั่นเอง ที่ไม่ว่าจะใส่ฤดูร้อน ใบไม้ร่วง ใบไม้ผลิ ก็ยังดูสวยและอินเทรนด์อยู่ตลอดได้อย่างแน่นอน

ฟ้าแมทช์ขาว

แน่นอนว่าหน้าหนาทั้งทีจะขาดสองสีนี้ได้ยังไง แน่นอนว่าสีฟ้าและขาวนั้นมักจะเป็นสีแรก ๆ ที่สาว ๆ มักจะนึกถึงในฤดูนี้ เพราะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกถึงฤดูหนาวทั้งคู่ เรียกได้ว่าทำให้สาว ๆ นั้นได้กลิ่นอายของฤดูนาวไปแบบเต็ม ๆ แถมยังให้ลุคที่เป็นเทพนิยายในเมืองหิมะได้อีกด้วยนะ

ขาวแมทช์เนื้อ

เสื้อผ้าแฟชั่นสีขาวนั้นเมื่อหยิบออกมาใส่ไว้บนร่างของสาว ๆ ในช่วงหน้าหนาวแล้วนั้นภาพลักษณ์ที่ออกมาให้ความรู้สึกสดใส ดูเป็นนางฟ้า แต่ให้ทางกลับในบรรยากาศที่เย็น ๆ อยู่แล้วของหน้าหนาว เสื้อสีขาวก็ทำให้ทุกอย่างดูกลืนกันไปหมด ถ้าอย่างงั้นลองนำสีเนื้อมาแมทช์กันดู เพื่อช่วยให้มีสีสันมากขึ้น แถมยังคงสไตล์ที่ดูสดใสและบริสุทธิ์ของสีขาวเอาไว้ด้วย

ชมพูแมทช์น้ำตาล

มาถึงข้อสุดท้ายกันแล้วกับการแมทช์สีชมพูกับสีน้ำตาล โดยสีชมพูนั้นจะให้ความรู้สึกที่อ่อนหวาน ส่วนสีน้ำตาลก็จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นหัวใจ ซึ่งถ้าหากสาว ๆ คนไหนอยากที่จะเป็นหน้านาววที่เย็นแสนจับใจให้กลายเป็นความอบออุ่นล่ะก็ ต้องสองสีนี้เลย รับรองว่าจะทำให้สาว ๆ ดูอบอุ่นขึ้นและยังอ่อนหวานสมกับเป็นผู้หญิงอีกด้วยนะ

 

ผมสวยสุขภาพดีได้ ถ้าสระผมถูกวิธี

ผมสวยสุขภาพดีได้ ถ้าสระผมถูกวิธี

การดูแลเส้นผมนั้นเป็นเรื่องที่ผู้หญิงหลายคนมีความวิตกกังวลอยู่มาก เพราะมักจะคิดกันไปเองว่ากว่าจะได้ผมสวยสุขภาพดีนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องดูแลหลายขั้นตอน แต่จริง ๆ แล้วการดูแลเส้นผมนั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพราะดูแลได้ง่าย ๆ เพียงแค่สระผมเท่านั้น โดยวันนี้เราก็มีวิธีในการสระผมให้ผมสวยสุขภาพดีมาฝากกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

หวีผมแบบผิด ๆ เมื่อสระผม

ก่อนที่เราจะสระผมนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำมาก ๆ เลยก็คือการหวีผมนั่นเอง แต่เดี๋ยวก่อน จะให้หวีผมแบบธรรมดันก็ไม่ใช่นะ เราจะต้องหวีด้วยความประณีต หวีจากด้านล่างของผมไปยังด้านบน ไม่ใช่หวีจากด้านบนลงด้านล่าง

เนื่องจากการหวีจากด้านบนไปด้านล่างนั้นจะทำให้ผมของเราเป็นปุ่มเป็นปมมากขึ้น พอเวลาสระผมก็จะเกิดผมพันกันนั่นเอง ซึ่งสำหรับใครที่ยังหวีจากด้านบนไปด้านล่างอยู่นั้น ต้องเปลี่ยนวิธีหวีแบบด่วน ๆ เลย

