วิธีแก้หน้าโทรมจากการ Work From Home

วิธีแก้หน้าโทรมจากการ Work From Home

ในช่วงที่ COVID – 19 ยังมีการระบาดอยู่นั้น ส่งผลให้บางบริษัทยังมีการทำงานที่บ้านหรือ Work From Home โดยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการ Work From Home ทำให้สาว ๆ เริ่มละเลยในการดูแลตัวเองอย่างมาก เพราะจากเดิมที่ต้องออกเดินทางไปทำงาน อย่างน้อยก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องบำรุงผิวหน้า แต่เมื่อต้องทำงานที่บ้าน ก็เริ่มไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองเท่าที่ควร บางวันก็แทบจะทำงานหนักจนส่งผลให้ผิวหน้าโทรม ดังนั้นเราจึงขอชวนให้สาว ๆ ทุกคนมาจบปัญหาผิวโทรมจากการทำงานที่บ้านไปพร้อม ๆ กันด้วยวิธีดังนี้

บำรุงผิวตอนเช้าด้วยเซรั่ม

หลังอาบน้ำเสร็จในตอนเช้า ให้ต่อด้วยการบำรุงผิวด้วยเซรั่มที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิวทันที อย่าปล่อยให้ผิวขาดการบำรุงเด็ดขาด ซึ่งเซรั่มหรือน้ำตบมีส่วนทำให้ผิวตื่นและสดชื่น อีกทั้งยังเป็นการบำรุงผิวอย่างล้ำลึกอีกด้วย

ไม่ลืมทาครีมกันแดด

แม้จะนั่งทำงานอยู่แต่ในบ้าน ก็อย่าคิดว่าแสงแดดจะเข้าส่องไม่ถึงผิวหนังของตัวเอง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดดทุกวัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แสงยูวีเอสามารถเข้ามาทำร้ายผิวของสาว ๆ ได้ หรือแม้แต่แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือก็มีส่วนทำให้ผิวเสื่อมได้เช่นกัน ซึ่งก็สามารถป้องกันได้ด้วยการทาครีมกันแดด

ฉีดน้ำแร่เติมความเฟรช

การฉีดน้ำแร่ถือเป็นวิธีที่ช่วยเติมความเฟรชให้กับผิวหน้าได้อย่างเร่งด่วน วันไหนที่มีประชุมแบบเร่งด่วน ก็สามารถฉีดสเปรย์น้ำแร่เพื่อเติมความฉ่ำวาวให้กับผิวหน้าให้แลดูสดใส กำจัดความโทรมออกไปได้ทันที

ผ่อนคลายด้วยการมาสก์หน้า

การมาสก์หน้ามีส่วนช่วยทำให้ผิวเกิดความผ่อนคลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังช่วยซ่อมแซมผิวหน้าได้ดีอีกด้วย ดังนั้นหากมีเวลาว่างจากการทำงาน แนะนำให้สาว ๆ มาสก์หน้ากันบ่อย ๆ เพื่อให้ผิวใสและฉ่ำเด้งอย่างเป็นธรรมชาติ

ใช้คลีนซิ่งก่อนล้างหน้า

แม้ไม่ได้แต่งหน้า การใช้คลีนซิ่งทำความสะอาดผิวหน้าก่อนล้างหน้าก็ยังจำเป็นอยู่ เพราะบางครั้งผิวหน้าอาจมีฝุ่นละอองหรือคราบต่าง ๆ ตกค้างอยู่ อย่าลืมว่าโฟมล้างหน้าก็ไม่สามารถล้างออกได้หมดจด ดังนั้นจึงควรใช้ตัวช่วยอย่างคลีนซิ่งสม่ำเสมอ เพราะช่วยให้ผิวสะอาดและป้องกันไม่ให้สิวขึ้น

ปรับผิวให้กระจ่างใสด้วยไวท์เทนนิ่ง

การที่สาว ๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลายวัน ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งหรือผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามินซีได้อย่างสบายใจ เพราะไม่ต้องเป็นกังวลว่าผิวจะโดนแสงแดดแรง ๆ จนทำร้ายผิวนั่นเอง ในส่วนของไวท์เทนนิ่งนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยเผยผิวที่กระจ่างใสเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยลดจุดด่างดำบนผิวหน้าได้อีกด้วย

ลดริ้วรอยใต้ดวงตาด้วยอายครีม

การใช้สายตาจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน มีส่วนทำให้ผิวบริเวณใต้ดวงตาหมองคล้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ดังนั้นจึงควรหมั่นทาอายครีม เพื่อบำรุงผิวรอบดวงตา ไม่ให้มีริ้วรอยหรือรอยคล้ำใต้ตา

หลีกเลี่ยงการนอนดึก

แม้ว่าจะต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ก็ใช่ว่าสาว ๆ จะต้องทำงานหนักจนลากยาวไปถึงช่วงเวลาดึก อย่าลืมว่าโดยปกติแล้ว ในช่วงที่ต้องทำงานอยู่ที่บริษัท สาว ๆ ก็ยังมีเวลาในการนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อสามารถตื่นมาทำงานในวันใหม่ได้เต็มร้อย ดังนั้นในช่วงที่ต้อง Work From Home ก็ควรจัดการกับเวลาทำงานและพักผ่อนให้ชัดเจน ไม่ควรนอนดึก หรือฝืนทำงานให้เสร็จจนเลยเวลานอนเด็ดขาด

กินอาหารที่เป็นประโยชน์

การกินอาหารที่มีประโยชน์มีส่วนช่วยบำรุงผิวหน้าของสาว ๆ ได้อย่างล้ำลึก และให้ผลที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าเสียอีก จึงแนะนำให้สาว ๆ เตรียมอาหารที่มีประโยชน์ พยายามจัดสรรผักผลไม้ให้มาก ๆ โดยเฉพาะผักใบเขียว ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และงดการกินของมันหรือของทอด จะช่วยบอกลาผิวหน้าโทรมได้เป็นอย่างดี

เมื่อต้อง Work From Home นอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการทำงานที่มากกว่าเดิมแล้ว การดูแลตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วงเวลาที่ต้องทำงานที่บ้าน สาว ๆ หลายคนมักละเลยการดูแลตัวเองโดยไม่รู้ตัว สำหรับสาว ๆ คนไหนที่ไม่อยากมีผิวหน้าโทรมจากการ work from home ยังไงก็ลองนำวิธีข้างต้นไปลองปรับใช้กัน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

อุปกรณ์แต่งหน้าสำหรับผู้หญิงมือใหม่

อุปกรณ์แต่งหน้าสำหรับผู้หญิงมือใหม่

การจะเริ่มแต่งหน้านั้น นอกจากเครื่องสำอางที่มือใหม่ควรรู้แล้ว อุปกรณ์แต่งหน้าก็ย่อมจำเป็นเช่นกัน เพราะอุปกรณ์แต่งก็มีความจำเป็นในการแต่งหน้าไม่แพ้เครื่องสำอางเช่นกัน เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นมีส่วนช่วยให้การแต่งหน้าออกมาสวยงามดังตามต้องการ โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์แต่งหน้าสำหรับผู้หญิงที่เป็นมือใหม่ในการแต่งหน้ากัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

กระจก

ตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้คุณแต่งหน้าได้อย่างแม่นยำ โดยกระจกแต่งหน้าเดี๋ยวนี้ก็มีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย แต่ถ้ากระจกที่เราใช้อยู่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ส่องได้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้า ก็ยากที่จะเช็กภาพรวมและส่งผลให้ลุคของเราผิดพลาดได้ง่าย ๆ

