7 ผักที่อัดแน่นด้วยกลูตาและคอลลาเจน

7 ผักที่อัดแน่นด้วยกลูตาและคอลลาเจน

กลูตาและคอลลาเจนมีส่วนช่วยบำรุงและปรนนิบัติผิวของคนเราให้มีความอ่อนเยาว์และเปล่งปลั่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องรับจากการกินอาหารเสริมเท่านั้น เพราะในผักบางชนิดก็มีกลูตาและคอลลาเจนอยู่เช่นกัน วันนี้เราเลยรวบรวม 7 ผักที่อัดแน่นไปด้วยกลูตาและคอลลาเจน ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลย

บรอกโคลี

บรอกโคลี เป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและกรดอัลฟาไลโปอิค ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเสริมสร้างกลูตาไธโอนภายในร่างกาย และยังมีสารลูทีนที่ช่วยสร้างคอลลาเจนเพื่อให้ผิวของคนเรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น ถือเป็นผักที่ให้ทั้งความกระชับ เต่งตึง และไม่แก่ก่อนวัยเลยทีเดียว

หน่อไม้ฝรั่ง

หน่อไม้ฝรั่งมีสารกลูตาไธโอนต่อหน่วยบริโภคสูงมาก อีกทั้งยังมีลูทีนซึ่งช่วยในการผลิตคอลลาเจนให้ผิวอีกด้วย สำหรับสาว ๆ คนไหนอยากคงความหน้าเด็กเอาไว้นาน ๆ แนะนำให้กินหน่อไม้ฝรั่งบ่อย ๆ กัน

ผักโขม

ผักโขมมีลูทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใต้ชั้นผิวของคนเราได้ดี แถมยังมีกลูตาไธโอนสูง อีกทั้งยังมีกรดอัลฟาไลโปอิคซึ่งเป็นตัวช่วยในการผลิตกลูตาไธโอนอีกด้วย บอกเลยว่าผักโขมช่วยทั้งในเรื่องของผิวกระชับ เต่งตึง และขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

บีทรูท

บีทรูทมีสารไลโคปีนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน มีส่วนทำให้ผิวมีความละเอียด กระชับ เรียบเนียน และชะลอการเกิดริ้วรอย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันรังสียูวีจากแดดได้เป็นอย่างดี

ถั่วลันเตา

ถั่วลันเตามีกรดอัลฟาไลโปอิค ซึ่งเป็นกรดที่ช่วยผลิตกลูตาไธโอน และยังมีสารไฮยาลูโรนิคซึ่งช่วยชะลอวัยและป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย สาว ๆ ที่ชอบเป็นกังวลเรื่องริ้วรอย แนะนำว่าให้กินถั่วลันเตาบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มไฮยาลูรอนกัน

ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนอยู่ 3 ชนิด คือ ไกลซีน ซิสเตอีน และกลูตามิก ซึ่งกรดเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตกลูตาได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีไอโซฟลาโวนที่ช่วยเร่งการผลิตคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวของสาว ๆ สวยเด้งมากขึ้น

เห็ดชนิดต่าง ๆ

เห็ดทุกชนิดอุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานที่ช่วยเร่งกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้ผิวเด้ง ตึงสวย และช่วยป้องกันผิวหย่อนคล้อยได้ดี ที่สำคัญยังมีซีลีเนียมที่จำเป็นต่อการสร้างกลูตาไธโอนให้ผิวอีกด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ดูแลผิวขาดน้ำ ด้วยอาหารเพิ่มความชุ่มชื้น

ดูแลผิวขาดน้ำ ด้วยอาหารเพิ่มความชุ่มชื้น

ในช่วงที่อากาศหนาว ๆ เย็น ๆ ต้องบอกเลยว่าเป็นช่วงที่ผิวพรรณของเรานั้นจะเผชิญกับความแห้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็จะมีบางคนที่ไม่ว่าจะอากาศแบบไหนก็ตาม ก็มักจะมีปัญหาผิวแห้งหรือผิวขาดความชุ่มชื้นอยู่เสมอ จนบางทีแทบจะไม่รู้ว่าจะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีไหนกันดี วันนี้เราเลยมีวิธีเด็ด ๆ มาฝากกัน รู้หรือไม่ว่าอาหารบ้างอย่างที่เรากินเข้าไปนั้นสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราได้ ถ้าอยากรู้ว่ามีอาหารอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลย

ผักสีเขียว และสีเหลือง

ผักสีเขียวและสีเหลือง เป็นผักที่อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอภายในร่างกาย โดยวิตามินเอนั้นจะมีส่วนช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างสุขภาพผิวหนังให้แข็งแรง โดยวิตามินเอจะไปเสริมการสร้างแฟกเตอร์ให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารประกอบที่อยู่บนผิวหนังชั้นนอก โดยสารตัวนี้จะทำหน้าที่ให้เซลล์ผิวหนังกักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ภายใน และช่วยป้องกันการระเหยของน้ำออกจากผิวหนังได้เป็นอย่างดี

ตับไก่และตับหมู

ในส่วนของตับไก่และตับหมู จัดเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินบี 2 ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดนี้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิว พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน จึงทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยลดอาการอักเสบของผิงหนังได้ดีอีกด้วย ที่สำคัญตับไก่และตับหมูยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการสร้าเซลล์ผิวหนังได้ดีอีกด้วย

ถั่วชนิดต่าง ๆ

ถั่วชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสง อัลมอนด์ วอลนัท หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ล้วนเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งสารอาหารชนิดนี้มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายเกิดการไหลเวียนดี และยังช่วยในเรื่องของกระบวนการสร้างและซ่อมแซมของเซลล์ผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยต้านสารอนุมูลอิสระที่คอยทำลายผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส้มแมนดาริน

ส้มแมนดาริน 1 ผล ให้ปริมาณเบต้าคริปโตแซนทินสูงกว่าส้มทั่วไปถึง 19 เท่า ซึ่งเบต้าคริปโตแซนทินเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอในร่างกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของผิวพรรณ อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระเพื่อให้ผิวสุขภาพดีและไม่แห้งง่ายอีกด้วย

เนื้อปลาสีน้ำเงิน

ปลาเนื้อสีน้ำเงิน ได้แก่ ปลาทู ปลาแมคเคอเรล ปลาซาบะ และปลาซาร์ดีน เป็นต้น ซึ่งปลากลุ่มนี้อุดมไปด้วยโปรตีนที่ร่างกายนำไปใช้เพื่อสร้างเซลล์ผิว อีกทั้งยังมีกรดไขมันโอเมก้า3 ที่เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ดังนั้นหากหมั่นกินปลาเหล่านี้บ่อย ๆ จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

นัตโตะ

นัดโตะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีและไอโซฟลาโวนอยด์ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะไอโซฟลาโวนอยด์นั้นถือเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิง มีความสามารถช่วยเสริมการผลิตคอลลาเจนเพื่อให้ผิวพรรณมีความแข็งแรงนั่นเอง