ใช้น้ำสะอาดสระผม

การเลือกใช้น้ำสะอาดในการสระผมนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เลยนะ ยิ่งถ้าหากคนไหนที่ใช้น้ำบาดาลหรือน้ำที่ไม่สะอาดอยู่ล่ะก็ต้องรีบเปลี่ยนเลย เนื่องจากแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำพวกนั้นสามารถเปลี่ยนสีของเส้นผมได้ เพราะฉะนั้นใครที่อยากให้การสระผมของตัวเองนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ก็ต้องใช้น้ำสะอาดในการสระผมนะ รับรองว่าผมสวยสุขภาพดีอย่างแน่นอน

ห้ามใช้น้ำร้อน

เราควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนในการสระผม เนื่องจากน้ำร้อนนั้นจะขจัดน้ำมันจากธรรมชาติที่อยู่ในเส้นผมออกไป ยิ่งร้อนนมากเท่าไร สารอาหารและสีผมก็จะถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีควรที่จะใช้น้ำเย็นในการสระผมจะดีกว่า

แต่ถ้าหากในวันที่อากาศหนาวนั้นก็อาจจะใช้น้ำอุ่นในการสระผมเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกไป และการล้างน้ำสุดท้ายด้วยน้ำเย็น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเส้นผมและทำให้เกล็ดผมปิด เป็นการคงความงดงามและน้ำมันในเส้นผมของเราได้

พิจารณาเส้นผมก่อนเลือกแชมพู

การเลือกแชมพูให้เหมาะกับเส้นผมของเรานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าเส้นผมของเรานั้นจะต้องอาศัยการดูแลที่มากมายกว่าเดิม ถ้าหากว่ายังคงเลือกใช้แชมพูแบบทั่วไปมาสระผมอยู่ล่ะก็ต้องรีบเปลี่ยนด่วนก่อนที่ผมของเรานั้นจะไม่มีสุขภาพดีอีกเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องพิจารณาเส้นผมของเราก่อนเลือกแชมพูและเลือกแชมพูที่เหมาะสมกับเส้นผมของเราด้วยนะ

สระผมให้ถูกต้อง

การสระผมที่ถูกต้องนั้นก็คือการที่เราจะต้องสระที่บริเวณเส้นผม และหากผมของเรานั้นยาวก็ควรเลือกที่จะสระให้ทั่วทั้งผมให้หมด ดีกว่าเลือกสระหรือเกาแค่หนังศีรษะ ส่วนใครที่เคยเกาแต่หนังศีรษะให้เปลี่ยนมาเป็นนวดจะดีกว่า เพราะการนวดจะไปกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบนหนังศีรษะได้

อย่าสระบ่อยเกินไป

หลาย ๆ คนมักจะชอบคิดว่ายิ่งถ้าเราสระผมบ่อยเท่าไร ก็จะยิ่งดีต่อเส้นผมมากเท่านั้น ซึ่งขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เป็นความคิดที่ผิดมากเลย เพราะการที่เราสระผมบ่อย ๆ นั้นจะทำให้เส้นผมของเราแห้งมากเกินไป หนังศีรษะก็จะแห้งมาก ทำให้กลายเป็นแทนที่จะทำให้ผมนั้นเงางามกลับกลายเป็นผมแห้งเกินไปนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีสระผมที่ได้บอกกัน ถ้าเกินคนไหนสนใจก็สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ รับรองได้เลยว่าคุณจะได้เส้นผมที่เงางาม และมีสุขภาพดีอย่างแน่นอน

 

ถ้าอยากผอมงดพูดคำพวกนี้

ถ้าอยากผอมงดพูดคำพวกนี้

เคยรู้สึกกันหรือไม่ว่าเวลาที่เรานั้นจะทำการไดเอตหรือลดความอ้วนนั้น เรามักจะทำกันไม่ค่อยได้ตามที่เราคาดหวังกันเอาไว้ เพราะอะไรรู้ไหม ? เพราะว่าในช่วงที่เราลดน้ำหนักกันนั้นเรามักจะมีคำพูดบางอย่างที่พูดออกมาแล้วทำให้เราน้ำหนักขึ้นมาได้