ดังนั้นจึงควรเลือกกระจกที่มีขนาดใหญ่มากพอ เช่น กระจกตั้งโต๊ะ ที่มองเห็นชัดและมองใกล้ได้ โดยที่ไม่ต้องถือในมือ แถมบางรุ่นยังมาพร้อมหลอดไฟแบบ LED เพื่อควบคุมเฉดสีและความเข้มของส่วนต่าง ๆ ได้ สาว ๆ ลองเลือกได้ตามที่ชอบเลย

แปรงแต่งหน้า

การแต่งหน้าที่จะออกมาสวยเนี้ยบได้ ก็ต้องให้แปรงแต่งหน้าเข้าช่วยหน่อย สำหรับมือใหม่แล้วแปรงที่ควรมีก็ต้องเป็นแปรงปัดแก้มและแปรงแต่งตาในรูปทรงต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การแต่งหน้าเป็นเรื่องง่ายขึ้น เมื่อเริ่มแต่งหน้าจนคล่องแล้วค่อยเก็บแปรงอื่น ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ก็ได้

ฟองน้ำ สำหรับลงรองพื้น

เริ่มลงรองพื้นแรก ๆ หลายคนมักใช้นิ้วมือไปก่อนได้ก็จริง แต่ถ้ารู้สึกว่ายังไม่เนียนพอ ให้ลองซื้อฟองน้ำลงรองพื้นมาใช้ค่ะ แค่บีบรองพื้นลงไปเล็กน้อย ก็สามารถใช้ฟองน้ำแตะไปทั่วหน้าได้อย่างง่ายดาย ซึ่งถ้าใครอยากได้ลุคแน่น ๆ ก็นำฟองน้ำไปชุบน้ำให้หมาด ๆ ก่อน จะช่วยให้รองพื้นติดทนมากขึ้นและเกลี่ยได้รวดเร็วด้วย

ที่ดัดขนตา

เพื่อให้สวยครบสูตร งานขนตาต้องมา แต่ถ้ายังไม่ชำนาญ การปัดมาสคาร่าอาจจะลำบากไปสักนิด ดังนั้นให้เริ่มจากหัดดัดขนตาก่อน เพราะฉะนั้นไอเทมที่ขาดไม่ได้ก็คือที่ดัดขนตานั่นเอง แนะนำว่าถ้ามีโอกาสลองได้ ควรลองก่อนซื้อค่ะ โดยเลือกที่ความโค้งเข้ากับตาเรา เพราะถ้าความโค้งไม่รับกัน อาจจะหนีบหนังตาหรือดัดได้ไม่ชิดโคนขนตาเท่าที่ควร

เมคอัพคลีนเซอร์

ถึงจะแต่งหน้าสวยจัดเต็ม แต่ถ้าไม่ดูแลความสะอาด ผิวหน้าของเราอาจจะพังและเกิดปัญหาสิวตามมาไม่หยุดหย่อน ดังนั้นเราจึงควรมีเมคอัพรีมูฟเวอร์ สำลี และคอตตอนบัด สำหรับเช็ดเครื่องสำอางอย่างล้ำลึกทุกซอกทุกมุม เพราะแค่โฟมล้างหน้าอาจยังไม่สะอาดเพียงพอนั่นเอง

แหล่งที่มา : women.kapook.com

เครื่องสำอางสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้า

เครื่องสำอางสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้า

สำหรับคนที่ไม่เคยแต่งหน้านั้น อาจจะคิดใช่ไหมล่ะว่าเป็นเรื่องยาก กล่าจะเสร็จแต่ละลุคนั้นต้องใช้เวลาร่วมหลายชั่วโมง แถมเครื่องสำอางก็ยังต้องมีเต็มโต๊ะกว่าจะให้ออกมาสวย แต่ความจริงแล้วการแต่งหน้านั้นไม่ต้องใช้อะไรเยอะแยะ ซึ่งสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้าที่อยากจะแต่งหน้านั้นอย่าเพิ่งรีบไปซื้อเครื่องสำอางมาเยอะแยะ เพราะจริง ๆ แล้วใช้เพียงไม่กี่เยอะก็สามารถสวยได้เช่นกัน โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำเครื่องสำอางสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้ามาบอกกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

รองพื้น

รองพื้นถือเป็นไอเทมเครื่องสำอางชิ้นแรก ๆ ที่ใครกำลังหัดแต่งหน้าต้องมี เพราะเมคอัพที่เหลือจะดีได้ งานผิวที่เรียบเนียน สีสม่ำเสมอต้องมาก่อน ซึ่งการเลือกรองพื้นที่ดีควรเทสต์สีรองพื้นกับผิวจริงบริเวณสันกราม เพื่อให้ได้สีที่ตรง ไม่ทำให้หน้าลอยแน่นอน สำหรับมือใหม่เริ่มแรกอาจเลือกสูตรที่บางเบา เกลี่ยง่าย ไม่ต้องปกปิดอะไรมากมาย เพื่อให้ลุคการแต่งหน้าดูใส ๆ เป็นธรรมชาติ พอแต่งเก่งขึ้นแล้วค่อยใช้รองพื้นที่เนื้อหนักขึ้นก็ย่อมได้

แป้ง

หลังจากลงรองพื้นแล้วก็ต้องเซตด้วยแป้งกันต่อ แนะนำให้ใช้แป้งโปร่งแสงหรือแป้งฝุ่น เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะเลือกสีผิด ส่วนมือใหม่ที่ต้องการใช้แป้งพัฟ หรือแป้งผสมรองพื้นเลยก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่ต้องเลือกเฉดสีแมตช์กับผิวมาใช้ก่อน แค่นี้ก็จะช่วยให้ผิวหน้าของสาว ๆ สวยเนียน และการแต่งหน้าในขั้นตอนต่อไปจะกลายเป็นเรื่องหมู ๆ

ดินสอเขียนคิ้ว

ถึงจะแต่งหน้าให้สวยยังไง แต่ปล่อยให้คิ้วโล้นอยู่แบบนั้น ยังไงฟินนิชลุคก็ไม่สวยเสร็จสมบูรณ์แน่นอน เพราะไอเทมชิ้นนี้ถึงมีแค่ชิ้นเดียวหน้าก็สวยรอดทุกสถานการณ์แล้ว สำหรับมือใหม่อย่าเพิ่งใจร้อนเลือกแบบเจลหรือแบบมาสคาร่ามาใช้เชียว ให้เลือกแบบดินสอธรรมดาสีแมตช์กับสีผมมาใช้ก่อน เริ่มจากไปที่ร้านเสริมสวยเพื่อกันคิ้วให้ได้รูป จากนั้นค่อย ๆ ไล่เขียนไปตามรูปคิ้วเบา ๆ อีกไม่นานก็เก่งเองแหละค่ะ

อายแชโดว์

ถ้าอยากเพิ่มมิติให้กับดวงตา ก็ขอแนะนำให้หาพาเลตต์อายแชโดว์ดี ๆ ในโทนสีธรรมชาติมาใช้ เช่น โทนน้ำตาล ส้ม หรือชมพู เพราะสีเหล่านี้เหมาะกับการใช้งานจริง ใครทาก็รอดทุกราย แถมเวลาจะเกลี่ยจะเบลนด์ก็เห็นข้อผิดพลาดได้ชัดกว่าสีอื่น ๆ สำหรับมือใหม่อย่าเพิ่งไปเลือกใช้สีสันคัลเลอร์ฟูลมากเลยนะคะ เพราะถ้าพลาดไปเนี่ยเดี๋ยวจะกลายเป็นแต่งหน้าไปเล่นงิ้วมากกว่า