แหล่งที่มา : www.sanook.com

9 วิธีลดน้ำหนักช่วงหนาว หนาวแค่ไหนก็ผอมได้

9 วิธีลดน้ำหนักช่วงหนาว หนาวแค่ไหนก็ผอมได้

พอฤดูหนาวแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนทีไร ก็ดูเหมือนว่าอากาศเย็น ๆ จะนำเอาความมุ่งมั่นในการลดน้ำหนักไปด้วยซะทุกที เพราะเอาแต่คิดกันว่าพอหน้าหนาวแล้วก็ต้องหาอะไรกินเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ทำเอาหลาย ๆ คนที่อุตส่าห์มุ่งมั่นไดเอต ออกกำลังกายจนน้ำหนักลดมาตลอดปีกลับมาอ้วนภายในเวลาไม่กี่เดือน อย่าเพิ่งท้อใจกัน อากาศเย็น ๆ หนาว ๆ อย่างนี้ก็สามารถลดน้ำหนักได้เช่นกัน ฉะนั้นอย่าให้อากาศหนาวมาพรากหุ่นดี ๆ ของเราไป โดยวันนี้เรามีวิธีลดน้ำหนักช่วงหนาวมาฝากกัน รับรองได้เลยว่าหนาวแค่ไหนก็ผอมได้ ถ้าอยากรู้ล่ะกัน ตามไปดูกันเลย

กินเพื่อความอบอุ่น ไม่จำเป็นต้องกินอาหารอุ่น ๆ เสมอไป

คนเรามักจะมีความเชื่อว่าในช่วงที่อากาศเย็น ๆ การกินอาหารอุ่น ๆ จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นมากขึ้น ไม่เสมอไปนะ เพราะจริง ๆ แล้วการที่จะทำให้ร่างกายของเราอบอุ่นขึ้น แค่เพียงรับประทานอาหารที่เพิ่มการเผาผลาญให้ร่างกายก็เพียงพอแล้ว ซึ่งอาหารเหล่านี้ ได้แก่ หัวพืชผัก ผักใบเขียว และเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์จากนม นอกจากนี้ยังควรหาเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อนเติมในอาหารจานโปรดของคุณด้วย เท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้น ผอมได้สมใจแน่นอน

จิบน้ำบ่อย ๆ

ช่วงอากาศเย็น ๆ หลายคนมักจะไม่ค่อยอยากดื่มน้ำมาก ๆ เพราะกลัวว่าจะเข้าห้องน้ำบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่า การที่เราจิบน้ำบ่อย ๆ ช่วยลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายไม่เกิดภาวะขาดน้ำอีกด้วย ถ้าคิดจะลดน้ำหนักในช่วงหน้าหนาว หันมาจิบน้ำอุ่นหรือชาบ่อย ๆ ก็ช่วยได้เยอะเลยนะ

เลือกกินไขมันให้ฉลาด

แม้ไขมันจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย แต่ถ้าเลือกไขมันไม่ถูกชนิด ก็จะทำให้เราอ้วนได้ ซึ่งไขมันชนิดที่ควรรับประทานก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัว โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในมะกอก น้ำมันมะกอก อัลมอนด์ อะโวคาโด ปลาแซลมอน วอลนัท เมล็ดแฟลกซ์ และน้ำมันมะพร้าว

ไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกาย กระตุ้นการเผาผลาญให้สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี ไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเมื่อร่างกายของเราได้รับแร่ธาตุและวิตามินที่เพียงพอ ความอยากอาหารก็จะลดลงนั่นเอง

กินโปรตีนให้มากขึ้น

การกินโปรตีนให้มากขึ้นอีก 15% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันจะช่วยให้ร่างกายลดการบริโภคแคลอรีลงได้ถึง 440 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และในปริมาณแคลอรีที่ลดลงขนาดนี้จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เกือบ 1 กิโลกรัม ภายใน 1 สัปดาห์ เพราะปริมาณโปรตีนที่เพิ่มขึ้นจะไปทำให้สมองเข้าใจว่าร่างกายของเรารับประทานอาหารอย่างเพียงพอแล้ว เลยทำให้เรารู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

แต่ทั้งนี้ก็ควรจะเป็นโปรตีนไขมันน้อยจะดีที่สุด อย่างเช่น เนื้ออกไก่ไม่ติดหนัง เนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่ไม่ติดมัน แต่ถ้าไม่อยากกินเนื้อสัตว์จะหันมารับประทานโปรตีนจากพืช อาทิ เต้าหู้ หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน

ห้ามอดอาหาร

เช่นเดียวกับฤดูอื่น ๆ การอดอาหารไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะนอกจากจะทำให้เราไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังอาจจะทำให้เราขาดสติเมื่อเห็นอาหารตอนที่หิวจัด ๆ ได้อีกด้วย ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้อิ่มพอดีทุกมื้อ ไม่อด หรือลดปริมาณอาหารโดยเด็ดขาด ถ้ากลัวอ้วนก็แค่เปลี่ยนมารับประทานผักให้มากขึ้น ช่วยให้อิ่มท้องแถมอิ่มนานด้วยล่ะ

ออกกำลังกายในบ้าน

อย่าให้ข้ออ้างที่ว่าอากาศนอกบ้านเย็นเกินไปมาเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกายโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะหนาวแค่ไหน ก็ควรจะลุกมาออกกำลังกาย แต่เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่มาออกกำลังกายในบ้าน และเปลี่ยนวิธีออกกำลังกายที่ทำเป็นประจำนอกบ้าน มาออกกำลังกายแบบง่าย ๆ เช่น ซิตอัพ วิดพื้น กระโดดเชือก หรือจะฝึกโยคะก็ดีไม่น้อย แถมยิ่งถ้าออกกำลังกายในช่วงหน้าหนาว ร่างกายจะยิ่งเผาผลาญดีขึ้น

กินหวานได้ แต่ต้องเลือก

ลดน้ำหนักก็อยากลด แต่ก็อยากกินของหวาน ไหนจะเป็นช่วงหน้าหนาวอีก แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรดี ไม่ต้องคิดมาก ถ้าอยากกินของหวาน ๆ แบบไม่ต้องกลัวอ้วนในช่วงฤดูหนาว ก็แค่เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลซึ่งผ่านการขัดสี หันมารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลจากธรรมชาติ เช่น มันเทศ หัวบีต หรือฟักทอง อาหารเหล่านี้มีรสชาติหวานเหมือนกัน แต่กินแล้วไม่มีทางอ้วนแน่นอน

ออกมาเจอแสงแดดบ้าง

ในวันที่อากาศหนาวมาก ๆ หลายคนแทบจะไม่อยากออกไปไหน แต่ถ้าหากวันนั้นมีแดดละก็ รีบหาเสื้อหนา ๆ สวมแล้วออกมานอกบ้านกันเลย เพราะแสงแดดตอนเช้าจะช่วยให้ร่างกายของเราหลั่งสารเซโรโทนินมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาวะซึมเศร้าในช่วงหน้าหนาวแล้วก็ยังช่วยกระตุ้นให้สมองของเรารู้สึกถึงความอิ่ม ลดความอยากอาหาร และป้องกันการกินมากเกินไปได้ด้วย

นอนหลับให้เพียงพอ

ในช่วงฤดูหนาวที่ช่วงเวลากลางวันจะสั้นกว่ากลางคืน ทำให้บางครั้งเราอาจจะรู้สึกนอนไม่พอ เนื่องจากแสงสว่างที่มีผลโดยตรงต่อนาฬิกาชีวิตของเรานั้นลดน้อยลง ทำให้เรานอนหลับไม่สนิท และเมื่อเราพักผ่อนไม่เพียงพอ ฮอร์โมนความเครียดก็จะมากขึ้นและเพิ่มความอยากอาหาร โดยเฉพาะของหวานและอาหารไขมันสูง สุดท้ายก็จะลงเอยด้วยความอ้วน วิธีแก้ไขก็ไม่ยากอย่างที่คิด ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้คุณก็แค่เข้านอนให้ไวขึ้น เลี่ยงการรับประทานอาหารหรือการเล่นสมาร์ตโฟนก่อนนอน ก็จะช่วยทำให้นอนหลับได้อย่างเพียงพอแน่นอน