ดังนั้นอยากรู้กันแล้วใช่หรือไม่ว่าคำพูดเหล่านั้นคืออะไร พูดแล้วน้ำหนักขึ้นจริงเหรอ ดังนั้นเราไปดูกันกับ 7 คำที่ห้ามพูดถ้าอยากผอม ถ้าพร้อมแล้วตามไปส่องกันเลย

ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยลด

เป็นคำพูดยอดฮิตในหมู่คนลดน้ำหนักเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเราเจออาหารที่น่าทานหรืออยากทานอาหารที่มันจะเพิ่มน้ำหนักของตัวเองขึ้นมา คำพูดนี้จะเป็นประโยคแรกที่พูดขึ้นมาเลย ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างด่วน เพราะการผัดวันประกันพรุ่ง ชอบหาข้ออ้างมาถ่วงเวลาอยู่ตลอดแบบนี้ มันเหมือนกับการฉุดรั้งตัวเองเอาไว้ไม่ให้เริ่มลงมือทำอะไรแบบจริงจังสักที

วันนี้เราเหนื่อยมาก

หลายคนนั้นเมื่อจะต้องลดน้ำหนักอย่างจริงจังแล้วนั้น ก็จะการเข้าโหมดคนเศร้าทันที และก็จะบ่นว่าวันนี้เรียนบ้าง ทำงานเยอะบ้าง ใช้สมองเยอะบ้าง ใช้ร่างกายเยอะบ้าง จนทำให้ประโยค “วันนี้เราเหนื่อยมาก” กลายเป็นประโยคที่เอาไว้อ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องออกกำลังกาย

ซึ่งพอไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักก็จะขึ้น แล้วก็มาเครียดอีก ดังนั้นก็ออกลังกายสักที อาจจะไม่ต้องออกเต็มที่เท่าวันที่ไม่เหนื่อย แต่ก็ยังถือว่าได้ออกกำลังกายนะ

ร่างกายต้องการน้ำตาล

ความหวานในใจฉันนั้นมันต่ำไป เคยเป็นกันไหมเอ่ย เวลาที่ร่างกายของเรานั้นเหนื่อยล้าจากเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน ก็จะเรียกหาของหวานหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ด้วยประโยคที่ว่า “ร่างกายต้องการน้ำตาล” ทำให้ตบะแตกและรีบวิ่งไปซื้อชานมไข่มุกมาดูดให้ชื่นใจ

ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาหรือแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ แทนนะ หรือไม่สั่งเครื่องดื่มเป็นพวกหวานน้อยแทนก็โอเค

แค่คำเดียว ไม่อ้วนหรอกน่า

“แค่คำเดียวเอง ไม่อ้วนหรอก” รู้กันหรือไม่ว่าประโยคนี้เป็นสาเหตุหลัก ๆ เลยที่ทำให้เราลดน้ำหนักไม่ได้ เพราะเมื่อทานคำแรกเข้าไปแล้วมันอร่อย รสชาติที่เฝ้าหามานาน มันก็จะมีคำที่สอง สาม สี่ ต่อไปเรื่อย ๆ จนอิ่ม และสิ่งที่ตามมาก็คือ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเหมือนไม่เคยลดน้ำหนักมาก่อน เพราะฉะนั้นทางที่ก็คอทานอาหารให้ครบทุกมื้อไม่ทำตัวเองหิว

เดี๋ยวค่อยใช้กรรมวันหลัง

ใช้กรรมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทำบุญนะ แต่หมายถึงการออกกำลังกายต่างหาก ซึ่งหลายคนนั้นเป็นกันบ่อยก็คือลดไปแล้วสักพักนึงแต่อยากทานอาหารนี้แล้วค่อยไปลดเพิ่ม 2 เท่าให้เบิร์นที่ทานออกให้หมด พูดน่ะง่าย แต่ตอนทำนี้สิ เพราะมันจะต้องออกกำลังกายหนักขึ้น แถทมยังใช้เวลานานกว่าเดิมอีกด้วย เพราะฉะนั้นอย่าตามใจปากมากเกินไปนะ