อายไลเนอร์แบบดินสอ

มาถึงงานตาคมกลมโตกันบ้าง ถ้ามือใหม่หัดแต่งหน้าจริง ๆ เรายังไม่ขอแนะนำให้ใช้อายไลเนอร์แบบลิควิดนะคะ เพราะโอกาสพลาดจะเลอะมีสูงมาก ๆ เลยแหละ เอาเป็นว่าลองเริ่มจากการกรีดตาด้วยดินสออายไลเนอร์ไปก่อน พอมือเริ่มคล่องแล้วค่อยซื้อแบบหัวปากกาเมจิก หรือถ้าเก่งมากขึ้นไปอีกค่อยหันมาใช้แบบพู่กันก็ยังไม่สายค่ะ

บลัชออน

ไอเทมสำคัญช่วยเนรมิตให้พวงแก้มสดใสอย่างบลัชออน ก็เป็นสิ่งที่มือใหม่หัดแต่งหน้าต้องมีไว้นะคะ ซึ่งขอแนะนำว่าให้เลือกบลัชออนแบบฝุ่นจะใช้งานสะดวก ควบคุมสีก็ง่ายกว่าแบบอื่น ๆ ด้วย ส่วนสีบลัชออนก็ขอแนะนำให้เลือกสีชมพูอมส้มไว้ก่อนค่ะ ส่วนจะมีชิมเมอร์หรือไม่ก็แล้วแต่ความชอบ รับรองว่ารอดทุกสีผิวแจ่มเจิดทุกคนแน่นอน

ลิปสติก

แต่งหน้ามาจนครบทุกส่วนแล้ว แต่ปากยังซีดอยู่นี่ถือว่าไม่โอเคนะคะสาว ๆ ถึงจะเป็นมือใหม่ก็ควรมีลิปสติกสีสวย ๆ ติดกระเป๋าเอาไว้ก่อน ซึ่งสีที่แนะนำว่าควรมีไว้ก็ต้องเป็น สีชมพู สีส้ม และสีนู้ดนี่แหละค่ะ เพราะสีเหล่านี้เป็นสีที่ทาง่ายได้ทุกโอกาส แถมสีนู้ดจะเอามาผสมกับสีอื่น ๆ เพื่อให้ได้สีใหม่อีกเพียบ

แหล่งที่มา : women.kapook.com

5 คำโฆษณาสกินแคร์ที่ควรฟังหูไว้หู

5 คำโฆษณาสกินแคร์ที่ควรฟังหูไว้หู

ต้องบอกเลยว่าตอนนี้ตลาดเครื่องสำหรับนั้นกำลังคึกคัก แข่งขันกันแบบดุเดือด เดี๋ยวก็มีครีม สกินแคร์ออกมาให้ลองใช้กันไม่หยุด รวมไปถึงเจ้าของแบรนด์มือใหม่ที่มองหาโรงงานรับผลิตครีม รับผลิตสกินแคร์ เพื่อผลิตสินค้าออกมาจำหน่าย พร้อมด้วยสรรพคุณต่าง ๆ ที่พอได้ยินจนบางทีแทบจะร้องว้าว

จะบอกว่าสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่จะต้องคิดดี ๆ เพราะอยากที่รู้ ๆ กันว่าในตลาดเครื่องสำอางนั้น มีทั้งที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ ดังนั้นเวลาสนใจและจะซื้อผลิตภัณฑ์สักตัวควรพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ ได้ดี รวมถึงคำโฆษณาได้อีกด้วย ดังนั้นวันนี้เราจะบอก 5 คำโฆษณาสกินแคร์ที่ควรฟังหูไว้หู

ผิวขาวขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง

“เพียงใช้ครีมนี้ ผิวตุณจะขาวขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน” ดูเป็นครีมที่แสนวิเศษช่วยปรับผิวหมอง ๆ ของเราให้ขาวขึ้นมาได้เพียงเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ก็ไม่ได้จะฟันธงว่าครีมแบบนี้ไม่มีจริงในโลก แต่มันเป็นแต่มันเป็นคำโฆษณาที่ควรฟังหูไว้หู เพราะว่าตามปกติแล้ว ผิวเราจะขาวขึ้นได้ก็ต้องรอให้ผิวเก่าเราผลัดออกไปก่อน ซึ่งอย่างน้อย ๆ เนี่ยต้องใช้เวลาถึง 28 วันด้วยกัน

ขาวขึ้นจากผิวจริง

ไม่ใช่แค่ขาวเร็วเท่านั้น ครีมบางยี่ห้อก็มีการโฆษณาว่า จะเปลี่ยนคนที่มีผิวสองสีมาตั้งแต่เกิด หรือจากพันธุกรรมให้เปลี่ยนเป็นคนขาวขึ้นได้ โอ้! ถ้าเปลี่ยนได้ ก็ค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียว เพราะการจะเปลี่ยนให้ผิวขาวขึ้นจากผิวจริงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ผิวเรามีสีคล้ำก็เพราะเม็ดสีเมลานินเหล่านั้น สิ่งที่ดูจะเป็นไปได้มากกว่าคือ ทำให้ผิวเราที่คล้ำจากแสงแดดให้ขาวขึ้น ดูน่าจะพอเชื่อถือได้มากกว่า

มีส่วนผสม SPF100

ต้องเข้าใจก่อนว่าแดดบ้านเรานั้นมันแรงสุด ๆ เล่นเอาผิวคล้ำเสียไปตาม ๆ กัน แต่ไม่ว่าจะถูกแดดทำร้ายแค่ไหน ครีมกันแดดที่ปกป้องผิวเราก็ไม่ควรเยอะเกินจนถึง SPF100  โดยปกติ SPF50 นี่ก็ถือว่าเยอะสุด ๆ แล้ว บางคนอาจจะแนะนำให้ใช้แค่ SPF30 ด้วยซ้ำ

งานวิจัยหนี่งที่เปรียบเทียบครีมกันแดด SPF 37 กับ 75 ผลปรากฏว่ามีประสิทธิภาพกันแดดต่างกันแค่ 1.7% เท่านั้น อีกทั้งการใช้ครีมกันแดดที่มี SPF สูง ๆ ไม่ได้หมายความว่าปกป้องผิวของเราได้ 100% แต่มันคือระยะเวลาที่ครีมจะปกป้องเราได้ต่างหาก แล้วก็ยิ่งใช้สูงผิวก็ยิ่งระคายเคืองได้ง่าย

และที่สำคัญ SPF อย่างเดียวไม่ได้ปกป้องให้ผิวคล้ำ เพราะ SPF จะปกป้องรังสี UVB ที่ทำให้ผิวเราไหม้แดด แต่สิ่งที่ปกป้องรังสี UVA ที่สามารถทะลุผ่านเข้าไปผิวหนังแท้ และไปทำลายคอลลาเจนได้ก็คือ ค่า PA ดังนั้น เวลาจะซื้อครีมกันแดดควรเลือกแค่ SPF 50 และอย่าลืมดูค่า PA+++ ด้วย ส่วน SPF100 ควรฟังหูไว้หู พิจารณาดี ๆ ถ้าเลือกได้ก็เลี่ยงดีกว่า

มีส่วนผสมของคอลลาเจน

เราคงได้ยินเยอะแยะเต็มไปหมดเลยกับคำโฆษณาสกินแคร์ลดเลือนริ้วรอยที่ว่า มีส่วนผสมของ “คอลลาเจน” เราทุกคนต่างรู้ดีว่า ผิวเหี่ยว เพราะคอลลาเจนถูกทำร้าย ผู้ผลิตหัวใสก็เลยแก้ปัญหาให้ลูกค้าเห็นภาพไปเลยว่า ถ้างั้นก็ต้องใช้ครีมที่มีคอลลาเจน แค่นี้ก็เติมเต็มคอลลาเจนให้ผิวได้แล้ว