แหล่งที่มา : health.kapook.com

ลดความมัน ผิวสดชื่น ด้วย 10 สเปรย์น้ำแร่

ลดความมัน ผิวสดชื่น ด้วย 10 สเปรย์น้ำแร่

อากาศเมืองไทยนั้นทั้งร้อนและฝุ่นควันเยอะ ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้สาว ๆ ต้องเผชิญใบหน้าที่เยิ้มมัน หมองคล้ำ และไม่สดใส ทำให้ต้องรีบมองหาตัวช่วยดูแลผิวหน้าและคืนความสดชื่นอย่าง “สเปรย์น้ำแร่” มาพกติดกระเป๋ากันซะยกใหญ่ ซึ่งสเปรย์น้ำแร่นั้นมียี่ห้ออะไรน่าใช้บ้าง วันนี้เรามีมาฝากถึง 10 ยี่ห้อเลยล่ะ

Evian Facial Spray

สเปรย์น้ำแร่ฉีดหน้าตัวเด็ดที่หลาคนนิยมใช้ เพราะหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูง แถมยังใช่ได้กับทุกผิว เด็กก็สามารถใช้ได้ไม่ระคายเคือง เพราะส่วนผสมนั้นเป็นน้ำแร่สะอาดเพียว ๆ จากเทือกเขาแอลป์ ประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง นอกจากมีส่วนประกอบแร่ธาตุที่สำคัญตามธรรมชาติแล้ว ยังมีค่าความเป็นกลาง สามารถปลุกผิวให้ตื่นด้วยละอองน้ำเล็ก ๆ ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดี จึงใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

Eucerin Hyaluron Mist Spray

ขวดนี้ไม่ใช่แค่สเปรย์น้ำแร่ธรรมดา ๆ นะ เพราะเป็นสเปรย์ไฮยาลูรอนเข้มข้นที่อุ้มน้ำได้มากกว่าปกติและยาวนานขึ้น ใครที่มีผิวแห้งหรืออยู่ในห้องแอร์บ่อย ๆ ขอให้ลองเลย ฉีดแล้วจะช่วยกักเก็บน้ำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น เรียบเนียน ดูเปล่งปลั่ง ละอองน้ำละเอียด ซึมซาบเร็ว ฉีดระหว่างวันได้สบาย ใช้เป็นประจำยังช่วยเติมเต็มริ้วรอยตื้น ๆ ให้ดูจางลงด้วย ที่สำคัญยังปราศจากน้ำหอมและพาราเบน เหมาะกับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบาง สมชื่อยูเซอรินเขาล่ะ

Cute Press Refreshing Mineral Facial Mist

สเปรย์น้ำแร่สูตรเพื่อผิวสดชื่น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เหมาะกับใครที่อยากรู้สึกผ่อนคลาย แล้วยังเป็นน้ำแร่ที่มีส่วนผสมของวิตามิน E วิตามิน B5 และสารสกัดจากแตงกวา ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับใบหน้าแล้ว ยังคืนความสมดุลให้ผิวมีชีวิตชีวาและปรับสีผิวให้ดูสดใสสม่ำเสมอขึ้น เวลาฉีดจะซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าลบเลือนระหว่างวัน แบบนี้ต้องมีติดกระเป๋าแล้วล่ะ

Vichy Eau Thermale

สเปรย์น้ำแร่แบรนด์ดังจากฝรั่งเศส เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายค่ะ เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม สารกันเสีย และสารเติมแต่ง แถมยังมีแร่ธาตุมากถึง 12 ชนิด ดังนั้นใช้แล้วนอกจากจะสดชื่น ยังช่วยเสริมเกราะให้ผิวแพ้ง่ายแข็งแรงขึ้นอีกด้วยค่ะ วันไหนที่รู้สึกหน้าเหนียวเหนอะหนะ ถ้าหยิบตัวนี้มาก็ช่วยได้มากจริง ๆ เพราะฝอยละอองออกมาค่อยข้างเยอะ เย็นชุ่มฉ่ำไปทั้งหน้า คลายร้อนได้ดีเลย

Avene Thermal Spring Water

สเปรย์น้ำแร่ที่ถูกใจสาว ๆ สำหรับตัวนี้จะเป็นน้ำแร่ธรรมดา ไม่มีกลิ่น เวลาฉีดจะให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำ สบายผิว พร้อมช่วยปลอบประโลมและปกป้องผิวจากมลภาวะต่าง ๆ อย่างอ่อนโยน จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว แถมยังพกพาง่ายและหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย

La Roche-Posay Thermal Spring Water

เวลาเจออากาศร้อน ๆ ใครคนไหนที่ชอบมีผดผื่นขึ้นตามบริเวณใบหน้า แนะนำตัวนี้เลยค่ะ เพราะเขามีแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยปลอบประโลมผิว ลดการระคายเคือง ใช้แล้วผื่นคันต่าง ๆ จะยุบลงได้ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงผิวหน้าให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย ในส่วนขอการให้ความสดชื่นก็จัดเต็มมาก ละอองน้ำที่ออกมาเล็กละเอียดดี เพิ่มความรู้สึกสดชื่นได้ทั้งวัน

Oriental Princess Beauty Essence Complex Nourishing Mineral Water Spray

สเปรย์น้ำแร่ธรรมชาติตัวนี้เวลาฉีดจะรู้สึกสดชื่นมาก แถมยังไม่เพิ่มความมันบนใบหน้า และเมื่อเวลาออกแดดนาน ๆ ฉีดตัวนี้ลงไปจะช่วยลดความแสบร้อนของผิวหน้าหลังจากโดนแดดได้ดีเลยทีเดียว ไม่ต้องกลัวว่าฉีดทับเมคอัพแล้วจะไหลเยิ้ม เพราะละอองน้ำของเขาอนุภาคบางเบามาก ๆ จึงไม่รบกวนเครื่องสำอางบนผิวเลย รับรองว่าหน้าดูเด้ง มีน้ำมีนวล จนใครก็ต้องทัก

Jurlique Rosewater Balancing Mist

สเปรย์น้ำแร่ที่มาในดีไซน์ขวดแก้วสวยหรู ใช้แล้วดูเป็นคุณหนูมาก แถมไม่ใช่สวยแต่รูปนะ ยังเต็มไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ทั้งดอกกุหลาบสายพันธุ์เฉพาะ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของชั้นผิว ทำให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนานขึ้น รากมาร์ชเมลโลว์ ลดอาการผิวอักเสบจากการโดนแสงแดดและมลภาวะ และใบอโลเวร่า ช่วยปลอบประโลมและปรับสมดุลผิว ตัวนี้นอกจากจะได้ความสดชื่นแล้ว ยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย สาว ๆ คนไหนที่ชื่นชอบกลิ่นกุหลาบ ห้ามพลาดตัวนี้เลย

Caudalie Beauty Elixir

สเปรย์น้ำแร่ตัวนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง แถมคนดังใช้กันเยอะมาก อย่าง Victoria Beckham ก็ใช้ฉีดหน้าเวลาต้องการความชุ่มชื้น เพราะนอกจากจะช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นแล้ว ยังทำให้เครื่องสำอางติดทนขึ้นด้วย ดังนั้นสามารถใช้ฉีดเพื่อเซตเครื่องสำอางได้เลย และถ้าใช้ไปนาน ๆ จะรู้สึกว่ารูขุมขนกระชับขึ้น และริ้วรอยบนใบหน้าลดลงอีกด้วย