ค่าอาหารมันแพง ทานไม่หมดเสียดายแย่

คนไหนเป็นแบบนี้มั้งเอ่ย เวลาที่เราไปทานอาหารอย่างพวกปิ้งย่างหรือชาบูเนี่ย จะเป็นคนที่ขี้เหนียวขึ้นมา แบบทานทั้งทีต้องทานให้คุ้ม เพราะว่าค่ามันอาหารมันแพง ทานไม่หมดแล้วเสียดาย แต่พอเป็นสลัดกลับกินทิ้งกินขว้าง ทำให้ไม่เอานิสัยกินให้คุ้มมาทานอาหารที่อย่างสกัดล่ะ แต่ทางที่ดีนั้นการทานแค่พออิ่มนั้นดีที่สุดแล้ว

ลดความอ้วนมันยากไป ทำไม่ให้หรอก

เป็นประโยคที่ห้ามพูดอย่างเด็ดขาดเลยนะ เพราะขนาดยังไม่เริ่มเลย เรายังปั่นทอนจิตใจ ยังยอมแพ้ขนาดนี้เลย จะแล้วแรงที่ไหนไปลดน้ำหนักได้ล่ะ ถึงการลดน้ำหนักนั้นจะเป็นเรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ ถ้ามีความพยายามมากพอ ทางที่ดีนั้นต้องคอยให้กำลังใจตัวเอง บอกตัวเองว่าชั้นทำได้ แล้วค่อย ๆ มองหาวิธีไอเดตที่เหมาะกับตัวเองดู

 

How To กลบสิวให้หน้าสวยด้วยการแต่งหน้า

How To กลบสิวให้หน้าสวยด้วยการแต่งหน้า

หนึ่งในปัญหาที่สิว ๆ ต่างพากันวิตกกังวลสุด ๆ ก็คงหนีไม่พ้นปัญหาสิว ซึ่งถือเป็นปัญหาผิวยอดฮิตที่กวนใจผู้หญิงอย่างเราเป็นอันดับต้น ๆ แล้วเวลาที่มีสิวอักเสบ สิวเม็ดเป้ง หรือสิวเม็ดเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมา ที่ถึงแม้ว่าสิวจะยุบไปแล้วแต่ก็ชอบทิ้งรอยเอาไว้ให้ดูต่างหน้าด้วย แบบนี้สาว ๆ หลายคนเลยต้องใช้วิธีฉาบเครื่องสำอางหนา ๆ เพื่ออำพรางสิวกัน โดยในวันนี้เราจะมาบอก How to แต่งหน้ากลบสิวแบบง่าย ๆ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ทาครีมกันแดดปกป้องสิว

สเต็ปแรกที่ควรทำก่อนลงมือละเลงเครื่องสำอางสารพัดชิ้นลงไปบนผิวหน้าคือการทาครีมกันแดดปกป้องผิว อย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าครีมกันแดดถือเป็นไอเทมความงามที่ต้องทาเป็นประจำทุกวัน เพื่อปกป้องผิวสวย ๆ ไม่ให้โดนแดดและรังสียูวีทำลายจนหน้ามองคล้ำ สำหรับคนที่กำลังโดนปัญหาสิวเข้าเล่นงานอยู่ตอนนี้ ผิวก็จะเกิดอาการบอบบางแพ้ง่าย เลยอาจโดนแสงแดดและยูวีกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองง่ายเป็นพิเศษ

ลงเบสเขียวเพื่อกลบรอยแดง

เวลาที่เกิดสิวนั้น ผิวของเราจะเกิดการระคายเคืองจนเกิดเป็นรอยแดงจากการอักเสบ หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่สิวหายแล้วก็อาจจะทิ้งรอยแดง ๆ ไว้ได้เหมือนกัน แบบนี้ถ้าทาแค่รองพื้นหรือแป้งอาจจะยังไม่สามารถปกปิดผิวได้เนียนกริบเท่าไหร่หรอกนะ ดังนั้นวิธีที่อยากแนะนำก็คือ ทาเบสสีเขียวลงไปให้ทั่วใบหน้า จะเวิร์กกว่า เพราะว่าเจ้าเบสสีเขียวมีคุณสมบัติให้การเพิ่มความกระจ่างใส ทำให้ผิวดูไบรท์ขึ้น และช่วยกลบรอยแดงให้ผิวดูสม่ำเสมอกว่าเดิม