แต่ความจริงก็คือ คอลลาเจนมีโมเลกุลใหญ่มาก ไม่สามารถทะลุผ่านเข้าไปในผิวหนังเราได้ ถ้าอยากเสริมสร้างเส้นใยโปรตีนอย่างคอลลาเจน แนะนำว่า ให้เลือกครีมที่เขาบอกว่า ใช้ส่วนผสมที่เข้าไปกระตุ้นให้คอลาเจนในผิวเราผลิตออกมามากขึ้น สิ่งนี้แหละที่สามารถเป็นไปได้จริง ๆ

ทำมาจากส่วนผสมธรรมชาติ 100%

ดูเหมือนจะดีใช่ไหมคะ ส่วนผสมจากธรรมชาติเพียว ๆ ตั้ง 100% ไม่มีสารเคมีผสมมาเลย ยังงี้ใช้ได้สบายใจ ไม่ระคายเคืองแน่นอน แต่เดี๋ยวก่อนราอยากจะบอกว่า คำว่า “ส่วนผสมจากธรรมชาติ 100%” กับคำว่า “ปลอดภัย” หรือ “ไม่ระคายเคือง” นั้นไม่เหมือนกันนะ

ไม่ใช่ส่วนผสมจากธรรมชาติทุกตัวจะดีกับผิวเรา เพราะมีส่วนผสมธรรมชาติบางตัวที่อาจทำให้ผิวเราระคายเคืองได้ อย่างเช่น ลาเวนเดอร์นั่นเอง ทางที่ไม่ควรมองแค่คำโฆษณาว่า “ทำมาจากส่วนผสมธรรมชาติ 100%” แต่ควรอ่านส่วนผสมให้ละเอียดว่าเป็นส่วนธรรมชาติที่ทำมาจากอะไร

คำโฆษณาในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั่นเพื่อให้สินค้าดูมีความน่าสนใจและบ่งบอกถึงสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ จึงไม่ใช่ห้ามให้เชื่อคำโฆษณาเหล่านี้เลย เพราะมันก็มีผลิตภัณฑ์บางตัวก็มีสรรพคุณอย่างนั้นจริง ๆ แต่มันเป็นคำโฆษณาที่ควรฟังหูไว้หู ควรพิจารณาให้ดีก่อนซื้อไปใช้

แหล่งที่มา : www.idskinexpert.com

8 ลำดับการแต่งหน้าที่ถูกต้อง

8 ลำดับการแต่งหน้าที่ถูกต้อง

ใครที่ชอบแต่งหน้าเป็นประจำแทบจะทุกวันบ้างรึเปล่า เอาจริง ๆ ก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่เลยนะ ที่สาว ๆ หลายคนจะชอบแต่งหน้าเพิ่มความเป๊ะให้หน้าดูสวยปัง เพราะว่าแค่ใช้เรื่องสำอางเติมนั่นนิดเติมนี่หน่อย ก็ช่วยกลบจุดด้อยต่าง ๆ บนใบหน้าให้หายวับ แถมยังช่วยเสริมพลังความสวยให้ส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าดูสวยเด่นขึ้นอีกด้วย

แต่เรามั่นใจว่าต้องมีสาวบางคนที่ต่อจะให้ตั้งใจแต่งหน้าแบบสุดพลัง หรือใช้เครื่องสำอางคุณภาพดีเบอร์แรง ก็ยังแต่งหน้าออกมาดูไม่ปังอย่างที่หวังไว้ แล้วสาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็อาจเป็นเพราะพวกเธอแต่งหน้าไม่ถูกวิธีก็ได้นะ วันนี้เราเลยลิสต์ 8 ลำดับการแต่งหน้าที่ถูกต้อง มาให้ทั้งมือใหม่หัดแต่งหน้า รวมทั้งคนที่อยากแต่งหน้าให้เป๊ะขึ้นได้ลองดู จำ และนำไปทำตามกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ทามอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

ก่อนจะเริ่มต้นลงเครื่องสำอางสารพัดชิ้นลงบนผิว ถ้าสาว ๆ ไม่อยากเจอกับปัญหาแต่งหน้าไม่ติด หรือผิวหน้าดูไม่เรียบเนียน / ตกร่อง / เป็นขุย ก็ห้ามมองข้ามสเต็ปการบำรุงผิวก่อนแต่งหน้าเด็ดขาดเลยนะ โดยเฉพาะใครก็ตามที่มีสภาพผิวแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ควรทา “มอยส์เจอไรเซอร์” เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

ทาไพรเมอร์ปรับผิวเรียบเนียน เมคอัพติดผิวมากขึ้น

อากาศเมืองไทยมันทั้งร้อน ทั้งอบอ้าว จนทำให้เหงื่อออกและผิวมันง่ายขึ้นกว่าเดิมไปอีก แบบนี้ถ้าแต่งหน้าแบบไม่ถูกวิธีก็อาจทำให้รองพื้นและเมคอัพส่วนอื่น ๆ ไหลกองมารวมกันได้ สเต็ปการเตรียมผิวก่อนลงรองพื้นที่สำคัญและจำเป็นมาก ๆ เลยก็คือการทา “ไพรเมอร์” นั่นเองค่ะ

ลงรองพื้นทีละนิดแล้วค่อย ๆ เพิ่มเลเยอร์

คราวนี้ก็ได้เวลามาเสกงานผิวสวยเนียนกริบด้วย “รองพื้น” บ้างแล้วนะ เราต้องบอกเลยว่าจริง ๆ แล้วการลงรองพื้นให้ผิวสวยเนียนเป็นธรรมชาติ สามารถลงรองพื้นด้วยนิ้วมือของตัวเอง หรือจะลงรองพื้นด้วยแปรงแต่งหน้าก็เลือกได้ตามความถนัดเลย โดยการใช้นิ้วมือลงรองพื้นก็เหมาะกับวันที่ต้องการแต่งหน้าบาง ๆ เบา ๆ ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ส่วนการใช้แปรงลงรองพื้นก็จะเหมาะกับการแต่งหน้าที่อยากได้งานผิวแบบ Full-coverage กลบผิวเนียนกริบแบบไม่เหลือร่องรอย แล้วสิ่งที่เราอยากเตือนสาว ๆ ทุกคนไว้เลยก็คือการลงรองพื้นที่ถูกต้อง ควรลงรองพื้นทีละน้อย ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มเลเยอร์บนผิวบริเวณที่ต้องการการปกปิดเพิ่มมากขึ้นทีหลัง เท่านี้ก็ได้งานผิวสวย ๆ แบบไม่ดูหนาโบ๊ะเกินไปแล้ว

กลบรอยสิว / จุดด่างดำด้วยคอนซีลเลอร์

การเลือกใช้คอนซีลเลอร์สำหรับกลบจุดด่างดำและรอยคล้ำบนใบหน้าแต่ละส่วน ก็ต้องเลือกชนิดของคอนซีลเลอร์แตกต่างกันไปด้วยนะ สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการปกปิดใต้ตาแพนด้าที่ทำให้หน้าดูโทรม ก็ควรเลือกใช้คอนซีลเลอร์เนื้อลิควิดที่สว่างกว่าผิว 1 เฉด เพื่อให้บริเวณใต้ตาดูสว่างสดใสมากขึ้น ส่วนพวกรอยสิวหรือจุดด่างดำต่าง ก็ควรเลือกใช้คอนซีลเลอร์เนื้อครีมที่มีโทนสีพอดีกับผิวจะดีที่สุดค่ะ เพราะรอยดำต่าง ๆ พวกนี้ถ้าใช้คอนซีลเลอร์สีสว่างอาจทำให้เห็นชัดกว่าเดิมแทน