Chanel Hydra Beauty Essence Mist

ปิดท้ายที่สเปรย์น้ำแร่บำรุงผิวหน้าจากแบรนด์ดัง แน่นอนว่าราคาอาจจะค่อนข้างสูงหน่อย แต่ถ้าได้ใช้แล้วสาว ๆ จะต้องติดใจอย่างแน่นอน เพราะน้ำแร่ตัวนี้ช่วยให้ใบหน้าสดชื่นได้เต็มที่มาก ๆ ทั้งยังจะบำรุงผิวหน้าให้เต่งตึงกระชับมากขึ้น และหากใช้ไปนาน ๆ จะช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เนียนนุ่มขึ้นได้อีกด้วย เรียกว่าทั้งปลุกความชุ่มชื่นและฟื้นฟูผิวในขวดเดียว

แหล่งที่มา : women.kapook.com

8 วิธีป้องกันสิวจากหน้ากากอนามัย

8 วิธีป้องกันสิวจากหน้ากากอนามัย

โควิดนั้นอยู่กับเรามานานมาก จนการใส่แมสก์หรือหน้ากากอนามัยแทบจะกลายเป็นความเคยชินของคนเราไปแล้ว ซึ่งการใส่แมสก์ทุกวันนั้น นอกจากจะช่วยป้องกันโรคและมลพิษได้แล้ว ยังมาพร้อมปัญหาบนใบหน้าที่เราอาจไม่อยากเจอนั่นก็คือ “สิว”

เชื่อได้เลยว่าสิวเป็นปัญหาที่กังวลใจเราอยู่ตลอดเวลา ยิ่งใส่แมกส์ยิ่งทำให้สิวเกิดมากขึ้น แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะในวันนี้เรามีวิธีป้องกันสิวจากหน้ากากอนามัยมาฝากกัน อยากรู้แล้วละสิว่ามีวิธีไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันดีกว่า

เลือกเนื้อผ้าของหน้ากากอนามัย

การเลือกเนื้อผ้าของหน้ากาอนามัยมีความสำคัญมาก ๆ เลย ถ้าเราใช้แมสก์ที่มีเนื้อผ้าที่แข็งกระด้าง อาจทำให้หน้ากากอนามัยเสียดสีกับผิวมากเกินไป จนทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้นเราจะต้องเลือกน้ากากอนามัยที่มีความอ่อนนุ่ม ใส่แล้วไม่ระคายเคือง พอดีกับใบหน้า และที่สำคัญคือต้องใส่หน้ากากอนามัยที่มีมาตรฐาน

เปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน

หลายคนอาจจะคิดว่าออกไปข้างนอกแปปเดียวเอง พรุ่งนี้ใส่หน้ากากอนามัยซ้ำก็ได้ ขอบอกเลยว่าไม่ได้นะ แม้ว่าเราจะใส่ออกไปข้างนอกไม่นาน แต่เต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย แถมอากาศประเทศไทยก็ร้อนเอามาก ๆ ยิ่งใส่หน้ากากยิ่งอบอ้าว ทำให้เหงื่อออกมาขึ้น ไหนจะละอองน้ำลายที่มาจากการพูดคุยขณะใส่แมสก์ ยิ่งทำให้แมสก์สกปรก นอกจากนี้ยังเสี่ยงสิวขึ้นอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยซ้ำจะดีที่สุด

ระหว่างวันถอดหน้ากากอนามัยออกบ้าง

การใส่แมสก์ทั้งวันนอกจากจะอึดอัดและหายใจไม่ออกแล้ว ยังทำให้หมักหมมอีกด้วย ดังนั้นขอแนะนำให้ถอดแมสก์ออกบ้างในช่วงระหว่างวันสัก 10 – 15 นาที ให้ผิวหน้าบริเวณที่โดนหน้ากากอนามัยได้พักและหายใจบ้าง ไม่อย่างนั้นอากาศ เหงื่อ และน้ำลายมันจะอบอยู่ในแมสก์นานเกินไป ทำให้สิวเราขึ้นง่ายกว่าเดิม แต่อย่าถอดในที่เยอะ ๆ และพยายามเลี่ยงสถานที่เสี่ยงติดเชื้ออย่างร้านอาหาร

แต่งหน้าให้น้อยลงหรือบางลง

การแต่งหน้าที่หนาเกินไปทำให้เครื่องสำอางที่ผกติใช้แล้วก็เสี่ยงอุดตันได้ง่าย ยิ่งอุดตันได้ง่ายกว่าเดิม เพราะการใส่หน้ากากอนามัย อย่างที่บอกว่าผิวของเราเวลาใส่แมสก์ก็ไม่ค่อยได้หายใจแล้วเพราะมันอบอ้าวอยู่ด้านใน ยิ่งมาเจอกับเครื่องสำอางอีก ยิ่งทำให้ผิวอึดอัดไปกันใหญ่ ส่งผลให้สิวของเราขึ้นได้ง่ายนั่นเอง

ใช้ Cleansing เช็ดหน้าก่อนอาบน้ำ

การใช้คลีนซิ่งช่วยล้างหน้า 1 รอบก่อนจะใช้โฟมล้างหน้า จะทำให้ผิวหน้าเราสะอาดยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งคลีนซิ่งก็มีหลายแบบทั้งแบบน้ำ แบบออยล์ แบบน้ำนม หรือจะเป็นแบบบาล์ม เอาตามที่เราสะดวกเลย แต่ถ้าไม่อยากให้ผิวถูกเสียดสีมากเกินไป แนะนำให้ใช้ตัวที่มีส่วนผสมของออยล์ แบบออยล์ หรือแบบบาล์ม ซึ่งจะช่วยลดการเสียดสีกับผิวหน้าของเรา ทำให้สิวลดน้อยลงนั่นเอง

ล้างหน้าด้วยโฟมที่อ่อนโยน

นอกจากจะใช้คลีนซิ่งล้างหน้าแล้ว เราก็ต้องใช้คลีนเซอร์ (Cleanser) ล้างหน้ากันอีกรอบเพื่อทำให้ผิวของเราสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งอยากให้เลือกตัวที่อ่อนโยนกับผิวมากที่สุด พยายามเลือกตัวที่ไม่มีซัลเฟต (Sulfate) เพราะจะทำให้ผิวหน้าของเราถูกดึงความชุ่มชื้นและดึงน้ำมันบนผิวหน้าออกมาจนเกินไป ทำให้ผิวของเราสูญเสียสมดุลนั่นเอง และอีกสิ่งที่สำคัญคือเลือกคลีนเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิวของเราด้วยนะ

ใช้สกินแคร์เติมความชุ่มชื้นให้ผิว

สกินแคร์เป็นอีกสิ่งที่จะทำให้สิวลดลงได้ อาจจะมีสกินแคร์ที่เหมาะกับคนที่เป็นสิว แต่เพื่อให้สิวลดน้อยลง แนะนำให้เติมความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยนะ เราจะต้องเน้นสกินแคร์ที่มี Hyaluron เป็นส่วนผสมเพราะจะทำให้ผิวหน้าเราชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น และพยายามเลี่ยงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบนหรือสารอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เพราะสารพวกนี้นอกจากจะทำลายผิวแล้วยังอาจจะทำให้เราแพ้จนมีสิวผุดขึ้นบนหน้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดื่มน้ำมาก ๆ

การดื่มน้ำเยอะ ๆ เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพมาก ๆ ยิ่งถ้าเราดื่มน้ำปประมาณ 7 – 8 แก้วต่อวัน ก็จะยิ่งทำให้สุขภาพของเราดีมากขึ้นไปอีก เนื่องจากร่างกายเราประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนมาก การดื่มน้ำเยอะ ๆ จะช่วยเรื่องการขับถ่าย ปรับสมดุลในร่างกาย แล้วยังทำให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น แถมยังทำให้เราไม่หงุดหงิดง่ายอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเราขับถ่ายได้ปกติ มีสมดุลในร่างกายและผิวชุ่มชื้นแล้ว ก็จะช่วยทำให้สิวเจ้าปัญหาลดน้อยลงตามไปด้วย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