ทารองพื้นบาง ๆ เบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า

ยิ่งโบกรองพื้นหนา ยิ่งทำให้ผิวเนียนใส กับความเชื่อที่ผิดจ้ะ เพราะถ้าใครที่กำลังอยู่ในสภาวะสิวเห่อหรือมีสิวอุดตันบุกเต็มหน้า การทารองพื้นอัดแน่นแบบหนา ๆ ก็จะยิ่งทำให้ผิวอุดตัน ยิ่งกระตุ้นให้สิวเห่อเข้าไปใหญ่ได้เลยนะ ดังนั้นมาแต่งหน้าใหม่ ๆ โดยค่อย ๆ ทารองพื้นแบบบาง ๆ เบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า แทนการลงไปทีเดียวแบบหนา ๆ แล้วถ้ามีผิวส่วนไหนที่คิดว่าเนียนไม่พอ ยังเห็นรอยสิวเด่นชัดก็ให้ลงรองพื้นเพิ่มเลเยอร์เข้าไปทีหลัง วิธีนี้ทำให้ผิวของเราดูเนียนสวยแบบเป็นธรรมชาติ

ใช้คอนซีลเลอร์เก็บรายละเอียด

ถ้าอยากต้องการปกปิดให้เนียนกริบ สเต็ปต่อไปที่ขาดไม่ได้ก็คือ การใช้คอนซีลเลอร์เก็บรายละเอียดผิวอีกรอบ หลังจากที่ลงรองพื้นเสร็จแล้ว ทริคในการเลือกใช้คอนซีลเลอร์มาฝากกัน โดยถ้าอยากจะปกปิดใต้ตาหมองคล้ำ ควรเลือกคอนซีลเลอร์เนื้อลิควิดในเฉดสีที่สว่างกว่าผิว แต่ถ้าอยากจะปกปิดรอยดำ รอยแดง รอยสิว ควรเลือกคอนซีลเลอร์เนื้อครีมเฉดสีเดียวกับรองพื้น จะช่วยทำให้สีคอนซีลเลอร์ไม่ดูโดดจนเน้นทำให้รอยสิวเด่น

เซ็ตผิวด้วยแป้ง เพิ่มความเป๊ะ

มาถึงสเต็ปสุดท้ายแล้ว หลังลงคอนซีลเลอร์แล้วก็คือ การเซ็ตผิวด้วยแป้งอีกครั้ง เพิ่มเพิ่มความเป๊ะ ล็อกเมคอัพให้ติดทนและควบคุมความมันให้ผิวดูสวยยิงยาวตลอดทั้งวันนั่นเอง

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com/

ผิวหน้าไบร์ทขึ้นด้วยสีผม

ผิวหน้าไบร์ทขึ้นด้วยสีผม

เชื่อว่าสาว ๆ เกือบทุกคนก็ต้องอยากสวยเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้า หน้า และผม เราจะต้องดูดีที่สุด ไม่ใช่สายตาคนอื่นก็ต้องในสายตาเรา ซึ่งนอกจากทรงผมแล้วนั้นสีผมก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหน้าเรานั้นจะไบร์ทจะดรอปก็ขึ้นอยู่กับสีผมของเราเนี่ยแหละ ซึ่งในวันนี้เราจะพาสาว ๆ ไปดูส่องเฉดสีผมทำให้หน้าสว่างมาฝากกันจะมีสีอะไรบ้างนั้หนไปดูกันเลย

Caramel

มาเริ่มที่สี Normal ที่ทำทีไรหน้าก็ไบร์ทก็รอดจากความหมองคล้ำอย่างแน่นอนกับสี Caramel หรือสีน้ำตาลประกายทองนั่นเอง รับรองได้เลยไม่ว่าจะทำผมทรงอะไร จะตัดสั้น หรือจะไว้ยาว ยังไงก็เกิดอย่างแน่นอน