คอนทัวร์ > บลัชออน > ไฮไลท์ เพิ่มสีสันและมิติให้ใบหน้า

ถ้าอยากแต่งหน้าให้สวยปัง แค่กลบผิวให้เนียนกริบอย่างเดียว ใบหน้าก็อาจดูขาดสีสันหรือดูลอย ๆ ได้เหมือนกันนะคะซิส! เพราะฉะนั้นขั้นตอนการแต่งหน้าสเต็ปต่อไปที่ต้องทำก็คือการเติมสีสันให้พวงแก้มด้วยบลัชออน พร้อมคอนทัวร์เก็บกรอบหน้าและไฮไลท์ส่วนต่าง ๆ เพื่อทำให้ใบหน้าดูมีมิติและสวยพุ่งมากกว่าเดิมนั่นเอง

อายแชโดว์ > อายไลเนอร์ > มาสคาร่า แต่งตาให้สวยปิ๊ง

งานผิวก็มา งานแก้มก็มาแล้ว คราวนี้ถึงเวลามาแต่งตาเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ดวงตาดูมีเสน่ห์มากขึ้นบ้างแล้ว โดยสเต็ปแรกให้ใช้อายแชโดว์โทนสว่างเฉดสีเดียวกับสีผิวทาเป็นอายแชโดว์เบสก่อน แล้วตามด้วยการใช้อายแชโดว์เฉดสีเข้มสำหรับคัดเบ้าให้ดวงตาดูมีมิติขึ้นกว่าเดิม ส่วนอายแชโดว์สีกลาง ๆ ระหว่างสีอ่อนและสีเข้ม มีไว้ใช้ทาลงไปที่เปลือกตาเพื่อเบลนด์ให้สีของอายแชโดว์ดูเข้ากันนั่นเองค่ะ หลังจากที่ทาอายแชโดว์เสร็จแล้วก็ให้เขียนอายไลเนอร์วิงก์หางยาวตามความต้องการ แล้วปิดท้ายด้วยการดัดขนตาและปัดมาสคาร่าเพื่อให้ขนตางอนเด้งขึ้นได้เลย

เขียนขอบปากก่อนทาลิปสติกช่วยให้ปากอวบอิ่มขึ้น

อวัยวะสำคัญบนใบหน้าที่เห็นเด่นชัดและดึงดูดสายตามากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “ริมฝีปาก” นี่แหละค่ะ แบบนี้ถ้าอยากจะให้เมคอัพที่ตั้งใจแต่งอยู่ตั้งนานสองนาน ออกมาสวยปังคุ้มค่ากับเวลาและความทุ่มเทที่เสียไป ก็ต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเติมสีสันให้ริมฝีปากกันหน่อยนะ

ถ้าอยากให้ริมฝีปากสวยและดูอวบอิ่มขึ้นกว่าเดิม เราขอแนะนำให้ลองใช้เทคนิคการเขียนขอบปากด้วย “ลิปไลเนอร์” ก่อน เพื่อทำให้ขอบปากดูคมชัด ริมฝีปากอวบอิ่ม ที่สำคัญยังช่วยกำหนดเส้นขอบปากทำให้ทาปากได้ง่ายขึ้น และเวลาทาลิปสติกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทาเลอะเทอะหรือทาเกินขอบปากมากเกินไปอีกด้วยนะ

ทาแป้งฝุ่นโปร่งแสง / ฉีดเปรย์เซตเมคอัพติดทนตลอดวัน

หลังจากที่แต่งหน้า แต่งตา ทาปากเสร็จเรียบร้อยแล้ว สเต็ปการแต่งหน้าอย่างสุดท้ายที่ต้องทำทุกครั้งเลยก็คือการเซตผิวด้วย “แป้งฝุ่นโปร่งแสง” หรือ “เซตติ้งสเปรย์” ที่นอกจากจะช่วยคุมมัน กันเหงื่อ แล้วยังช่วยล็อกเมคอัพให้ติดแน่นทนนานอยู่บนหน้าได้ตลอดทั้งวันด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

วิธีแก้รอยดำจากการเกา

วิธีแก้รอยดำจากการเกา

การเกาผิวหนังของเรานั้นไม่เพียงแต่ทำให้อาการคันไม่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังแถมรอยแดงและรอยดำเพิ่มขึ้นอีกด้วย หลาย ๆ คนมีปัญหาผิวลายหรือผิวมีจุดด่างดำที่เกิดจากการเกาไม่รู้ตัว จนทำให้ผิวไม่เรียบเนียน ดึงเอาความมั่นใจในการแต่งตัวไปเยอะเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะนำเอาวิธีแก้ปัญหารอยดำที่เกิดจาการเกามาแบ่งบันกัน ซึ่งแต่ละวิธีจะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

หลีกเลี่ยงการเกาให้ได้มากที่สุด

เชื่อว่าเมื่อมีอาการคันจากการโดนแมลงกัดต่อยหรือสัมผัสกับใบไม้บางชนิด ทำให้หลายคนไม่สามารถยับยั้งการเกาได้เลย ดังนั้นหากต้องการให้ผิวสวยเนียนไม่มีจุดด่างดำจากการเกา จึงจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเกาให้ได้มากที่สุด แล้วหันมาใช้วิธีการทายาที่ช่วยบรรเทาอาการคันแทน วิธีนี้ช่วยให้หายคันได้ดี แถมยังไม่ต้องเสี่ยงมีจุดด่างดำบนผิวที่เกิดจากการเกาอีกด้วย

หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด

แสงแดด คือตัวการที่ทำให้ผิวคล้ำได้ง่ายมาก ๆ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำหีรอยดำที่เกิดจากการเกายิ่งเด่นชัดมากขึ้น และจะทำให้การรักษาเห็นผลได้ช้า สำหรับใครที่มีรอยดำบนผิวจากการเกา ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF สูงก่อนออกจากไปข้างนอกทุกครั้ง

ทานอาหารบำรุงผิว

อาหารที่มีส่วนช่วยลดรอยดำบนผิวจากการเกาคือ ผักและผลไม้หลากหลายชนิด เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี และสารอาหารที่สำคัญสำหรับผิวอีกหลายชนิดเลยทีเดียว นอกจากจะช่วยลดรอยดำบนผิวได้แล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

ขัดผิวสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

ในหนึ่งสัปดาห์สาว ๆ ควรขัดผิวให้ได้ประมาณ 2 ครั้ง จะช่วยลดรอยดำบนผิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งการขัดผิวแนะนำให้ใช้มะขามเปียกละลายน้ำในน้ำจนเป็นน้ำข้น ๆ จากนั้นนำมาขัดเบา ๆ ให้ทั่วผิว ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงใช้ใยบวมขัดซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะล้างออกให้สะอาด วิธีนี้ช่วยผลัดเซลล์ผิวจนทำให้รอยดำจางลงอย่างเห็นได้ชัด

ทาน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีกรดลอริคที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวและช่วยให้รอบดำบนผิวจางลง แนะนำให้สาว ๆ ทาน้ำมันมะพร้าวตงบริเวณรอยดำก่อนนอนทุกคืนโดยไม่ต้องล้างออก ตื่นเช้าขึ้นมาค่อยอาบน้ำทำความสะอาด วิธีนี้ช่วยให้รอยดำจางลงได้ดี

ทาครีมบำรุงผิวทุกวัน

ครีมบำรุงผิวมีความสำคัญต่อผิวพรรณของเราอย่างมาก ดังนั้นจึงควรทาทุกวัน โดยเฉพาะคนที่มีรอยดำผิวไม่ควรละเลยการทาครีมบำรุงผิวอย่างเด็ดขาด เพราะครีมบำรุงผิวมีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งที่ช่วยปรับผิวให้สว่างไปพร้อม ๆ กับการลดรอยดำให้จางลง