6 กิจวัตรปรนนิบัติผิว สำหรับผู้ชาย

6 กิจวัตรปรนนิบัติผิว สำหรับผู้ชาย

การดูแลปรนนิบัติผิวไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเฉพาะสำหรับผู้หญิง การดูแลผิวพรรณสำหรับผู้ชายให้มีสุขภาพดี มีความสำคัญไม่แพ้กัน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ จาก ลอร่า ชาร์คอน การ์บาโต ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมและการศึกษาผลิตภัณฑ์โภชนาการระดับโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กับ 6 วิธีการดูแลผิวสำหรับคุณผู้ชายที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และทำได้จริง ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลย

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในการดูแลขนบนใบหน้า

ประเด็นที่สร้างปัญหาผิวพรรณให้กับผู้ชายเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเส้นขนบนใบหน้า เริ่มตั้งแต่สิ่งที่ใช้โกนหนวดและวิธีการปรนนิบัติผิวหลังโกน แทนที่จะใช้สบู่ก้อน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความลื่นและก่อให้เกิดความระคายเคืองน้อยกว่า สบู่ก้อนสร้างความระคายเคืองต่อผิว เนื่องจากบางครั้งมีการผสมน้ำหอมหรือสารขจัดคราบที่อันตรายที่อาจชะล้างเอาน้ำมันเคลือบผิวตามธรรมชาติออกไปหมดทำให้ผิวเสียสมดุล ให้ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยเติมพลังให้ผิว อาทิ น้ำมันสกัดจากส้ม ผลไม้ตระกูลซีตรัส และเกรฟฟรุ๊ต

หลังโกนหนวดทุกครั้ง ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ตาม มีโทนเนอร์ในท้องตลาดหลายตัวที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และมาในรูปแบบสเปรย์ละอองน้ำที่ง่ายต่อการใช้ ซึ่งช่วยในการฟื้นบำรุงผิวให้อิ่มน้ำโดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหลังโกนหนวด การทาเจลว่านหางจระเข้อาจช่วยบรรเทาความระคายเคือง ป้องกันการเห่อแดงของผิว และช่วยสร้างความชุ่มชื่นแก่ผิวได้

การล้างหน้าและทำความสะอาดตามสภาพผิว

การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสมกับสภาพผิว ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดทั้งต่อความรู้สึกและผิวสัมผัสภายนอก คำแนะนำด้านล่างนี้เป็นสุดยอดเทคนิคการทำความสะอาดผิวหน้าที่อยากแนะนำให้ทำตามเป็นประจำทุกวัน

โดยทั่วไปแล้ว ให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ฟอกธรรมดาที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหน้าอันเกิดมาจากการชะล้างเอาไขมันเคลือบผิวตามธรรมชาติออกไปจนผิวเสียความชุ่มชื้น ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีความอ่อนโยน อย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารซัลเฟต

  • สำหรับคนผิวแห้ง ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น อาทิ ว่านหางจระเข้ และคาโมมายล์
  • สำหรับคนผิวมัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ทำให้ผิวรู้สึกสดชื่นหลังล้างหน้า อย่าง ส้มสดฉ่ำและเกรฟฟรุ๊ต
  • ทำความสะอาดผิวหน้าให้เป็นกิจวัตรประจำวันในตอนเช้าและตอนกลางคืนก่อนนอน เฉกเช่นเดียวกับการแปรงฟัน
  • อย่าลืมล้างหน้าและทำความสะอาดใบหน้าหลังออกกำลังกายทุกครั้งเพื่อป้องกันสิว

ดังนั้น คุณผู้ชายต้องให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้าเป็นประจำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับผิวหน้าและโทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์จะช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและดูสุขภาพดี

การเติมน้ำให้ผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นประจำ

ดอกไม้เป็นของขวัญที่ดีเยี่ยม แต่ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบให้ตัวเองมีกลิ่นแบบดอกไม้ มอยเจอร์ไรเซอร์ที่กลิ่นออกหวาน ทำให้ผู้ชายหลายคนหลบเลี่ยงไม่ใช้เติมความชุ่มชื้นแก่ผิว ลองมองหามอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีสารให้ความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง และมีคุณประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การช่วยปกป้องแสงแดด และต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่วนผสมเหล่านี้ช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น นั่นหมายถึงว่าริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นย่อมดูจางลงไปด้วย

แต่ถ้าอยากเติมน้ำให้ผิวดูอิ่มฟูเป็นพิเศษในขั้นตอนการดูแลผิวประจำวัน ให้เลือกมองหาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติคืนความชุ่มชื่นแก่ผิวในคราวเดียวกัน หรือ ลองทาครีมกันแดดทับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตอนกลางคืนดู โดยปกติ ครีมทาตอนกลางคืนจะมีความเข้มข้นสูงกว่า มีส่วนผสมของอีมอลเลียนท์ที่เป็นสารช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวมากกว่า ซึ่งเป็นตัวช่วยเติมน้ำให้ผิวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเดือนที่มีอากาศเย็น

มาส์กหน้าเป็นประจำทุกสัปดาห์

การมาส์กหน้าเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้ง ช่วยขจัดสิ่งตกค้างและสิ่งอุดตันได้อย่างดี  ควรเลือกครีมพอกหน้าที่มีส่วนผสมของโคลนเบนโทไนท์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติอันทรงพลังในการขจัดสิ่งสกปรกและดูดซับความมันส่วนเกิน การมาส์กหน้าทุกสัปดาห์ยังช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ด้วย คุณอาจจะมาส์กหน้าหลังจากไปวิ่งหรือไปยิมกลับมา หรือในขณะกำลังจ่ายบิลออนไลน์ก็ได้

ทาครีมกันแดดตลอดทั้งปี

ถ้ามีข้อควรปฏิบัติที่ห้ามต่อรองในการดูแลปรนนิบัติผิวเพียงข้อเดียว ข้อนั้นจะต้องเป็นเรื่องการปกป้องผิวจากการเผชิญแสงแดดเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นแบบไหน ฝนตกหรือมีเมฆมาก ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจากแสงแดด อย่าขี้เหนียวและใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 หรือมากกว่าเป็นประจำทุกวัน  ครีมกันแดดที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการเกิดผิวไหม้แดดแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ผิวคล้ำเสียโดนทำลายจากรังสียูวี และยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยที่ชัดเจนจากการตากแดด และที่สำคัญที่สุด คือช่วยป้องกันการเกิดโรคผิวหนังที่อาจมีอันตรายได้  ในหน้าร้อนที่เหงื่อออกมากเป็นพิเศษให้เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่กันน้ำได้ด้วย และให้ทาซ้ำทุก ๆ สองหรือสามชั่วโมง

สร้างอุปนิสัยการมีสุขภาพที่ดี

ท้ายนี้ ลอร่า ชาร์คอน การ์บาโต ให้คำแนะนำว่า ในการดูแลปรนนิบัติผิวจะไม่สมบูรณ์ได้เลย หากไม่กล่าวถึงการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และให้จำไว้เลยว่า การบำรุงจากภายในและภายนอกจะต้องทำควบคู่กัน

การทานอาหารที่มีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูงจำพวกไวตามิน  เอ ซี และ อี  ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากพอ ช่วยป้องกันผิวพรรณไม่ให้แลดูขาดน้ำ เมื่อเราดูแลร่างกายจากภายในสู่ภายนอก ร่างกายของเรา (รวมถึงผิวพรรณ) จะขอบคุณเรา ส่งผลให้เรามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเมื่อเรารู้สึกดีและดูดี