Apricot

ถ้าสาว ๆ นั้นต้องการความสดใสขึ้นมาหน่อย ดูเป็นสาวเฟรช ๆ ลองหันมาเลือกสี Apricot หรือสีน้ำตาลอมส้ม ซึ่งเป็นสีที่มองแล้วไม่จี้ดจนเกินไปแต่ก็ยังพอมีสีสันให้ได้ชื่นใจอยู่ สำหรับสาวผิวสองสีนั้นทำสีนี้ถือว่ารอด แถมยังช่วยให้หน้าดูสว่างขึ้นอีกด้วย

Brown

ถ้าอยากได้ลุค Natural Girl แบบสวยธรรมชาติไม่ดูปรุงแต่งเยอะไป ให้หันหน้ากลับไปหาสีเบสิกอย่างสีน้ำตาลธรรมชาติหรือ Brown ง่าย ๆ ไปเลย ซึ่งสีนี้เป็นสีที่มหัศจรรย์มากเพราะว่าเป็นสีที่เข้ากับแทบทุกสีผิว แถมยังทำให้ดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย

Ash Brown

สีที่ยอดฮิตมากในปี 2018 ก็คือตระกูล Ash นั่นเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสี Ash Brown หรือสีน้ำตาลบลอนด์, น้ำตาลอมเทา แล้วแต่ใครจะสะดวกเลยจ้า แต่สีนี้นั้นถ้าไม่ใช่สาวผิวคล้ำจริง ๆ แล้วย้อมยังไงหน้าก็ไบร์ทขึ้นแน่นอน

Garnet

เป็นอีกหนึ่งโทนสีที่เหมาะกับผิวของสาวไทยก็คือ Garnet หรือสีน้ำตาลประกายแดง ไม่ว่าจะสาวเท่ สาวแสบ เมื่อย้อมสีนี้แล้วจะดูมีเสน่ห์น่าค้นหามาก ๆ เหมาะกับสวที่อยากหน้าสว่างแต่ไม่ชอบโทนสีออกทอง ๆ ยิ่งเวลาออกแดดแล้วยิ่งสวยแต่พออยู่ในร่มสีก็ไม่ออกมากจนดูฉูดฉาดเกินไป

Ash

มาถึงสียอดฮิตของปีที่แล้ว จะเป็นสีไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่สี Ash หรือสีเทา เชื่อได้เลยว่าสาว ๆ หลายคนอยากลองทำสีนี้ดูสักครั้ง ไม่ว่าจะควันบุหรี่ จะเทาหม่น เฉดไหนก็จะให้ลุคสาวอินเตอร์ได้อย่างแน่นอน

Blond

เป็นอีกสีที่ทำให้สาวผิวขาวนั้นดูขาวขึ้นไปอีกก็ต้องโทนสี Blond หรือสีบลอนด์ แม้ว่าพื้นฐานจะเป็นโทนสีผมของสาวสาย ฝ. แต่สาวเอเชียอย่างเราก็ทำสีนี้ออกมาแบ้วน่ารักไปอีกสไตล์ ถ้าสาวคนไหนมั่นใจในสีผิวและชอบแต่งตัว ลองจัดสีบลอนด์ดูสักครั้งจะทำให้ลุคของพวกเราไม่ธรรมดาอีกต่อไป

Blonde

มาที่สุดท้ายกันแล้วกับสี Blonde หรือสีบลอนด์ทอง เรียกได้ว่างานผมตุ๊กตาบาร์บี้ต้องมา แต่ต้องแนะนำว่าต้องผิวขาวจริง ๆ นะถึงจะทำสีนี้รอด ถึงจะดูเป็นสีที่ทำแล้วปังยากไปซะหน่อย แต่ถ้าสาว ๆ นั้นมีรัศมีสาวเกาอยู่ในตัว ผมสี Blonde จะทำให้สาว ๆ เกิดอย่างแน่นอนห