หมั่นทาครีมลดรอยดำหลังอาบน้ำเช้าเย็น

ในส่วนของครีมลดรอยดำควรทาทุกวันหลังอาบน้ำในตอนเช้าและตอนเย็น หมั่นทาบริเวณที่มีรอยดำทุก ๆ วันติดต่อกันจะช่วยให้รอยดำจางลง เนื่องจากครีมลดรอยดำจะมีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี กลูต้าไธโอน และอาร์บูติน ที่มีคุณสมบัติลดรอยดำได้เป็นอย่างดี

แหล่งที่มา : www.sanook.com

How To พุงหายด้วยวิธีง่าย ๆ

How To พุงหายด้วยวิธีง่าย ๆ

แน่นอนว่ารูปร่างนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสาว ๆ อย่างเรามาก ไม่ว่าเราจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ แต่สิ่งที่สาว ๆ กังวลเกี่ยวกับรูปร่างนั่นก็มีมากมายหลายอย่าง ซึ่งสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนกงัวลมากที่สุดก็คือ พุง เพราะใคร ๆ ก็อยากจะมีหน้าท้องที่แบนราบกันอยู่แล้ว แต่กลับมีไขมันสะสมจนมีเจ้าพุงน้อย ๆ ยื่นออกมา ทำให้ใส่เสื้อผ้าออกมาไม่สวย โดยเฉพาะตรงหน้าท้อง

ถึงแม้ช่วงติดจะติดโควิด แต่สาว ๆ หลายคนก็ต้องอยากใส่เสื้อสวย ๆ โชว์เอวเอสกันบ้าง แต่หน้าท้องของเรานั้นมันก็ไม่ค่อยจะเอื้ออำอวยเท่าไหร่ ดังนั้นเรามาลดพุงกันเถอะ ด้วยฮาวทูที่จะช่วยลดพุงด้วยวิธีง่าย ๆ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผล

อย่างที่เรารู้กันดีว่า การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาสุขภาพและสลายพุง แต่ถ้าเรานั้นออกกำลังกายไม่มากพอผลที่ได้ก็จะไม่เป็นตามที่ต้องการ แต่เราก็ไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้นไง  ดังนั้นเพื่อให้ออกกำลังกายได้ในเวลาที่น้อยด้วย ก็คือการ Bodyweight Burn มันคือการออกกำลังกามที่ใช้เวลาเพียงแค่ 21 นาทีและช่วยเผาผลาญไขมันได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน หากใครสนใจก็ลองไปศึกษาวิธีออกกำลังกายตามเน็ตและทำตามกันดูนะ

กินเพื่อลดหน้าท้อง

หนึ่งในความผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำกันในขณะที่ต้องการลดไขมันหน้าท้องก็คือ การไม่ได้ทานโปรตีนมากพอ โดยโปรตีนนั้นเป็นสารอาหารที่สำคัญอันดับหนึ่งที่ช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดน้ำหนัก เพราะจะช่วยลดความอยากและช่วยเพิ่มการเผาผลาญของเราได้

ดังนั้นควรทานโปรตีนที่ดีเช่า ปลา (ปลาทูน่า, ปลาแซลมอนหรือปลาซาร์ดีน) , ไก่, เนื้อวัว, ไข่, นม มาทานเป็นประจำแทนเนื้อสัตว์อื่น ๆ สำหรับมื้อว่างระหว่างเดินทางนะ เราก็ควรทานอาหารที่มีโปรตีนและใยอาหารสูงอย่าง อะโวคาโด, เมล็ด Flaxseed, แบล็คเบอร์รี่ กะหล่ำปลีและพืชตระกูลถั่ว

หยุดกินอาหารที่ขวางการเบิร์น

นอกจากอาหารที่ควรทานแล้วนั้น เราก็ยังทีอาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงกัน โดยอาหารเหล่านั้นได้แก่ น้ำตาลและไขมันอิ่มตัวเพราะการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่น้ำตาลสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ดังนั้นควรลดการทานน้ำตาล ซึ่งจะถูกผสมในอาหารจำพวกเค้ก โค้ก และซีเรียล นอกจากนี้ยังควรลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตลงด้วย หันไปทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เลือกอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้น ถึงแม้จะมีปริมาณน้ำตาลเท่ากัน แต่ก็ทำให้เราอิ่มได้นานอย่างไม่น่าเชื่อเลย

นอนหลับให้มากขึ้น

ถ้าเรานั้นนอนไม่พอ ทำให้ความเครียดนั้นสูงขึ้น ซึ่งเมื่อความเครียดสูงและระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ สามารถทำให้เรานั้นอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราทานอาหารมากกว่าความต้องการของเรา หรือพูดอีกอย่างก็คือ ทานเกินนั่นเอง ดังนั้นควรนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อคืนนะ

อดทนและมุ่งมั่น

เพื่อให้เรานั้นบรรลุเป้าหมายในการลดน้ำหนักและการเผาผลาญไขมันหน้าท้องนั้น เราจะต้องทำสิ่งที่บอกมาข้างต้นทุกวัน และอย่ายอมแพ้ แม้ว่าเราจะรู้สึกเบื่อกับการออกกำลังกายหรืออยากจะทานอาหารที่เป็นการขัดขวางการออกกำลังแค่ไหนก็ตาม กระบวนการเผาผลาญไขมันของเราจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามทั้ง 5 คำแนะนำในทุก ๆ วัน ไม่นานไร้พุงก่อนปีใหม่อย่างแน่นอน

 

7 ดูแลตัวเองไม่ให้แก่เกินวัยของผู้หญิงอายุ 40

7 ดูแลตัวเองไม่ให้แก่เกินวัยของผู้หญิงอายุ 40

เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่พออายุเริ่มมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มก็มีเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณที่เปลี่ยนไป จนไปถึงเรื่องสุขภาพที่ร่างกายเตรียมจะฟ้องสัญญาณสุขภาพบางอย่างที่เราอาจจะต้องเริ่มดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะผู้หญิงที่เริ่มเข้าวัย 40 เพราะในวัยนี้จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างอย่างชัดเจน ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำ 7 ดูแลตัวเองไม่ให้แก่เกินวัยของผู้หญิงอายุ 40 กัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

ยิ่งอายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญยิ่งทำงานได้น้อยลง ระบบย่อยก็มีแต่จะเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ดังนั้นเมื่อเข้าวัย 40 ควรดูแลตัวเองในเรื่องการรับประทานเป็นหลัก ยิ่งเราเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ก็จะยิ่งช่วยให้สุขภาพดี และชะลอวัย

แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ควรกิน เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ใช้วิธีการผัด และทอดในน้ำมัน ลดการรับประทานเนื้อแดง และเพิ่มการรับประทานผัก และผลไม้ที่ไม่หวานจัดก็จะเป็นวิธีช่วยดูแลตัวเองไม่ให้แก่ก่อนวัยได้

มีน้ำติดตัวไว้เสมอ

สำหรับผู้หญิงวัย 40 ควรดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำ นั้นถือเป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ เป็นอย่างยิ่ง เพราะน้ำจะเป็นตัวไปช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ให้ยังทำงานได้อย่างดี

ที่สำคัญยังส่งผลไปถึงความชุ่มชื่นของผิวพรรณด้วย ดังนั้นการดูแลตัวเองของสาววัย 40 ด้วยการดื่มน้ำก็ถือเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก เพียงแค่พกน้ำติดกระเป๋าจิบตลอดทั้งวัน ก็เป็นการดูแลตัวเองได้แล้ว

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

แม้ว่าการเลือกรับประทานจะเป็นข้อปฏิบัติอันดับหนึ่งที่ควรจะทำ สำหรับวิธีดูแลตัวเองของคนวัย 40 แต่ก็ต้องไม่ลืมการออกกำลังกายควบคู่ด้วย เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพ และความแข็งแรงให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายได้เผาผลาญ และขับของเสียออกจากรูขุมขน และยังมีผลต่อจิตใจที่จะช่วยทำให้จิตใตสดชื่น สดใสได้มากยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นผู้หญิงวัย 40 ควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายควบคู่เป็นประจำ ซักอาทิตย์ละ 3-5 วัน กำลังดี