แหล่งที่มา : www.sanook.com

How To ใส่กางเกงยีนส์ทรงต่าง ๆ ให้เหมาะกับรูปร่าง

How To ใส่กางเกงยีนส์ทรงต่าง ๆ ให้เหมาะกับรูปร่าง

วันนี้เราขอเอาใจสาว ๆ ที่หลงรักหรือชื่นชอบการใส่กางเกงยีนส์เป็นชีวิตจิตใจ ด้วยการแชร์วิธีการใส่กางเกงยีนส์ทรงต่าง ๆ ให้เหมาะกับรูปร่างกัน เพราะการเลือกใส่เสื้อผ้าที่เข้ากับรูปร่างหรือบุคลิกภาพของตัวเอง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น มองกี่ครั้งก็ยังคงมีเสน่ห์ มาดูกันดีกว่าว่ากางเกงยีนส์แต่ละทรง เหมาะสำหรับรูปร่างแบบไหนกันบ้าง

ขาสั้น

กางเกงยีนส์ขาสั้นเหมาะสำหรับสาวตัวเล็ก เพราะคนตัวเล็กยิ่งใส่กางเกงขาสั้น จะยิ่งทำให้ดูน่ารัก อีกทั้งยังหมดห่วงเรื่องโป๊อีกด้วย แต่หากใส่กางเกงยีนส์ขายาวก็อาจจะทำให้ดูเทอะทะหมดความมั่นใจไปได้

ขาสามส่วน

กางเกงยีนส์ขาสามส่วนเหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีรูปร่างสูงขึ้นมาหน่อยเมื่อเทียบกับสาวไซส์มินิ ยิ่งถ้าใส่คู่กับเสื้อยืดตัวใหญ่และรองเท้าผ้าใบคู่ใจ ยิ่งทำให้ดูดีมาก ๆ

เอวสูง

สำหรับกางเกงยีนส์เอวสูง แนะนำสำหรับสาว ๆ ที่มีลำตัวยาว แต่มีช่วงขาที่สั้น เพราะกางเกงทรงนี้จะช่วยทำให้ช่วงขาดูยาวได้ ถ้าได้แมตช์กับเสื้อครอป รับรองเลยว่าเริดสุด ๆ

เอวต่ำ

แม้ว่ากางเกงยีนส์เอวต่ำจะไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไร แต่บอกเลยว่าถ้าได้ใส่แล้วจะทำให้คุณกลายเป็นสาวเปรี้ยวเท่กันเลยทีเดียว ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับสาว ๆ ที่รู้สึกอยากลองเปลี่ยนลุคดูบ้าง

ทรงบอย

กางเกงยีนส์ทรงบอยคือกางเกงยีนส์แบบที่ผู้ชายใส่กัน ซึ่งกางเกงทรงนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีสะโพกผายหรือมีหุ่นเหมือนลูกแพร์ แต่ไม่แนะนำสำหรับสาว ๆ ที่มีรูปร่างเล็ก เพราะจะยิ่งทำให้ดูตัวเล็กกว่าเดิม

ขากระบอก

ในส่วนของกางเกงยีนส์ทรงขากระบอกนั้น จะมีความคล้ายกับกางเกงยีนส์เอวสูง แต่มีความแตกต่างกันตรงที่การเข้ารูป ซึ่งกางเกงทรงนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีช่วงสะโพกเล็กและมีช่วงลำตัวที่ยาว สาวคนไหนอยากอำพรางสะโพกเล็กแนะนำกางเกงทรงขากระบอกเลย

ขาบาน

กางเกงยีนส์ทรงขาบานเป็นสไตล์การแต่งตัวแบบลุคคุณหนู ซึ่งแมตช์กับเสื้อที่มีความเรียบง่าย ก็ทำให้ดูดีอย่างมีระดับ เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ชอบความเรียบหรูอย่างมาก

ขาม้า

กางเกงยีนส์ทรงขาม้าจะดูคล้ายกับทรงบาน แต่จะมีความแตกต่างตรงที่ทรงขาม้าจะเน้นให้เห็นในส่วนของสะโพกชัดมาก และจะทิ้งตัวบานที่บริเวณปลายขา เป็นทรงที่สามารถใส่ได้กับทุกรูปร่าง จะมีสะโพกเล็กหรือสะโพกใหญ่ ก็ใส่ได้อย่างมั่นใจ

สกินนี่

ถ้าพูดถึงทรงกางเกงยีนส์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็คงไม่พ้นทรงสกินนี่ แม้จะเป็นทรงที่สวมใส่ได้ยากลำบาก เพราะรัดรูปจนแนบไปกับเนื้อ แต่ใส่ออกมาก็ยังคงดูดีสุด ๆ แต่ทรงสกินนี่ก็เป็นทรงที่เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีสะโพกผายซึ่งรับกับความกว้างของไหล่พอดี

สาว ๆ คนไหนที่ชื่นชอบการใส่กางเกงยีนส์ ลองเอากางเกงยีนส์แต่ละทรงที่มีมาเทียบกับรูปร่างของตัวเองกันดูนะ ทรงไหนที่รู้สึกว่าใส่แล้วมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น หรือมีความคล่องแคล่วในการเดินหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็อยากให้มั่นใจในทรงนั้นกัน หรืออาจจะลองเอาวิธีที่เราเอามาแชร์ไปลองปรับใช้กันดู ก็อาจจะช่วยในเรื่องการแต่งตัวด้วยกางเกงยีนส์ได้เช่นกัน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

วิธีแก้หน้าโทรมจากการ Work From Home

วิธีแก้หน้าโทรมจากการ Work From Home

ในช่วงที่ COVID – 19 ยังมีการระบาดอยู่นั้น ส่งผลให้บางบริษัทยังมีการทำงานที่บ้านหรือ Work From Home โดยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการ Work From Home ทำให้สาว ๆ เริ่มละเลยในการดูแลตัวเองอย่างมาก เพราะจากเดิมที่ต้องออกเดินทางไปทำงาน อย่างน้อยก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องบำรุงผิวหน้า แต่เมื่อต้องทำงานที่บ้าน ก็เริ่มไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองเท่าที่ควร บางวันก็แทบจะทำงานหนักจนส่งผลให้ผิวหน้าโทรม ดังนั้นเราจึงขอชวนให้สาว ๆ ทุกคนมาจบปัญหาผิวโทรมจากการทำงานที่บ้านไปพร้อม ๆ กันด้วยวิธีดังนี้

บำรุงผิวตอนเช้าด้วยเซรั่ม

หลังอาบน้ำเสร็จในตอนเช้า ให้ต่อด้วยการบำรุงผิวด้วยเซรั่มที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิวทันที อย่าปล่อยให้ผิวขาดการบำรุงเด็ดขาด ซึ่งเซรั่มหรือน้ำตบมีส่วนทำให้ผิวตื่นและสดชื่น อีกทั้งยังเป็นการบำรุงผิวอย่างล้ำลึกอีกด้วย

ไม่ลืมทาครีมกันแดด

แม้จะนั่งทำงานอยู่แต่ในบ้าน ก็อย่าคิดว่าแสงแดดจะเข้าส่องไม่ถึงผิวหนังของตัวเอง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดดทุกวัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แสงยูวีเอสามารถเข้ามาทำร้ายผิวของสาว ๆ ได้ หรือแม้แต่แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือก็มีส่วนทำให้ผิวเสื่อมได้เช่นกัน ซึ่งก็สามารถป้องกันได้ด้วยการทาครีมกันแดด