บำรุงผิวเป็นประจำ

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายจากภายใน นั่นคือการดูแลผิวพรรณภายนอกให้ยังดูสวย และแลดูอ่อนกว่าวัย การบำรุงผิวเป็นประจำเป็นวิธีดูแลตัวเองไม่ให้แก่ก่อนวัย และอาจจะหลอกตาให้คนอื่นไม่รู้ว่าอายุเราแตะหลักสี่ไปแล้วเรียบร้อย ขอแนะนำให้เลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เติมความชุ่มชื้นให้ผิว และมีส่วนผสมของคอลลาเจน เพื่อเติมเต็มความแข็งแรงของผิวที่อาจจะหายไปบ้าง

แต่งตัวอยู่เสมอ

บางทีพอสาว ๆ เริ่มจะทำงานมานาน อายุมากขึ้น ก็จะเริ่มละเลยกับการแต่งตัวให้สวยงาม แต่สาว ๆ โดยเฉพาะวัย 40+ อาจจะไม่รู้ว่าทุกวันนี้ที่เรารู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว ไม่สดชื่น สาเหตุอย่างหนึ่งอาจจะจากการแต่งตัวที่จืดชืด ซ้ำ ๆ กันทุกวันก็ได้นะ

โดยขอแนะนำว่า  ควรเติมความสนุกสดใสให้กับตัวเองด้วยการหันมาแต่งตัวให้สนุกขึ้นบ้าง หยิบชิ้นนั้น มาแมทซ์ชิ้นนี้ตามแต่ที่ใจเราชอบ หรือใครที่ยังไม่มั่นใจอาจจะลองเปลี่ยนเครื่องประดับ เปลี่ยนรองเท้า หรือง่ายที่สุด ลองเปลี่ยนสีลิปสติกให้แสบ แซ่บ ซ่า แต่ก็ยังเป็นตัวเอง และมีความสุข รับรองว่าทุก ๆ วันของสาว ๆ จะต้องแฮปปี้สุด ๆ อย่างแน่นอน

นัดเพื่อน พบปะสังสรรค์

ผู้หญิงในวัย 40 ขึ้นไปส่วนใหญ่ก็มักจะแต่งงาน มีครอบครัว ทำให้นอกจากงานนอกบ้านแล้ว ก็ยังต้องรับภารกิจในบ้านด้วย ทำให้หลาย ๆ ครั้งอาจจะรู้สึกเหนื่อย หมดไฟ ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรทั้งนั้น ขอแนะนำให้ลองจัดสรรเวลา หาช่องว่างไปพักผ่อนเมาท์มอยกับเพื่อนสาว วางทั้งเรื่องงาน และเรื่องที่บ้านเอาไว้ซักนิด ใช้ช่วงเวลาในการเมาท์มอย ทานข้าวกับเพื่อน ๆ ให้เป็นเวลาของตัวเองจริง ๆ

หางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำดูบ้าง

อายุ 40 แล้วควรดูแลตัวเองให้รอบด้านทั้งสุขภาพ ความงาม จิตใจ และอย่าลืมเพิ่มเติมทักษะใหม่ ๆ ให้กับตัวเองด้วยนะ เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้สามารถทำได้ตลอดชีวิต ไม่ได้จำกัดไว้แค่ที่วัยไหนเท่านั้น ดังนั้นถ้ายังพอมีเวลา ลองหางานอดิเรกใหม่ๆทำดูบ้าง ก็อาจจะทำให้พบเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ ๆ และอาจจะทำให้เราได้ทักษะใหม่ ๆ ติดตัวเพิ่มเติม ฝึกสมองไม่ให้หยุดนิ่งไปได้ด้วยอีกทางหนึ่ง

How To การดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย

How To การดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย

เพราะผิวพรรณในแต่ละช่วงวัยนั้นมีความแตกต่างกัน อย่างที่สังเกตกันก็คือในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นนั้นผิวพรรณของเราจะเต่งตึง กระชับ พอเริ่มอายุมากขึ้นไปอยู่ในช่วงวัยกลางคน ริ้วรอยต่าง ๆ  ก็จะเริ่มปรากฏขึ้นมาให้เห็นเช่นรอยตีนกา หรือผิวหนังที่เริ่มหย่อนคล้อย อย่างที่เห็นในแต่ละวัยนั้นมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน ฉะนั้นการดูแลผิวพรรณก็จะต้องแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน

ดังนั้นในวันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับ How To การดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย ว่าแต่ละช่วงวัยนั้นจะต้องมีการดูแลผิวพรรณอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ช่วงอายุ 15 – 20 ปี

จะเป็นช่วงที่จะเป็นจากวัยเด็กเป็นวัยรุ่น ดังนั้นมันก็จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างในตัวเปลี่ยนแปลงไปเช่น มีสิวขึ้นบนใบหน้า แต่อยากคิดว่าเพราะไม่ล้างหน้า หรือหน้าสกปรกนะ มันมีได้อีกหลายปัจจัยที่ทำให้สิวขึ้น เพราะ สิวช่วงวัยนี้จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ และอะไรอีกหลายอย่างเช่นอดนอน หรือเครียด เพราะบางคนล้างน้ำทุกวันสิวก็เกิดขึ้นได้

แต่สิ่งพวกนี้มันจะหายไปได้เอง ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมันเช่น บีบ แกะ หรือกดสิว เพราะมันจะทำให้เกิดรอยดำและอักเสบได้ ดังนั้นการดูแลผิวในวัยนี้ ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ เช้าเย็น หลีกเลี่ยงของที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เช่น คลีนเซอร์ โทนเนอร์ และพยายามนอนให้เร็วอย่านอนดึก และอย่าเครียดมากด้วยนะ

ช่วงอายุ 20 ขึ้นไป

เพื่ออายุขึ้นเลข 2 ขึ้นมา สิวที่ขึ้นบนใบหน้าก็เริ่มลดน้อยลง ยกเว้นคนที่สิวขึ้นช้าว่าปกติ คนที่ผิวหน้ามัน หรือคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ในวัยนี้การดูแลใบหน้าก็จะสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นใช้ครีมแต้มสิว ใช้โฟมล้างหน้า

แต่ที่สำคัญต้องล้างหน้าให้สะอาดโดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งหน้าจัดหรือแต่งเป็นประจำทุกวันต้องดูเรื่องนี้เป็นพิเศษเพราะว่าอาจจะมีเครื่องสำอางหลงเหลืออยู่บนใบหน้า ทำให้เกิดสิวใหม่ หรือเป็นสิวอุดตันเลยก็ได้ นอกจากนี้การทาครีมกันแดดก็ช่วยดูแลผิวไม่ให้หน้าเราดูหมองคล้ำไปอีกด้วย

ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป

ผิวหน้าของสาววัยนี้จะมีอุปสรรคสำคัญที่จะมากวนใจสาว ๆ ไม่ต่างจากสิว นั่นก็คือ ริ้วรอยใต้ตา รอยตีกาและรอยย่นบนหน้าผาก ที่เริ่มจะมาให้เห็นชัดขึ้นทุกวัน นอกจากนั้นผิวพรรณที่เคยดูอ่อนวันสดใสก็จะเริ่มจางหายไปเรื่อย ๆ ไหนจะรูขุมขนที่เพิ่มขึ้นอีก การดูแลผิวหน้าในช่วงวัยจึงต้องครบเครื่องแบบจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการขัดหน้าหรือมาส์กหน้า ที่จะช่วยในการจัดการหลุดลอกของผิวชั้นนอก และดูดซึมสิ่งสกปรกที่ติดตามรูขุมได้ ซึ่งจะทำให้ใบหน้าของเรานั้น สะอาด กระชับเต่งตึงและดูสดใสมากขึ้น สำหรับสาววัยนี้ถ้าเริ่มสังเกตเห็นว่าตัวเองนั้นเริ่มมีริ้วรอยแล้ว ควรเริ่มดูแลผิวหน้าเลยเพราะถ้าไปเริ่มตอนที่มันชัดแล้วอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยกว่าจะมันจะดีขึ้น

ดังนั้นควรจะเริ่มการมาส์กก่อน ให้เลือกจากมาส์กที่มีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ในด้านการเลือกครีมบำรุงผิวของสาวช่วงวัยนี้ ควรจะเน้นเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นพิเศษ เพราะว่าผู้หญิงวัยนี้ผิวหน้าจะเริ่มแห้งมากขึ้น เนื่องจากน้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้า ผลิตได้น้อยลง แล้วทาครีมกันแดดก็ควรทาเป็นประจำทุกวัน ในส่วนของรอบดวงตาควรใช้เป็นอายครีม เผื่อทำให้รอบดวงตาชุ่มชื้นและสดใสขึ้น จะได้ไม่มีใครเรียกเราว่า “ป้า” ได้ไปเลย

แมทช์สีเสื้อผ้ายังไงให้เหมาะกับหน้าหนาว

แมทช์สีเสื้อผ้ายังไงให้เหมาะกับหน้าหนาว

ลมหนาวพัดผ่านจนมาถึงปีใหม่แล้วนะ ได้เวลาเอาเสื้อผ้าหนา ๆ เสื้อโค้ดตัวใหญ่ ๆ ที่ไม่ค่อยจะได้ใส่กันสักเท่าไหร่มาใส่กันแล้ว เพราะว่าหน้าหนาวนั้นมันเป็นหน้าของแฟชั่น สาว ๆ ที่อินเทรนด์อยู่ตลอดเวลาก็ต้องใส่เสื้อผ้าให้เข้าตรีมหน้าหนาวกันหน่อย

แต่นอกจากเสื้อผ้าที่จะแต่งในหน้าหนาวแล้วนั้น การแมทช์สีต่าง ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันนะ เพราะว่าถึงจะแต่งตัวเท่ เก๋แค่ไหน แต่ถ้าสีบนตัวมันไม่แมทช์กันซะเลยก็จะทำให้เสื้อผ้าที่ใส่นั้น OUT!! ได้นะ ดังนั้นอย่ามัวรอช้าไปดูไอเดียการแมทช์สีเสื้อผ้าในหน้าหนาวกัน

สีเดียวทั้งชุดไปเลย

วิธีแมทช์นี้หมาะสำหรับสาว ๆ มือใหม่หันแต่งตัวเป็นอย่างมาก เพราะว่าเวลาที่จะหยิบชุดแฟชั่นออกมาเพื่อที่จะแต่งสวย ถ้าไม่ดูตามแบบที่หามาจากในเน็ต ก็จะต้องปรึกษาเพื่อนเอาว่าควรใส่สีอะไรดี เหมือนอยู่คนเดียวหรือไม่มีต้นแบบนั้นก็จะรู้สึกกลัวในการผสมสีและเกิดความไม่มั่นใจว่าชุดที่แต่งออกมาจะดูดีหรือยัง ดูแปลกตาหรือเปล่า

ดังนั้นเพื่อลบความไม่มั่นใจนั้นออกไป แนะนำว่าให้ใส่ชุดโทนนสีเดียวกันไปเลย อย่างเช่น อยากจะใส่สีหวานเพื่อให้รู้สึกอบอุ่น ก็ใส่ด้านบนเป็นสีชมพูอ่อน ด้านล่างเป็นสีชมพูเข้มก็ไม่เลวนะ

น้ำตาลแมทช์ขาว

สีน้ำตาลนั้นไม่ได้เหมาะแค่กับฤดูใบไม้ร่วงที่จะให้การกลืนไปกลับความงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่สาว ๆ สามารถจะนำสีน้ำตาลมาใส่ให้ดูอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวได้

เพื่อไม่ให้สีน้ำตาลนั้นทำให้ออกเป็นธีมของฤดูใบไม้ร่วงมากเกินไป ให้นำไปแมทช์คู่กับสีขาวที่จะให้ความรู้สึกคล้ายกับหิมะ ก็จะให้ความรู้สึกอยู่ในฤดูหนาวที่แฝงไปด้วยความนุ่มนวลและความงามของธรรมชาติของฤดูใบไม้ร่วงไปในตัว

ขาวแมทช์ดำ

พอถึงฤดูใหม่ที สาว ๆ ที่ชอบการแต่งตัวนั้นก็มักจะเปลี่ยนโทนสีการแต่งตัวให้เข้ากับฤดูกาลนั้นกันอยู่ตลอด แต่ถ้าสาว ๆ ที่ชอบแต่งตัวแต่ขี้เกียจเปลี่ยนบ่อย ๆ ล่ะ แน่นอนว่าที่คลาสสิกและฮอตอิตทุกฤดูกาลนั่นก็คือสี ขาวและดำ นั่นเอง ที่ไม่ว่าจะใส่ฤดูร้อน ใบไม้ร่วง ใบไม้ผลิ ก็ยังดูสวยและอินเทรนด์อยู่ตลอดได้อย่างแน่นอน

ฟ้าแมทช์ขาว

แน่นอนว่าหน้าหนาทั้งทีจะขาดสองสีนี้ได้ยังไง แน่นอนว่าสีฟ้าและขาวนั้นมักจะเป็นสีแรก ๆ ที่สาว ๆ มักจะนึกถึงในฤดูนี้ เพราะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกถึงฤดูหนาวทั้งคู่ เรียกได้ว่าทำให้สาว ๆ นั้นได้กลิ่นอายของฤดูนาวไปแบบเต็ม ๆ แถมยังให้ลุคที่เป็นเทพนิยายในเมืองหิมะได้อีกด้วยนะ

ขาวแมทช์เนื้อ

เสื้อผ้าแฟชั่นสีขาวนั้นเมื่อหยิบออกมาใส่ไว้บนร่างของสาว ๆ ในช่วงหน้าหนาวแล้วนั้นภาพลักษณ์ที่ออกมาให้ความรู้สึกสดใส ดูเป็นนางฟ้า แต่ให้ทางกลับในบรรยากาศที่เย็น ๆ อยู่แล้วของหน้าหนาว เสื้อสีขาวก็ทำให้ทุกอย่างดูกลืนกันไปหมด ถ้าอย่างงั้นลองนำสีเนื้อมาแมทช์กันดู เพื่อช่วยให้มีสีสันมากขึ้น แถมยังคงสไตล์ที่ดูสดใสและบริสุทธิ์ของสีขาวเอาไว้ด้วย

ชมพูแมทช์น้ำตาล

มาถึงข้อสุดท้ายกันแล้วกับการแมทช์สีชมพูกับสีน้ำตาล โดยสีชมพูนั้นจะให้ความรู้สึกที่อ่อนหวาน ส่วนสีน้ำตาลก็จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นหัวใจ ซึ่งถ้าหากสาว ๆ คนไหนอยากที่จะเป็นหน้านาววที่เย็นแสนจับใจให้กลายเป็นความอบออุ่นล่ะก็ ต้องสองสีนี้เลย รับรองว่าจะทำให้สาว ๆ ดูอบอุ่นขึ้นและยังอ่อนหวานสมกับเป็นผู้หญิงอีกด้วยนะ