ฉีดน้ำแร่เติมความเฟรช

การฉีดน้ำแร่ถือเป็นวิธีที่ช่วยเติมความเฟรชให้กับผิวหน้าได้อย่างเร่งด่วน วันไหนที่มีประชุมแบบเร่งด่วน ก็สามารถฉีดสเปรย์น้ำแร่เพื่อเติมความฉ่ำวาวให้กับผิวหน้าให้แลดูสดใส กำจัดความโทรมออกไปได้ทันที

ผ่อนคลายด้วยการมาสก์หน้า

การมาสก์หน้ามีส่วนช่วยทำให้ผิวเกิดความผ่อนคลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังช่วยซ่อมแซมผิวหน้าได้ดีอีกด้วย ดังนั้นหากมีเวลาว่างจากการทำงาน แนะนำให้สาว ๆ มาสก์หน้ากันบ่อย ๆ เพื่อให้ผิวใสและฉ่ำเด้งอย่างเป็นธรรมชาติ

ใช้คลีนซิ่งก่อนล้างหน้า

แม้ไม่ได้แต่งหน้า การใช้คลีนซิ่งทำความสะอาดผิวหน้าก่อนล้างหน้าก็ยังจำเป็นอยู่ เพราะบางครั้งผิวหน้าอาจมีฝุ่นละอองหรือคราบต่าง ๆ ตกค้างอยู่ อย่าลืมว่าโฟมล้างหน้าก็ไม่สามารถล้างออกได้หมดจด ดังนั้นจึงควรใช้ตัวช่วยอย่างคลีนซิ่งสม่ำเสมอ เพราะช่วยให้ผิวสะอาดและป้องกันไม่ให้สิวขึ้น

ปรับผิวให้กระจ่างใสด้วยไวท์เทนนิ่ง

การที่สาว ๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลายวัน ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งหรือผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามินซีได้อย่างสบายใจ เพราะไม่ต้องเป็นกังวลว่าผิวจะโดนแสงแดดแรง ๆ จนทำร้ายผิวนั่นเอง ในส่วนของไวท์เทนนิ่งนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยเผยผิวที่กระจ่างใสเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยลดจุดด่างดำบนผิวหน้าได้อีกด้วย

ลดริ้วรอยใต้ดวงตาด้วยอายครีม

การใช้สายตาจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน มีส่วนทำให้ผิวบริเวณใต้ดวงตาหมองคล้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ดังนั้นจึงควรหมั่นทาอายครีม เพื่อบำรุงผิวรอบดวงตา ไม่ให้มีริ้วรอยหรือรอยคล้ำใต้ตา

หลีกเลี่ยงการนอนดึก

แม้ว่าจะต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ก็ใช่ว่าสาว ๆ จะต้องทำงานหนักจนลากยาวไปถึงช่วงเวลาดึก อย่าลืมว่าโดยปกติแล้ว ในช่วงที่ต้องทำงานอยู่ที่บริษัท สาว ๆ ก็ยังมีเวลาในการนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อสามารถตื่นมาทำงานในวันใหม่ได้เต็มร้อย ดังนั้นในช่วงที่ต้อง Work From Home ก็ควรจัดการกับเวลาทำงานและพักผ่อนให้ชัดเจน ไม่ควรนอนดึก หรือฝืนทำงานให้เสร็จจนเลยเวลานอนเด็ดขาด

กินอาหารที่เป็นประโยชน์

การกินอาหารที่มีประโยชน์มีส่วนช่วยบำรุงผิวหน้าของสาว ๆ ได้อย่างล้ำลึก และให้ผลที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าเสียอีก จึงแนะนำให้สาว ๆ เตรียมอาหารที่มีประโยชน์ พยายามจัดสรรผักผลไม้ให้มาก ๆ โดยเฉพาะผักใบเขียว ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และงดการกินของมันหรือของทอด จะช่วยบอกลาผิวหน้าโทรมได้เป็นอย่างดี

เมื่อต้อง Work From Home นอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการทำงานที่มากกว่าเดิมแล้ว การดูแลตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วงเวลาที่ต้องทำงานที่บ้าน สาว ๆ หลายคนมักละเลยการดูแลตัวเองโดยไม่รู้ตัว สำหรับสาว ๆ คนไหนที่ไม่อยากมีผิวหน้าโทรมจากการ work from home ยังไงก็ลองนำวิธีข้างต้นไปลองปรับใช้กัน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

อุปกรณ์แต่งหน้าสำหรับผู้หญิงมือใหม่

อุปกรณ์แต่งหน้าสำหรับผู้หญิงมือใหม่

การจะเริ่มแต่งหน้านั้น นอกจากเครื่องสำอางที่มือใหม่ควรรู้แล้ว อุปกรณ์แต่งหน้าก็ย่อมจำเป็นเช่นกัน เพราะอุปกรณ์แต่งก็มีความจำเป็นในการแต่งหน้าไม่แพ้เครื่องสำอางเช่นกัน เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นมีส่วนช่วยให้การแต่งหน้าออกมาสวยงามดังตามต้องการ โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์แต่งหน้าสำหรับผู้หญิงที่เป็นมือใหม่ในการแต่งหน้ากัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

กระจก

ตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้คุณแต่งหน้าได้อย่างแม่นยำ โดยกระจกแต่งหน้าเดี๋ยวนี้ก็มีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย แต่ถ้ากระจกที่เราใช้อยู่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ส่องได้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้า ก็ยากที่จะเช็กภาพรวมและส่งผลให้ลุคของเราผิดพลาดได้ง่าย ๆ

ดังนั้นจึงควรเลือกกระจกที่มีขนาดใหญ่มากพอ เช่น กระจกตั้งโต๊ะ ที่มองเห็นชัดและมองใกล้ได้ โดยที่ไม่ต้องถือในมือ แถมบางรุ่นยังมาพร้อมหลอดไฟแบบ LED เพื่อควบคุมเฉดสีและความเข้มของส่วนต่าง ๆ ได้ สาว ๆ ลองเลือกได้ตามที่ชอบเลย

แปรงแต่งหน้า

การแต่งหน้าที่จะออกมาสวยเนี้ยบได้ ก็ต้องให้แปรงแต่งหน้าเข้าช่วยหน่อย สำหรับมือใหม่แล้วแปรงที่ควรมีก็ต้องเป็นแปรงปัดแก้มและแปรงแต่งตาในรูปทรงต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การแต่งหน้าเป็นเรื่องง่ายขึ้น เมื่อเริ่มแต่งหน้าจนคล่องแล้วค่อยเก็บแปรงอื่น ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ก็ได้

ฟองน้ำ สำหรับลงรองพื้น

เริ่มลงรองพื้นแรก ๆ หลายคนมักใช้นิ้วมือไปก่อนได้ก็จริง แต่ถ้ารู้สึกว่ายังไม่เนียนพอ ให้ลองซื้อฟองน้ำลงรองพื้นมาใช้ค่ะ แค่บีบรองพื้นลงไปเล็กน้อย ก็สามารถใช้ฟองน้ำแตะไปทั่วหน้าได้อย่างง่ายดาย ซึ่งถ้าใครอยากได้ลุคแน่น ๆ ก็นำฟองน้ำไปชุบน้ำให้หมาด ๆ ก่อน จะช่วยให้รองพื้นติดทนมากขึ้นและเกลี่ยได้รวดเร็วด้วย

ที่ดัดขนตา

เพื่อให้สวยครบสูตร งานขนตาต้องมา แต่ถ้ายังไม่ชำนาญ การปัดมาสคาร่าอาจจะลำบากไปสักนิด ดังนั้นให้เริ่มจากหัดดัดขนตาก่อน เพราะฉะนั้นไอเทมที่ขาดไม่ได้ก็คือที่ดัดขนตานั่นเอง แนะนำว่าถ้ามีโอกาสลองได้ ควรลองก่อนซื้อค่ะ โดยเลือกที่ความโค้งเข้ากับตาเรา เพราะถ้าความโค้งไม่รับกัน อาจจะหนีบหนังตาหรือดัดได้ไม่ชิดโคนขนตาเท่าที่ควร

เมคอัพคลีนเซอร์

ถึงจะแต่งหน้าสวยจัดเต็ม แต่ถ้าไม่ดูแลความสะอาด ผิวหน้าของเราอาจจะพังและเกิดปัญหาสิวตามมาไม่หยุดหย่อน ดังนั้นเราจึงควรมีเมคอัพรีมูฟเวอร์ สำลี และคอตตอนบัด สำหรับเช็ดเครื่องสำอางอย่างล้ำลึกทุกซอกทุกมุม เพราะแค่โฟมล้างหน้าอาจยังไม่สะอาดเพียงพอนั่นเอง

แหล่งที่มา : women.kapook.com

เครื่องสำอางสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้า

เครื่องสำอางสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้า

สำหรับคนที่ไม่เคยแต่งหน้านั้น อาจจะคิดใช่ไหมล่ะว่าเป็นเรื่องยาก กล่าจะเสร็จแต่ละลุคนั้นต้องใช้เวลาร่วมหลายชั่วโมง แถมเครื่องสำอางก็ยังต้องมีเต็มโต๊ะกว่าจะให้ออกมาสวย แต่ความจริงแล้วการแต่งหน้านั้นไม่ต้องใช้อะไรเยอะแยะ ซึ่งสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้าที่อยากจะแต่งหน้านั้นอย่าเพิ่งรีบไปซื้อเครื่องสำอางมาเยอะแยะ เพราะจริง ๆ แล้วใช้เพียงไม่กี่เยอะก็สามารถสวยได้เช่นกัน โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำเครื่องสำอางสำหรับมือใหม่หัดแต่งหน้ามาบอกกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

รองพื้น

รองพื้นถือเป็นไอเทมเครื่องสำอางชิ้นแรก ๆ ที่ใครกำลังหัดแต่งหน้าต้องมี เพราะเมคอัพที่เหลือจะดีได้ งานผิวที่เรียบเนียน สีสม่ำเสมอต้องมาก่อน ซึ่งการเลือกรองพื้นที่ดีควรเทสต์สีรองพื้นกับผิวจริงบริเวณสันกราม เพื่อให้ได้สีที่ตรง ไม่ทำให้หน้าลอยแน่นอน สำหรับมือใหม่เริ่มแรกอาจเลือกสูตรที่บางเบา เกลี่ยง่าย ไม่ต้องปกปิดอะไรมากมาย เพื่อให้ลุคการแต่งหน้าดูใส ๆ เป็นธรรมชาติ พอแต่งเก่งขึ้นแล้วค่อยใช้รองพื้นที่เนื้อหนักขึ้นก็ย่อมได้

แป้ง

หลังจากลงรองพื้นแล้วก็ต้องเซตด้วยแป้งกันต่อ แนะนำให้ใช้แป้งโปร่งแสงหรือแป้งฝุ่น เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะเลือกสีผิด ส่วนมือใหม่ที่ต้องการใช้แป้งพัฟ หรือแป้งผสมรองพื้นเลยก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่ต้องเลือกเฉดสีแมตช์กับผิวมาใช้ก่อน แค่นี้ก็จะช่วยให้ผิวหน้าของสาว ๆ สวยเนียน และการแต่งหน้าในขั้นตอนต่อไปจะกลายเป็นเรื่องหมู ๆ

ดินสอเขียนคิ้ว

ถึงจะแต่งหน้าให้สวยยังไง แต่ปล่อยให้คิ้วโล้นอยู่แบบนั้น ยังไงฟินนิชลุคก็ไม่สวยเสร็จสมบูรณ์แน่นอน เพราะไอเทมชิ้นนี้ถึงมีแค่ชิ้นเดียวหน้าก็สวยรอดทุกสถานการณ์แล้ว สำหรับมือใหม่อย่าเพิ่งใจร้อนเลือกแบบเจลหรือแบบมาสคาร่ามาใช้เชียว ให้เลือกแบบดินสอธรรมดาสีแมตช์กับสีผมมาใช้ก่อน เริ่มจากไปที่ร้านเสริมสวยเพื่อกันคิ้วให้ได้รูป จากนั้นค่อย ๆ ไล่เขียนไปตามรูปคิ้วเบา ๆ อีกไม่นานก็เก่งเองแหละค่ะ

อายแชโดว์

ถ้าอยากเพิ่มมิติให้กับดวงตา ก็ขอแนะนำให้หาพาเลตต์อายแชโดว์ดี ๆ ในโทนสีธรรมชาติมาใช้ เช่น โทนน้ำตาล ส้ม หรือชมพู เพราะสีเหล่านี้เหมาะกับการใช้งานจริง ใครทาก็รอดทุกราย แถมเวลาจะเกลี่ยจะเบลนด์ก็เห็นข้อผิดพลาดได้ชัดกว่าสีอื่น ๆ สำหรับมือใหม่อย่าเพิ่งไปเลือกใช้สีสันคัลเลอร์ฟูลมากเลยนะคะ เพราะถ้าพลาดไปเนี่ยเดี๋ยวจะกลายเป็นแต่งหน้าไปเล่นงิ้วมากกว่า

อายไลเนอร์แบบดินสอ

มาถึงงานตาคมกลมโตกันบ้าง ถ้ามือใหม่หัดแต่งหน้าจริง ๆ เรายังไม่ขอแนะนำให้ใช้อายไลเนอร์แบบลิควิดนะคะ เพราะโอกาสพลาดจะเลอะมีสูงมาก ๆ เลยแหละ เอาเป็นว่าลองเริ่มจากการกรีดตาด้วยดินสออายไลเนอร์ไปก่อน พอมือเริ่มคล่องแล้วค่อยซื้อแบบหัวปากกาเมจิก หรือถ้าเก่งมากขึ้นไปอีกค่อยหันมาใช้แบบพู่กันก็ยังไม่สายค่ะ

บลัชออน

ไอเทมสำคัญช่วยเนรมิตให้พวงแก้มสดใสอย่างบลัชออน ก็เป็นสิ่งที่มือใหม่หัดแต่งหน้าต้องมีไว้นะคะ ซึ่งขอแนะนำว่าให้เลือกบลัชออนแบบฝุ่นจะใช้งานสะดวก ควบคุมสีก็ง่ายกว่าแบบอื่น ๆ ด้วย ส่วนสีบลัชออนก็ขอแนะนำให้เลือกสีชมพูอมส้มไว้ก่อนค่ะ ส่วนจะมีชิมเมอร์หรือไม่ก็แล้วแต่ความชอบ รับรองว่ารอดทุกสีผิวแจ่มเจิดทุกคนแน่นอน

ลิปสติก

แต่งหน้ามาจนครบทุกส่วนแล้ว แต่ปากยังซีดอยู่นี่ถือว่าไม่โอเคนะคะสาว ๆ ถึงจะเป็นมือใหม่ก็ควรมีลิปสติกสีสวย ๆ ติดกระเป๋าเอาไว้ก่อน ซึ่งสีที่แนะนำว่าควรมีไว้ก็ต้องเป็น สีชมพู สีส้ม และสีนู้ดนี่แหละค่ะ เพราะสีเหล่านี้เป็นสีที่ทาง่ายได้ทุกโอกาส แถมสีนู้ดจะเอามาผสมกับสีอื่น ๆ เพื่อให้ได้สีใหม่อีกเพียบ

แหล่งที่มา : women.kapook.com